Minor Texts: Khuddakapāṭha, Dhammapada, Udāna, Itivuttaka, Suttanipāta
MBU Thai Edition · Sutta Piṭaka — The Basket of Discourses · Volume 45 · 742 pages
Summarised by AI from the whole volume (148 topics) — click to jump to where a topic begins.
- Page 1–2 โลภสูตร - พระสูตรแรกแห่งอิติวุตตกะ เอกนิบาต ปาฏิโภควรรค เนื้อหาเล่มนี้เริ่มต้นใหม่ทั้งหมด เป็นการขึ้นต้นพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ (เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๔ ตามระบบเดิม) ไม่ใช่เนื้อหาต่อเนื่องจากเล่ม ๔๔ พระสูตรแรกคือโลภสูตร ว่าด้วยพระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ใดละโลภะได้ ย่อมได้รับการรับรองว่าจะเป็นพระอนาคามี ไม่กลับมาสู่โลกนี้อีก มีทั้งร้อยแก้วและคาถาสรุปความ
- Page 3–8 อารัมภกถาอรรถกถาปรมัตถทีปนี และคำอธิบายว่าอิติวุตตกะคืออะไร บทนำอรรถกถาปรมัตถทีปนีของอิติวุตตกะ เริ่มด้วยคาถาสรรเสริญพระรัตนตรัยของพระอรรถกถาจารย์ ตามด้วยคำอธิบายว่าอิติวุตตกะคืออะไร แบ่งเป็น ๔ นิบาต รวม ๑๑๒ สูตร นับเนื่องในขุททกนิกายและนวังคสัตถุศาสน์ จากนั้นอธิบายความหมายหลากหลายของคำว่า "วุตตะ" (พูด กล่าว หว่านพืช โกนผม เลี้ยงชีวิต) ที่ปรากฏในพระบาลีต่างบริบท เพื่อปูพื้นก่อนไขความพระสูตร
- Page 9–22 ไขความหมายพระนาม "ภควา" ๗ นัย อรรถกถาไขความหมายพระนาม "ภควา" อย่างละเอียด ๗ นัย ได้แก่ ทรงมีภาคธรรม (คุณวิเศษเฉพาะพระองค์) ทรงอบรมพุทธกรธรรม (บารมี ๓๐) ทรงเสพภาคธรรม (สมาบัติ) ทรงเสพภคธรรม (สมบัติโลกิยะ-โลกุตระ) ทรงมีคนภักดีมั่นคง ทรงคายภคธรรม (สละราชสมบัติออกผนวช) และทรงคายภาคธรรม (ตัดกิเลสทั้งปวง) แต่ละนัยแสดงคุณสมบัติที่ทำให้พระพุทธเจ้าควรแก่พระนามอันประเสริฐนี้
- Page 23–34 ความหมายของ "อรหํ" และเหตุที่กล่าวคำว่า "วุตฺตํ" ซ้ำสองครั้ง อธิบายความหมายของ "อรหํ" ว่าเพราะทรงไกลจากกิเลส ทำลายกิเลสและวงจรสังสาระ ควรแก่การบูชา และไม่มีความลับในการทำบาป จากนั้นแสดงว่าบท ภควตา-อรหตา สะท้อนความสมบูรณ์แห่งพระปัญญาและพระกรุณาที่สมดุลกัน และไขข้อสงสัยว่าเหตุใดจึงกล่าวคำว่า "วุตฺตํ" ซ้ำสองครั้งในนิทาน เพื่อยืนยันว่าพระพุทธเจ้าตรัสเองมิใช่ฟังต่อมา และพระดำรัสไม่มีผู้ใดคัดค้านได้
- Page 35–44 อธิบายศัพท์ "อิติ" นัยต่าง ๆ ปาฏิหาริย์ และศัพท์ "เม" อธิบายความหมายของ "อิติ" ศัพท์ที่ใช้ได้หลายนัย เช่น เหตุ ประการ การชี้ชัด และการกำหนดแน่นอน เชื่อมโยงกับคำว่านานานัย (นัยพระธรรมเทศนาที่หลากหลาย) และปาฏิหาริย์ ๓ อย่าง (ฤทธิ์ ทายใจ สั่งสอน) ที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ขจัดกิเลสของเวไนยสัตว์ ปิดท้ายด้วยการไขความศัพท์ "เม" ที่ใช้ได้ ๓ ความหมาย คือ อันข้าพเจ้า แก่ข้าพเจ้า ของข้าพเจ้า
- Page 45–51 อธิบายศัพท์ "สุตะ" และความหมายเชิงลึกของ "เอวมฺเม สุตํ" อธิบายศัพท์ "สุตะ" อย่างละเอียด ๗ ความหมาย เช่น การไป การฟังธรรม การสั่งสม จนสรุปว่าในที่นี้หมายถึงการทรงจำไว้ตามแนวโสตทวาร แล้ววิเคราะห์เชิงลึกว่าเหตุใดพระอานนท์จึงกล่าว "อิติ เม สุตํ" แสดงถึงความไม่หลงลืม ไม่ฟุ้งซ่าน และคุณสมบัติของท่านในฐานะพระธรรมภัณฑาคาริกผู้ทรงจำพระธรรมได้ครบถ้วนไม่วิปริต
- Page 52–57 ประวัตินางขุชชุตตรา ผู้กล่าวนิทานอิติวุตตกะก่อนพระอานนท์ เล่าประวัตินางขุชชุตตรา ทาสีค่อมผู้รับใช้พระนางสามาวดี ที่ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าขณะช่วยงานเลี้ยงพระที่โกสัมพี จนบรรลุโสดาปัตติผล แล้วนำธรรมมาสอนพระนางสามาวดีและสตรี ๕๐๐ นางจนบรรลุธรรมตาม ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะด้านพหูสูต พร้อมเล่าอดีตชาติที่ทำให้นางเกิดเป็นทาสี หลังค่อม และมีปัญญามาก อธิบายว่าคำเปิดสูตรอิติวุตตกะเริ่มจากนางก่อนพระอานนท์จะรับช่วงในการสังคายนา
- Page 58 อิติวุตตกะมี ๑๑๒ สูตร และคำนำเฉพาะ "วุตฺตํ เหตํ ภควตา" สรุปว่าอิติวุตตกะมี ๑๑๒ สูตร (เอกนิบาต ๒๗ ทุกนิบาต ๒๒ ติกนิบาต ๕๐ จตุกกนิบาต ๑๓) ใช้คำนำเฉพาะว่า "วุตฺตํ เหตํ ภควตา" ต่างจากสูตรทั่วไปที่ขึ้นต้นด้วย "เอวมฺเม สุตํ" เพราะนางขุชชุตตรากล่าวไว้ก่อนพระอานนท์จะสังคายนาตาม จึงไม่จำเป็นต้องระบุกาลเทศะซ้ำอีก เนื่องจากเป็นที่ทราบกันแล้วว่าตรัส ณ กรุงโกสัมพี
- Page 59–61 นิทานวรรณนา: เหตุผล ๓ ประการที่พระอานนท์ตั้งคำนิทานกำกับพระสูตร อธิบายเหตุผลที่พระอานนท์ผูกคำนิทาน (เช่น เอวมฺเม สุตํ) ไว้ต้นพระสูตรทุกบท คือเพื่อให้พระธรรมเทศนาดำรงมั่นไม่คลาดเคลื่อนเพราะอ้างอิงกาลเทศะผู้แสดงชัดเจน เพื่อประกาศพระคุณสมบัติของพระศาสดาผ่านเวสารัชชญาณ ๔ และเพื่อประกาศความน่าเชื่อถือของพระศาสนาว่าพระองค์ทรงสอนเพื่อประโยชน์ผู้อื่นล้วน มิได้ทรงแต่งขึ้นเอง
- Page 62–64 เอกนิบาตวรรณนา: บทตั้งพระสูตร ๔ แบบ (อัตตัชฌาสยะ ปรัชฌาสยะ ปุจฉาวสิกะ อัตถุปปัตติกะ) เริ่มพรรณนาเอกนิบาตด้วยการจำแนกที่มาของการแสดงพระสูตรเป็น ๔ แบบ คือ ตรัสตามพระอัธยาศัยพระองค์เอง ตรัสเพราะทรงเห็นอัธยาศัยผู้ฟัง ตรัสตอบคำถามที่มีผู้ทูลถาม และตรัสเพราะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นก่อน พร้อมยกตัวอย่างพระสูตรแต่ละประเภท เช่น ราหุโลวาทสูตรเป็นแบบปรัชฌาสยะ ธัมมทายาทสูตรเป็นแบบอัตถุปปัตติกะ
- Page 65–66 ความหมายศัพท์ เอกธมฺมํ - เอก ๔ นัย และธมฺม ๙ นัย ก่อนเข้าสู่โลภสูตร ไขความศัพท์บาลีในหัวข้อโลภสูตรที่จะพรรณนาต่อไป โดยแจกแจงว่า "เอก" ใช้ในความหมายต่างกัน ๔ อย่าง (อื่น ประเสริฐ ผู้เดียว การนับ) ส่วน "ธรรม" มีความหมายได้ถึง ๙ อย่าง เช่น ปริยัติ สัจจะ สมาธิ ปัญญา บุญ อาบัติ สุญญตา สภาวะ พร้อมยกบาลีและคำแปลประกอบทุกความหมาย เพื่อสรุปว่าในที่นี้หมายถึงสภาวธรรมฝ่ายเศร้าหมองอย่างเดียว
- Page 67 เหตุผลที่พระพุทธเจ้าตรัสเรียก ภิกฺขเว ก่อนแสดงธรรมทุกครั้ง อธิบายว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงตรัสเรียกภิกษุก่อนแสดงธรรมเสมอ คือเพื่อให้เกิดสติ เพราะขณะนั้นภิกษุอาจกำลังคิดเรื่องอื่นหรือเจริญกรรมฐานอยู่ หากไม่ทรงเรียกก่อนจะจับต้นชนปลายไม่ได้ว่าเทศนามีอะไรเป็นเหตุ อีกทั้งทรงเลือกเรียกภิกษุเพราะเป็นบริษัทที่ใกล้ชิดที่สุด เกิดก่อน ประพฤติตามพระจริยาและรับคำสอนไว้ครบถ้วนกว่าบริษัทอื่น
- Page 68–69 ว่าด้วยการละ ๕ อย่าง และพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รับรอง (ปาฏิโภค) ความเป็นอนาคามี จำแนกการละกิเลส ๕ ระดับตั้งแต่ละชั่วคราวด้วยการเห็นแจ้ง (ตทังคปหาน) ข่มไว้ด้วยสมาธิ (วิกขัมภนปหาน) ตัดขาดด้วยอริยมรรค (สมุจเฉทปหาน) สงบระงับขณะผล (ปฏิปัสสัทธิปหาน) จนถึงดับสนิท (นิสสรณปหาน) และอธิบายเหตุที่พระพุทธเจ้าตรัสรับรองพระองค์เองว่าเป็นผู้ค้ำประกันภิกษุที่ละโลภะได้ว่าจะบรรลุอนาคามี เพื่อสร้างความมั่นใจและอุตสาหะในการปฏิบัติ
- Page 70–71 ว่าด้วยปุจฉา ๕ ประเภท เหตุใดพระพุทธเจ้าตรัสถามโดยไม่มี ๓ ข้อแรก จำแนกคำถาม ๕ ประเภท คือ ถามเพราะไม่รู้จึงอยากสว่าง ถามเพื่อเทียบกับที่รู้แล้ว ถามเพื่อขจัดความสงสัย ถามเพื่อให้ผู้ฟังคล้อยตาม และถามเพราะประสงค์จะบอกเอง แล้วชี้ว่าพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้เองไม่มีทางไม่รู้ ไม่ต้องเทียบเคียง และไม่มีความสงสัยใด ๆ จึงทรงใช้คำถามได้เพียง ๒ แบบหลังเท่านั้น ในที่นี้คือแบบประสงค์จะบอกเอง
- Page 72–78 อรรถกถาโลภสูตรที่ ๑: ลักษณะโลภะและวิธีละกามราคะ ๖ ประการ อธิบายลักษณะความโลภว่ายึดอารมณ์ดุจลิงติดตัง เผาผลาญพัดพาสัตว์สู่อบายดุจแม่น้ำเชี่ยว แล้วเสนอวิธีปฏิบัติละกามราคะในเบื้องต้น ๖ ทาง คือ เจริญอสุภนิมิตและอสุภภาวนา สำรวมอินทรีย์ รู้ประมาณในการบริโภค คบมิตรดี และสนทนาเรื่องที่เกื้อกูล ก่อนใช้วิปัสสนาตัดขาดด้วยอนาคามิมรรคอย่างไม่มีส่วนเหลือ ปิดท้ายด้วยคาถาแสดงโทษของความโลภ
- Page 79–82 อรรถกถาโทสสูตรที่ ๒: อาฆาตวัตถุ ๑๙ และอาฆาตปฏิวินัย ๕ วิธีปลดเปลื้องความอาฆาต อธิบายลักษณะโทสะว่าดุร้ายดุจอสรพิษถูกทุบ ซ่านไปดุจถูกวางยาพิษ พร้อมยกอาฆาตวัตถุ ๑๙ อย่างอันเป็นเหตุแห่งความอาฆาต และอาฆาตปฏิวินัย ๕ วิธี คือการเจริญพรหมวิหารและการพิจารณาว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตนเพื่อปลดเปลื้องความอาฆาตในผู้ที่ทำให้โกรธ ปิดท้ายด้วยคาถาสอนว่าผู้ไม่โกรธตอบผู้โกรธย่อมชนะสงครามที่ชนะได้ยาก
- Page 83–86 อรรถกถาโมหสูตรที่ ๓ และโกธสูตรที่ ๔: ความไม่รู้และความโกรธที่นำสู่ทุคติ อธิบายโมหะว่าคือความไม่รู้อริยสัจ ๔ มีจิตมืดเป็นลักษณะและเป็นรากแห่งอกุศลทั้งปวง จากนั้นอธิบายโกธสูตรว่าโกธะแท้จริงคือโทสะนั่นเอง เพียงตรัสตามอัธยาศัยผู้ฟังที่คุ้นกับคำว่าโกธะ โดยมีความขัดเคืองเป็นลักษณะและทำให้จิตวิบัติเป็นอาการปรากฏ ทั้งสองสูตรใช้แนวการละแบบเดียวกับโลภสูตรและโทสสูตรที่ผ่านมา
- Page 87–88 อรรถกถามักขสูตรที่ ๕: มักขะ (การลบหลู่คุณท่าน) เปรียบดังจับอุจจาระขว้างผู้อื่น อธิบายลักษณะของมักขะ คือการลบหลู่ลบล้างคุณความดีของผู้อื่นให้พินาศไปดุจผ้าเช็ดน้ำที่ติดตัวคนอาบน้ำ พร้อมอุปมาว่าผู้ลบหลู่คุณผู้อื่นเปรียบเหมือนคนจับอุจจาระขว้างผู้อื่นแต่มือตนเปื้อนก่อน สอนให้พิจารณาโทษของมักขะแล้วละด้วยการเจริญวิปัสสนาไปตามลำดับจนถึงอนาคามิมรรค
- Page 89–92 อรรถกถามานสูตรที่ ๖ และรายละเอียดพระอนาคามี ๕ ประเภทถึง ๔๘ จำพวก อธิบายลักษณะมานะ (ความถือตัว) ว่ามี ๓ อย่างหลักและแตกเป็น ๙ อย่างตามการเปรียบเทียบตนกับผู้อื่น จากนั้นขยายความเรื่องพระอนาคามีอย่างละเอียดว่ามี ๕ ชั้นภพ (อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา) และจำแนกตามวิธีปรินิพพาน เช่น อันตราปรินิพพายี อุปหัจจปรินิพพายี จนได้พระอนาคามีรวมทั้งสิ้น ๔๘ จำพวก เป็นเนื้อหาอภิธรรมเชิงเทคนิคที่ละเอียดที่สุดในช่วงนี้
- Page 93–98 อรรถกถาสัพพสูตรที่ ๗: ความหมายคำว่า สัพพะ (ทั้งปวง) และปริญญา ๓ ไขความคำว่า "สัพพะ" ว่ามีขอบเขตต่างกัน ๔ แบบตั้งแต่ทั้งหมดโดยสิ้นเชิงจนถึงเฉพาะสักกายะ และในสูตรนี้หมายถึงธรรมทั้งปวงในภูมิ ๓ อันเป็นอารมณ์วิปัสสนา แล้วอธิบายปริญญา ๓ ขั้นตอนของการรู้รอบ คือรู้ด้วยการทราบ (ญาตปริญญา) รู้ด้วยการพิจารณาไตรลักษณ์ (ตีรณปริญญา) และรู้ด้วยการละ (ปหานปริญญา) ซึ่งภิกษุต้องผ่านครบทั้ง ๓ จึงจะพ้นทุกข์ได้
- Page 99–100 อรรถกถามานสูตรที่ ๘: ไม่กำหนดรู้มานะย่อมไม่พ้นทุกข์ กล่าวถึงพระอรหัต สูตรคู่กับสัพพสูตร แสดงว่าภิกษุที่ไม่รู้ยิ่ง ไม่กำหนดรู้ และไม่คลายกำหนัดในมานะ ย่อมละมานะไม่เด็ดขาดและไม่อาจสิ้นทุกข์ ต้องเวียนเกิดในภพใหม่ไม่รู้จบ ส่วนผู้ละมานะได้ด้วยอรหัตมรรคย่อมน้อมไปสู่นิพพานอันเป็นที่สิ้นมานะ สูตรนี้และสูตรที่ ๗ ก่อนหน้าล้วนกล่าวถึงระดับพระอรหัตต่างจากสูตรก่อนหน้าที่กล่าวถึงระดับอนาคามี
- Page 101–102 โลภสูตรที่ ๙ โทสสูตรที่ ๑๐ (ระดับพระอรหัต) และจบปาฏิโภควรรคที่ ๑ ทวนสูตรโลภะและโทสะอีกครั้งในรูปแบบกำหนดรู้เพื่อความสิ้นทุกข์ระดับพระอรหัต (ต่างจากสูตรที่ ๑-๒ ซึ่งกล่าวถึงระดับอนาคามี) อรรถกถาสรุปว่าไม่มีเนื้อหาใหม่เพราะอธิบายลักษณะโลภะโทสะไว้แล้ว เพียงตรัสซ้ำด้วยเทศนาวิลาสตามอัธยาศัยผู้ฟัง ปิดท้ายวรรคด้วยรายชื่อสรุปสูตรทั้ง ๑๐ สูตรในปาฏิโภควรรค
- Page 103–106 เริ่มวรรคที่ ๒: โมหสูตร โกธสูตร มักขสูตร ในรูปแบบ นำสัตว์ไปสู่ทุคติ ขึ้นวรรคใหม่ของอิติวุตตกะเอกนิบาต โดยสูตรที่ ๑-๓ ยกโมหะ โกธะ และมักขะขึ้นแสดงในกรอบใหม่ว่าเป็นเหตุนำสัตว์ไปสู่ทุคติ แทนกรอบเดิมในวรรคที่ ๑ ที่เน้นการละธรรมนั้นแล้วบรรลุอนาคามี อรรถกถาระบุว่าเนื้อหาซ้ำกับที่อธิบายแล้วในวรรคก่อน ทั้งรูปแบบเทศนาและเหตุแห่งการแสดงธรรมก็เป็นไปตามนัยเดียวกัน
- Page 107–110 โมหสูตรที่ ๔ (วรรค ๒): อวิชชาเป็นนิวรณ์ร้ายแรงที่สุดที่ทำให้สัตว์ท่องเที่ยวในสงสาร พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ทรงเห็นนิวรณ์อื่นใดที่ทำให้สัตว์ท่องเที่ยวในสงสารยาวนานเท่าอวิชชา อรรถกถาไขความว่าอวิชชาคือความไม่รู้สิ่งที่ควรรู้ เช่นขันธ์ อายตนะ ธาตุ อริยสัจ ทำให้สัตว์แล่นไปในสงสารไม่มีที่สิ้นสุดเพราะปกปิดสภาวธรรมไว้มืดมัว ส่วนพระอริยสาวกที่ทำลายกองความมืดนี้ได้ด้วยญาณดุจเพชรย่อมไม่กลับมาท่องเที่ยวอีก
- Page 111–115 กามสูตรที่ ๕: ตัณหาเป็นสังโยชน์ร้ายแรงที่สุด เปรียบเทียบกับอวิชชาในฐานะนิวรณ์ แสดงว่าไม่มีสังโยชน์ใดทำให้สัตว์ท่องเที่ยวในสงสารยาวนานเท่าตัณหา อรรถกถาเปรียบเทียบว่าอวิชชาเป็นใหญ่ฝ่ายนิวรณ์เพราะปิดกั้นการเห็นนิพพาน ส่วนตัณหาเป็นใหญ่ฝ่ายสังโยชน์เพราะผูกมัดด้วยสังสารทุกข์และขัดขวางการปฏิบัติ อวิชชาทำให้เศร้าโศกถึงอดีต ตัณหาทำให้บ่นถึงอนาคต ทั้งสองเป็นมูลเหตุของปฏิจจสมุปบาทจากคนละด้าน
- Page 116–120 ปฐมเสขสูตรที่ ๖: โยนิโสมนสิการ ปัจจัยภายในที่ทรงพลังที่สุดของพระเสขะสู่อรหัตผล พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่มีเหตุปัจจัยภายในใดมีอุปการะแก่พระเสขะผู้ยังไม่บรรลุอรหัตเท่าโยนิโสมนสิการ เพราะทำให้ละอกุศลเจริญกุศลได้ อรรถกถาอธิบายกระบวนการวิปัสสนาโดยละเอียดตั้งแต่กำหนดรู้ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ เห็นไตรลักษณ์ จนถึงการแทงตลอดอริยสัจ ๔ พร้อมกันในขณะบรรลุมรรค ซึ่งทำให้กำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำให้แจ้งนิโรธ และเจริญมรรคครบถ้วนในคราวเดียว (เนื้อหาต่อเนื่องเกินหน้า 120 ไปยัง chunk ถัดไป)
- Page 121 ปฐมเสขสูตรและอรรถกถา: โยนิโสมนสิการ ธรรมสำคัญที่สุดของพระเสขะ พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่มีธรรมภายในใดมีอุปการะมากไปกว่าโยนิโสมนสิการสำหรับภิกษุผู้เป็นเสขะยังไม่บรรลุอรหัตผล อรรถกถาไขความหมายของเสขะ (ผู้ยังต้องศึกษา) และขยายโยนิโสมนสิการว่าคือวิปัสสนาที่พิจารณาอริยสัจ ๔ ตามลำดับขันธ์-นามรูป-ไตรลักษณ์ จนแทงตลอดบรรลุมรรคผล
- Page 122–126 ทุติยเสขสูตรและอรรถกถา: กัลยาณมิตร ปัจจัยภายนอกที่สำคัญที่สุด คู่กับปฐมเสขสูตร แสดงว่าปัจจัยภายนอกที่มีอุปการะมากที่สุดสำหรับพระเสขะคือความมีมิตรดี อรรถกถาอธิบายคุณสมบัติกัลยาณมิตร ๗ ประการ (ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) และถ้อยคำกถาวัตถุ ๑๐ อย่างที่กัลยาณมิตรใช้ขัดเกลากิเลสของศิษย์จนถึงความหลุดพ้น
- Page 127–132 เภทสูตรและอรรถกถา: โทษสังฆเภท เรื่องพระเทวทัตทำลายสงฆ์ตกนรก การทำลายสงฆ์ให้แตกกันเป็นธรรมที่ให้โทษมากที่สุด นำผู้กระทำไปเกิดในอบายตลอดกัป อรรถกถาเล่าเรื่องพระเทวทัตชักชวนพระเจ้าอชาตศัตรูปลงพระชนก พยายามปลงพระชนม์พระพุทธเจ้า แล้วทำสังฆเภทจนถูกแผ่นดินสูบไปเกิดในอเวจีมหานรก ร่างสูง ๑๐๐ โยชน์ถูกหลาวเหล็กเสียบตลอดกัป
- Page 133–135 โมทสูตรและอรรถกถา: สังฆสามัคคีนำสุขและสวรรค์ ตรงข้ามกับเภทสูตร แสดงอานิสงส์ความสามัคคีในสงฆ์ว่านำมาซึ่งความเลื่อมใสของมหาชนและความสุขทั้งในปัจจุบันและสวรรค์ตลอดกัป อรรถกถาแนะวิธีระงับอธิกรณ์ในสงฆ์ตั้งแต่เริ่มก่อนจะลุกลามเป็นความแตกแยก เปรียบเหมือนต้องรีบเหยียบดับไฟ
- Page 136–139 ปุคคลสูตรและอรรถกถา: จิตขุ่นมัวขณะใกล้ตายนำไปสู่ทุคติ พระพุทธเจ้าทรงกำหนดรู้ด้วยเจโตปริยญาณว่าผู้มีจิตขุ่นมัวเศร้าหมองในขณะใกล้ตายย่อมไปเกิดในอบายเหมือนถูกนำไปทิ้ง อรรถกถาอธิบายศัพท์ปทุฏฐจิตและไวพจน์ของนรก (อบาย ทุคติ วินิบาต นรก) พร้อมปิดท้ายทุติยวรรคของอิติวุตตกะด้วยรายชื่อพระสูตรทั้ง ๑๐
- Page 140–141 จิตตฌายีสูตรและอรรถกถา: จิตผ่องใสขณะใกล้ตายนำไปสู่สุคติ เปิดวรรคที่ ๓ ของอิติวุตตกะ เป็นคู่ตรงข้ามกับปุคคลสูตร แสดงว่าผู้มีจิตผ่องใสเลื่อมใสในพระรัตนตรัยและเชื่อผลกรรมขณะใกล้ตายย่อมไปสู่สุคติโลกสวรรค์เหมือนถูกเชิญไป
- Page 142–151 ปุญญสูตรและอรรถกถา: อย่ากลัวต่อบุญ พระพุทธเจ้าทรงเล่าผลบุญในอดีตชาติ พระพุทธเจ้าตรัสสอนไม่ให้กลัวต่อบุญเพราะบุญคือชื่อของความสุขที่น่าปรารถนา ทรงยกอดีตชาติของพระองค์เป็นพยาน เคยเจริญเมตตา ๗ ปีไม่กลับมาเกิด ๗ สังวัฏฏวิวัฏฏกัป เป็นพรหม เป็นท้าวสักกะ ๓๖ ครั้ง เป็นพระเจ้าจักรพรรดิหลายร้อยครั้งด้วยผลของทาน ทมะ สัญญมะ อรรถกถาขยายความรัตนะ ๗ ของจักรพรรดิและอานุภาพบุญโดยละเอียด
- Page 152–157 อุโภอัตถสูตรและอรรถกถา: ความไม่ประมาทให้ประโยชน์ทั้งปัจจุบันและภายหน้า ความไม่ประมาทในกุศลธรรมเป็นธรรมข้อเดียวที่ยึดประโยชน์ได้ทั้งสองฝ่าย ทั้งในปัจจุบันและสัมปรายภพ อรรถกถาอธิบายนิยามประมาท-อัปปมาทะโดยละเอียด อ้างปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้า อัปปมาเทน สัมปาเทถ และอุปมาความไม่ประมาทว่าเลิศเหมือนรอยเท้าช้างที่รวมรอยเท้าสัตว์อื่นทั้งหมด
- Page 158–165 เวปุลลปัพพตสูตรและอรรถกถา: กองกระดูกเท่าภูเขา อุปมาสังสารวัฏอันยาวนาน กระดูกของสัตว์หนึ่งที่เวียนว่ายตายเกิดตลอดกัปหนึ่งจะกองสูงเท่าภูเขาเวปุลลบรรพต แต่ผู้เห็นอริยสัจ ๔ ด้วยปัญญาชอบจะท่องเที่ยวอย่างมากไม่เกิน ๗ ชาติก็สิ้นทุกข์ อรรถกถาอธิบายหลักสมมติเทศนาและปรมัตถเทศนาของพระพุทธเจ้า พร้อมเหตุผล ๘ ประการที่ตรัสโดยใช้คำว่าบุคคลแทนขันธ์ธาตุอายตนะ
- Page 166–168 สัมปชานมุสาวาทสูตรและอรรถกถา: โทษพูดเท็จทั้งที่รู้ เรื่องนางจิญจมาณวิกา ผู้ที่ล่วงธรรมข้อเดียวคือพูดเท็จทั้งที่รู้อยู่ ย่อมไม่มีบาปใดที่จะไม่ทำ อรรถกถาเล่าที่มาของพระสูตรจากเรื่องนางจิญจมาณวิกาที่พวกเดียรถีย์ใช้ใส่ร้ายพระพุทธเจ้าด้วยคำเท็จกลางบริษัท จนถูกแผ่นดินสูบไปเกิดในอเวจีมหานรก
- Page 169–172 ทานสูตรและอรรถกถา: อานิสงส์การให้ทานที่คนทั่วไปยังไม่รู้ซึ้ง พระพุทธเจ้าตรัสว่าหากสัตว์ทั้งหลายรู้ผลแห่งการให้ทานเหมือนพระองค์รู้ จะไม่ยอมบริโภคโดยไม่แบ่งปันแม้คำข้าวคำสุดท้าย และความตระหนี่จะไม่ครอบงำจิต อรรถกถาอธิบายความหมายทาน-สังวิภาค และผลของการให้ทักษิณาทานแก่ทักษิไณยบุคคลตามกาลอันควร
- Page 173–177 เมตตาภาวสูตรและอรรถกถา: เมตตาเจโตวิมุตติเหนือกว่าบุญทั้งปวง (เนื้อหาต่อเนื่องเกินหน้า 177) บุญกิริยาวัตถุใดๆ ที่มีอุปธิเป็นเหตุ รวมกันก็ไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ของเมตตาเจโตวิมุตติ เปรียบเหมือนแสงดาวทั้งหมดไม่ถึงเสี้ยวหนึ่งของแสงจันทร์ อรรถกถาอธิบายว่าเมตตาเป็นฐานของพรหมวิหารอื่นและทำให้กัลยาณธรรมทั้งปวงบริบูรณ์ อ้างเวลามสูตรไล่ลำดับทานที่มีผลมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงเมตตา เนื้อหายังไม่จบ ต่อเนื่องเกินหน้า 177 ไปยัง chunk ถัดไป
- Page 178–182 อรรถกถาเมตตาภาวสูตร: อธิบายศัพท์เมตตาเจโตวิมุตติ และเทียบอานิสงส์กับเวลามสูตร อธิบายศัพท์ในพระสูตร เช่น บุญกิริยาวัตถุ ๓ (ทานมัย สีลมัย ภาวนามัย) และเมตตาเจโตวิมุตติหมายถึงฌานที่เกิดจากเมตตาภาวนา ชี้ว่าเมตตาเป็นรากฐานของพรหมวิหารอื่นและทำให้กัลยาณธรรมทั้งหมดสมบูรณ์ ยกเวลามสูตรมาเทียบลำดับผลบุญตั้งแต่ทานถึงเมตตา ว่าการเจริญเมตตาแม้ชั่วรีดนมโคยังมีผลมากกว่าสมาทานศีล และเล่าถึงพระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญเมตตาไม่เลือกหน้าแก่สรรพสัตว์
- Page 183 จบอรรถกถาเอกนิบาต อิติวุตตกะ และสรุปรายชื่อพระสูตรในวรรคที่ ๓ ท้ายเล่มสรุปว่าในเอกนิบาตพระพุทธเจ้าตรัสถึงวิวัฏฏะ (นิพพาน) ใน ๑๕ สูตร ตรัสทั้งวัฏฏะและวิวัฏฏะใน ๔ สูตร (นิวรณสูตร สังโยชนสูตร อัปปมาทสูตร อัฏฐิสัญจยสูตร) นอกนั้นตรัสวัฏฏะอย่างเดียว ปิดท้ายด้วยรายชื่อพระสูตรทั้ง ๗ สูตรในวรรคที่ ๓ และระบุว่าเอกนิบาตมีพระสูตรรวมทั้งสิ้น ๒๗ สูตร เป็นจุดสิ้นสุดของเอกนิบาต
- Page 184–188 ปฐมภิกขุสูตรและอรรถกถา: ภิกษุไม่คุ้มครองทวารอินทรีย์และไม่รู้ประมาณโภชนะย่อมอยู่เป็นทุกข์ พระสูตรกล่าวว่าภิกษุผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์และไม่รู้ประมาณในโภชนะ ย่อมอยู่เป็นทุกข์เดือดร้อนเร่าร้อนทั้งกายใจ อรรถกถาอธิบายกระบวนการรับรู้ทางจักขุทวาร (ภวังค์ อาวัชชนะ ชวนจิต) ว่าความไม่สำรวมเกิดขึ้นจริงที่ขณะชวนจิต ใช้อุปมาประตูเมืองไม่ปิดทำให้โจรเข้าปล้นได้ และอุปมาพ่อค้าเร่ผู้ไม่รู้จักพอเปรียบผู้มักมากในการรับปัจจัยสี่
- Page 189–192 อรรถกถาปฐมภิกขุสูตร (ต่อ): นิยามจักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย มนะ ตามหลักอภิธรรม อธิบายละเอียดเชิงอภิธรรมว่าจักษุมี ๒ อย่างคือมังสจักษุและปัญญาจักษุ (แบ่งเป็นพุทธจักษุ สมันตจักษุ ญาณจักษุ ทิพยจักษุ ธรรมจักษุ) และมังสจักษุแบ่งเป็นสสัมภารจักษุกับปสาทจักษุ พร้อมองค์ประกอบละเอียด ๑๔-๔๔ อย่าง อธิบายทำนองเดียวกันสำหรับโสตะ (ทิพยโสตะ มังสโสตะ) และกาย (โจปนกาย กรชกาย สมูหกาย ปสาทกาย) ปิดท้ายด้วยความหมายของคาถาเรื่องทวารไม่คุ้มครอง
- Page 193 ทุติยภิกขุสูตร: ภิกษุคุ้มครองทวารอินทรีย์และรู้ประมาณโภชนะย่อมอยู่เป็นสุข พระสูตรกล่าวตรงข้ามกับปฐมภิกขุสูตร คือภิกษุผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์และรู้จักประมาณในโภชนะ ย่อมอยู่เป็นสุข ไม่มีความเดือดร้อนคับแค้นเร่าร้อนทั้งในปัจจุบัน และเมื่อตายไปย่อมหวังได้สุคติ อรรถกถาสั้นเพียงระบุให้เข้าใจความตรงกันข้ามกับสูตรก่อนหน้าโดยไม่ขยายความซ้ำ
- Page 194–198 ตปนียสูตรและอตปนียสูตร: ธรรมที่เป็นเหตุและไม่เป็นเหตุให้เดือดร้อนใจภายหลัง พร้อมเรื่องนันทโคฆาตกะ อธิบายธรรม ๒ อย่างที่ทำให้เดือดร้อนใจภายหลังคือไม่ได้ทำความดีไว้และทำแต่บาป ตรงข้ามกับอตปนียสูตรที่ผู้ทำดีไม่ทำบาปย่อมไม่เดือดร้อน อรรถกถายกเรื่องสองพี่น้องนันทโคฆาตกะที่ฆ่าโคแล้วพี่ชายฆ่าน้องชายเพราะแย่งไส้ ภายหลังเดือดร้อนใจจนซูบผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ตายไปเกิดในนรก เป็นตัวอย่างวิบากของความเดือดร้อนใจจากกรรมชั่ว
- Page 199–202 ปฐมสีลสูตรและทุติยสีลสูตร: ศีลลามก-ทิฏฐิลามกนำสู่นรก ศีลดี-ทิฏฐิดีนำสู่สวรรค์ บุคคลผู้มีศีลลามกและทิฏฐิลามกถูกกรรมซัดไปนรกเหมือนถูกทิ้งลง ส่วนผู้มีศีลดีและทิฏฐิดีถูกกรรมนำไปสวรรค์เหมือนได้รับเชิญ อรรถกถาอธิบายว่าศีลลามกคือความวิบัติด้วยปโยคะ ทิฏฐิลามกคือวิบัติด้วยอาสยะ ระบุมิจฉาทิฏฐิลามกที่สุด ๓ อย่างคืออเหตุกทิฏฐิ อกิริยทิฏฐิ นัตถิกทิฏฐิ ส่วนศีลดีคือปาริสุทธิศีล ๔ และทิฏฐิดีคือกัมมัสสกตญาณ
- Page 203–207 อาตาปีสูตร: ภิกษุผู้ไม่มีความเพียรและโอตตัปปะไม่ควรบรรลุนิพพาน ภิกษุที่ขาดความเพียรและโอตตัปปะไม่ควรแก่การตรัสรู้ นิพพาน หรือบรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะ ส่วนผู้มีทั้งสองย่อมควรแก่การบรรลุ อรรถกถาอธิบายว่าความเพียร (อาตาปี) หมายถึงการเผากิเลส โอตตัปปะคือความหวาดสะดุ้งต่อบาป และกล่าวถึงสัญญา ๖ อย่างอันเป็นส่วนแห่งการตรัสรู้ พร้อมอธิบายลักษณะภิกษุเกียจคร้าน (กุสีตะ) ที่มากด้วยถีนมิทธะ ไม่มีหิริโอตตัปปะ
- Page 208–217 ปฐมนกุหนาสูตร: พรหมจรรย์มิใช่เพื่อหลอกลวงหรือลาภสักการะ แต่เพื่อสังวรและปหานะ พระพุทธเจ้าตรัสว่าพรหมจรรย์มิใช่เพื่อหลอกลวงชน ประจบคน หรือหวังลาภสักการะความสรรเสริญ แต่เพื่อการสำรวมและการละกิเลส อรรถกถายกตัวอย่างการใช้คำว่า พรหมจริย ในความหมายต่างๆ จากพระสูตรและชาดกหลายเรื่อง เช่น การให้ทาน ศีล พรหมวิหาร เมถุนวิรัติ ความเพียร อริยมรรค แล้วอธิบายสังวร ๕ อย่าง (ปาฏิโมกข์ สติ ญาณ ขันติ วิริยะ) และปหานะ ๕ อย่างโดยละเอียด
- Page 218–219 ทุติยนกุหนาสูตร: พรหมจรรย์เพื่อความรู้ยิ่งและเพื่อกำหนดรู้ สูตรคู่ขนานกับปฐมนกุหนาสูตร ย้ำว่าพรหมจรรย์ไม่ใช่เพื่อหลอกลวงหรือหวังลาภ แต่อยู่ประพฤติเพื่อความรู้ยิ่ง (อภิญญา) และเพื่อกำหนดรู้ (ปริญญา) อรรถกถาอธิบายสั้นๆ ว่าความรู้ยิ่งเป็นวิสัยของอริยสัจ ๔ ส่วนการกำหนดรู้เป็นวิสัยของทุกขสัจโดยเฉพาะ ทั้งสองคำนี้ครอบคลุมถึงการตรัสรู้ด้วยปหานะ สัจฉิกิริยา และภาวนาด้วย
- Page 220–226 โสมนัสสสูตร: ความสังเวชและความเพียรโดยแยบคายนำไปสู่ความสิ้นอาสวะ ภิกษุผู้มีความสังเวชในฐานะอันควรสังเวชและมีความเพียรโดยแยบคายของผู้สังเวชนั้น ย่อมมากด้วยสุขโสมนัสในปัจจุบันและปรารภความเพียรเพื่อความสิ้นอาสวะ อรรถกถาอธิบายฐานะอันควรสังเวช (ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ) และให้นิยามอาสวะ ๔ อย่าง (กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ) พร้อมยกหลายนัยจากพระไตรปิฎกว่าอาสวะหมายถึงกิเลสที่หมักหมมมานาน
- Page 227 จบวรรคที่ ๑ ในทุกนิบาต อิติวุตตกะ พร้อมรายชื่อพระสูตร ๑๐ สูตร ปิดท้ายวรรคที่ ๑ แห่งทุกนิบาต อิติวุตตกะ อรรถกถาชื่อปรมัตถวิภาวินี พร้อมสรุปรายชื่อพระสูตรทั้ง ๑๐ สูตรในวรรคนี้ ได้แก่ ปฐมภิกขุสูตร ทุติยภิกขุสูตร ตปนียสูตร อตปนียสูตร ปฐมสีลสูตร ทุติยสีลสูตร อาตาปีสูตร ปฐมนกุหนาสูตร ทุติยนกุหนาสูตร และโสมนัสสสูตร เป็นจุดเปลี่ยนผ่านสู่วรรคที่ ๒
- Page 228–234 วิตักกสูตรและอรรถกถา: เขมวิตกและวิเวกวิตกของพระตถาคต พร้อมนิยามคำว่าตถาคต ๘ ประการ พระตถาคตทรงมีวิตก ๒ อย่างเป็นไปเนืองๆ คือเขมวิตก (ยินดีในความไม่เบียดเบียน) และวิเวกวิตก (ยินดีในความสงัด) ทรงสอนให้ภิกษุปฏิบัติตาม อรรถกถาอธิบายศัพท์ ตถาคต อย่างละเอียดว่ามีเหตุ ๘ ประการ เช่น เสด็จมาเหมือนพระพุทธเจ้าองค์ก่อนด้วยการบำเพ็ญบารมี ๑๐ เสด็จไปด้วยการย่างพระบาท ๗ ก้าวตอนประสูติ ทรงรู้ลักษณะที่แท้จริงของธรรมทั้งปวง เนื้อหายังไม่จบภายในหน้า ๒๓๔ จะขยายความต่อในช่วงถัดไป
- Page 235–236 อรรถกถาวิตักกสูตร: ความหมายคำว่า "ตถาคต" โดยเหตุ ๘ ประการแรก อธิบายเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า "ตถาคต" ด้วยเหตุ ๘ ประการ คือ เสด็จมาและเสด็จไปเหมือนพระพุทธเจ้าในอดีตทุกพระองค์ ทรงรู้ลักษณะที่แท้จริง ตรัสรู้และทรงเห็นความแท้จริง ทรงสั่งสอนสิ่งที่แท้จริง ทรงกระทำตรงกับที่ตรัสไว้ทุกประการ และทรงครอบงำโลกทั้งปวงด้วยคุณธรรมที่ไม่มีผู้ใดชั่งวัดได้ พร้อมคาถาบาลีประกอบแต่ละนัย
- Page 237–241 อรรถกถาวิตักกสูตร: ตถาคตเพราะตรัสรู้อริยสัจ และมหาปฏิญญาที่บาทมูลพระทีปังกรพุทธเจ้า ขยายความว่าทรงเป็นตถาคตเพราะตรัสรู้ยิ่งซึ่งโลก เหตุเกิดโลก ความดับ และทางดับ ด้วยปริญญา ปหาน สัจฉิกิริยา และภาวนาตามลำดับ จากนั้นย้อนเล่ามหาปฏิญญาที่พระโพธิสัตว์ตั้งไว้แทบบาทพระทีปังกรพุทธเจ้าว่าจะข้ามพ้นแล้วช่วยสัตว์โลกให้ข้ามพ้นตาม ซึ่งทรงบำเพ็ญบารมี ๓๐ ถ้วนตลอดสี่อสงไขยแสนกัปจนสำเร็จสมดังปณิธาน
- Page 242–256 อรรถกถาวิตักกสูตร: พระญาณพิเศษของพระพุทธเจ้า ปฏิสัมภิทา อสาธารณญาณ คติ ๕ โพชฌงค์ และอริยมรรค ไล่เรียงพระญาณต่างๆ อันเป็นเหตุให้ทรงพระนามว่าตถาคตเพราะตรัสรู้ความจริงแท้ ได้แก่ อริยมรรคญาณ ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ ญาณหยั่งรู้คติทั้ง ๕ ของสัตว์ อาสยานุสยญาณ ยมกปาฏิหาริยญาณ มหากรุณาสมาบัติ สัพพัญญุตญาณ-อนาวรณญาณ โพชฌงค์ ๗ และอริยมรรคมีองค์ ๘ แต่ละอย่างล้วนเป็นความรู้แจ้งจริงแท้แน่นอนไม่ผิดพลาดในวิสัยของตน
- Page 257–264 อรรถกถาวิตักกสูตร: ตถาคตเพราะเสด็จไปเหมือนอดีตพุทธเจ้า และปาฏิหาริย์ ๓๒ ประการเมื่อประสูติ อธิบายว่าทรงเป็นตถาคตเพราะการเกิด การตรัสรู้ การแสดงธรรม และการปรินิพพานเป็นไปตรงตามปณิธานไม่ผิดเพี้ยน แล้วพรรณนาปาฏิหาริย์ ๓๒ ประการเมื่อครั้งประสูติอย่างพิสดาร เช่น แผ่นดินไหว คนตาบอดกลับมองเห็น ไฟนรกดับ ดอกบัวบานทั่วมหาสมุทร ปิดท้ายด้วยคาถาสรรเสริญพระคุณตถาคตหลายบทต่อเนื่องกัน
- Page 265–268 อรรถกถาวิตักกสูตร: ความหมายอรหันตสัมมาสัมพุทธะ และข้อวินิจฉัยว่าพระสัพพัญญุตญาณรู้พร้อมกันหรือตามลำดับ อธิบายคำว่าสัมมาสัมพุทธะและความสัมพันธ์ระหว่างสัพพัญญุตญาณกับอนาวรณญาณ แล้วยกข้อถกเถียงเชิงวิชาการว่าพระญาณของพระพุทธเจ้าหยั่งรู้สรรพสิ่งพร้อมกันคราวเดียวหรือรู้ตามลำดับ หักล้างความเห็นทั้งสองฝ่าย สรุปว่าพุทธวิสัยเป็นอจินไตยที่ไม่ควรนำมาคิดคาดคะเนด้วยเหตุผลสามัญ ผู้ใดพยายามคิดจะมีส่วนแห่งความบ้าคลั่ง
- Page 269–274 อรรถกถาวิตักกสูตร: อธิบายเขมวิตกและปวิเวกวิตกผ่านมหากรุณาสมาบัติ และอุปมาโลกที่ถูกไฟกิเลสแผดเผา อธิบายรายละเอียดวิตกสองอย่างของพระพุทธเจ้า คือ เขมวิตกที่ประกอบด้วยมหากรุณา เมตตา มุทิตา และปวิเวกวิตกที่ประกอบด้วยผลสมาบัติ โดยพรรณนาภาพโลกสันนิวาสที่ถูกไฟราคะโทสะโมหะแผดเผา ถูกตัณหาและทิฏฐิร้อยรัดยุ่งเหยิงดุจด้ายช่างหูกอย่างพิสดาร แล้วโยงถึงมหาสัจจกสูตรที่ตรัสถึงความสุขจากการเข้าสมาธินิมิต
- Page 275–280 อรรถกถาวิตักกสูตร: วิตกสองอย่างเกื้อกูลกัน และอุปมาบุรุษยืนบนยอดเขาหินเห็นหมู่ชนโดยรอบ อธิบายว่าเขมวิตกและปวิเวกวิตกเป็นอุปการะเกื้อกูลแก่กันเสมอแม้แยกลักษณะกันได้ จบด้วยอุปมาบุรุษยืนบนยอดเขาหินมองเห็นหมู่ชนที่ยังจมอยู่ในความโศก เทียบกับพระสัพพัญญุตญาณที่มองเห็นสัตบุรุษแต่ไกลดุจภูเขาหิมพานต์ ส่วนอสัตบุรุษไม่ปรากฏในคลองพระญาณดุจลูกศรที่ซัดไปในเวลากลางคืน
- Page 281–284 เทศนาสูตรและอรรถกถา: ธรรมเทศนา ๒ ประการของพระตถาคต คือให้เห็นบาปเป็นบาปแล้วจึงคลายกำหนัด พระสูตรว่าด้วยวิธีแสดงธรรมของพระพุทธเจ้าสองปริยาย ปริยายแรกให้เห็นบาปโดยความเป็นบาป ปริยายที่สองสอนให้เบื่อหน่ายคลายกำหนัดและปลดเปลื้องจากบาปนั้นด้วยอริยมรรค อรรถกถาอธิบายความหมายของคำว่า "ปริยาย" สามนัย และยกตัวอย่างการแสดงโทษของปาณาติบาตที่นำไปสู่นรกและทุคติ
- Page 285–287 วิชชาสูตรและอรรถกถา: อวิชชาเป็นหัวหน้าอกุศลธรรม วิชชาเป็นหัวหน้ากุศลธรรม พระสูตรว่าด้วยอวิชชาเป็นตัวนำอกุศลธรรมทั้งปวงพร้อมด้วยอหิริกะและอโนตตัปปะ ส่วนวิชชาเป็นตัวนำกุศลธรรมพร้อมด้วยหิริและโอตตัปปะ ทุคติทั้งหมดมีอวิชชาเป็นมูลเกิดจากความปรารถนาลามกและความโลภ อรรถกถาอธิบายว่าภิกษุพึงสำรอกอวิชชาด้วยวิปัสสนาและอรหัตมรรคจนละทุคติทั้งปวงได้
- Page 288–290 ปัญญาสูตรและอรรถกถา: ความเสื่อมและไม่เสื่อมจากอริยปัญญา ปัญญาเป็นธรรมประเสริฐสุดในโลก พระสูตรกล่าวว่าสัตว์ผู้เสื่อมจากอริยปัญญาย่อมอยู่เป็นทุกข์เดือดร้อนในปัจจุบันและมีทุคติรออยู่ ส่วนผู้ไม่เสื่อมย่อมอยู่เป็นสุขและมีสุคติ อรรถกถาขยายความว่าปัญญาที่ให้ถึงความชำแรกกิเลสเป็นธรรมประเสริฐสุดในโลก เพราะทำให้รู้แจ้งความสิ้นชาติและภพ เทวดาและมนุษย์ย่อมรักใคร่พระขีณาสพผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาเช่นนั้น
- Page 291 ธรรมสูตร: หิริและโอตตัปปะ สุกธรรม ๒ ประการที่รักษาโลกไว้มิให้ปะปนสับสนดุจสัตว์เดรัจฉาน พระสูตรเริ่มต้นว่าด้วยหิริและโอตตัปปะเป็นสุกธรรมสองประการที่คุ้มครองโลก หากปราศจากธรรมทั้งสองนี้ ความสัมพันธ์ในครอบครัว เช่น มารดา น้า ป้า ภรรยาของอาจารย์หรือครู จะปะปนสับสนไม่ต่างจากแพะ แกะ ไก่ สุกร สุนัข เนื้อหาต่อเนื่องไปยังหน้าถัดไปซึ่งอยู่นอกช่วงที่ได้รับมอบหมายในชุดนี้
- Page 292–297 ธรรมสูตร: หิริและโอตตัปปะ สุกธรรม ๒ ประการที่รักษาโลกไว้จากความปะปนกัน หิริ(ความละอายต่อบาป)และโอตตัปปะ(ความกลัวต่อบาป)เป็นสุกธรรมที่คุ้มครองโลกไว้ไม่ให้ปะปนกันเยี่ยงสัตว์เดียรัจฉาน หากขาดธรรมทั้งสองมนุษย์จะไม่รู้จักมารดา น้า ป้า ครูอาจารย์ อรรถกถาอธิบายว่าหิริเกิดขึ้นในตนโดยนึกถึงชาติ วัย ความกล้า และความเป็นพหูสูต ส่วนโอตตัปปะเกิดจากกลัวถูกติเตียนตน ผู้อื่น การลงอาญา และทุคติ เปรียบเหมือนก้อนเหล็กเย็นเปื้อนคูถกับก้อนเหล็กร้อน คนดีย่อมเว้นบาปทั้งด้วยความรังเกียจและความกลัว
- Page 298–303 อชาตสูตร: ธรรมชาติที่ไม่เกิด ไม่เป็น ไม่ถูกปรุงแต่ง คือพระนิพพาน พระพุทธเจ้าตรัสอุทานว่ามีธรรมชาติที่ไม่เกิดแล้ว ไม่เป็นแล้ว ปัจจัยไม่ทำแล้วไม่ปรุงแต่งแล้วอยู่ หากไม่มีธรรมชาตินี้ การสลัดออกจากสิ่งที่เกิดแล้วปรุงแต่งแล้วก็จะไม่ปรากฏในโลก อรรถกถาอธิบายว่านี่คือคำยืนยันความมีอยู่ของนิพพานโดยปรมัตถ์ ทรงแสดงทั้งโดยแย้งกันและคล้อยตามกัน สังขารทั้งปวงระคนด้วยชราและมรณะ เป็นรังโรค ไม่ควรยินดี ส่วนนิพพานคือการสลัดออกซึ่งสงบ ไม่มีความโศก ปราศจากธุลี เป็นสุขแท้จริง
- Page 304–310 ธาตุสูตร: นิพพานธาตุ ๒ ประการ คือสอุปาทิเสสะและอนุปาทิเสสะ พระอรหันต์ขีณาสพผู้ยังมีชีวิตอยู่ สิ้นราคะโทสะโมหะแต่ยังเสวยสุขทุกข์ทางอินทรีย์ ๕ เรียกว่าสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ ส่วนเมื่อดับขันธ์แล้วเวทนาทั้งปวงเย็นสนิทไม่มีอะไรเหลือ เรียกว่าอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ อรรถกถาอธิบายความหมายของอรหันต์ผู้ทำกิจเสร็จแล้ว ปลงภาระ ๓ (ขันธภาระ กิเลสภาระ อภิสังขารภาระ) ได้แล้ว และบรรลุประโยชน์ตนคือพระอรหัตอันเป็นสาระที่แท้จริง
- Page 311–315 สัลลานสูตร: ผู้ยินดีในการหลีกเร้น เจริญสมถะวิปัสสนา ย่อมได้อรหัตผลหรืออนาคามี ภิกษุผู้ยินดีในความหลีกเร้น ประกอบจิตในสมถะภายใน มีฌานไม่เสื่อม ประกอบวิปัสสนา พึงหวังผล ๒ อย่างคืออรหัตผลในปัจจุบันหรือความเป็นอนาคามีเมื่อยังมีอุปาทานเหลือ อรรถกถาขยายความว่าความหลีกเร้นทางกายต้องอาศัยศีลบริสุทธิ์เป็นฐาน อธิบายอนุปัสสนา ๗ อย่างที่ใช้พิจารณาขันธ์ และย้ำว่าผู้มีจิตสงบ มีสติ เห็นภัยในความประมาท ย่อมไม่เสื่อมและอยู่ใกล้นิพพาน
- Page 316–320 สิกขาสูตร: ผู้มีไตรสิกขาเป็นอานิสงส์ มีวิมุตติเป็นสาระ ย่อมข้ามพ้นมารและถึงฝั่งชราได้ พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ภิกษุมีสิกขา ๓ (ศีล จิต ปัญญา) เป็นอานิสงส์ มีปัญญายิ่ง มีวิมุตติเป็นสาระ มีสติเป็นใหญ่ จะได้ผล ๒ อย่างคืออรหัตผลหรืออนาคามี อรรถกถาอธิบายความหมายแต่ละบทและยกคาถาเรื่องเสนามาร ๘ กอง ได้แก่ กาม ความริษยา ความหิวกระหาย ตัณหา ถีนมิทธะ ความขลาด ความสงสัย และมานะ ผู้ครอบงำเสนามารเหล่านี้ได้ย่อมถึงฝั่งแห่งชาติและมรณะ
- Page 321–327 ชาคริยสูตร: ผู้ตื่นอยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ ไม่มีภัย ย่อมกำจัดความมืดคืออวิชชาได้ ภิกษุพึงมีความเพียรเป็นเครื่องตื่น มีสติสัมปชัญญะ จิตตั้งมั่นเบิกบานผ่องใส เห็นแจ้งกุศลธรรมตามกาลอันควร ย่อมได้อรหัตผลหรืออนาคามี อรรถกถาอธิบายว่าความตื่นหมายถึงการไม่ละกรรมฐานตลอดคืนวัน แบ่งวิปัสสนาให้เหมาะกับสภาพจิตที่หดหู่หรือฟุ้งซ่านด้วยโพชฌงค์ต่างกัน ผู้ตื่นอยู่ด้วยธรรมนี้ไม่มีภัยจากอัตตานุวาทภัยเป็นต้น และย่อมบรรลุสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยม
- Page 328–330 อปายสูตร: ผู้ปฏิญาณเป็นพรหมจารีปลอมและผู้กล่าวตู่ผู้บริสุทธิ์ ย่อมเกิดในนรกเสมอกัน บุคคล ๒ พวกจักเกิดในอบายเพราะไม่ละความชั่ว คือผู้ไม่ใช่พรหมจารีแต่ปฏิญาณว่าเป็น กับผู้กล่าวตู่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์ด้วยเรื่องไม่จริง ทั้งสองย่อมเข้าถึงนรกเสมอกัน อรรถกถาเปรียบเทียบว่าคนทุศีลบริโภคก้อนข้าวที่ผู้มีศรัทธาถวายนั้นเลวร้ายยิ่งกว่าบริโภคก้อนเหล็กแดงลุกเป็นไฟ เพราะการบริโภคก้อนเหล็กทำให้ไหม้เพียงชาติเดียว แต่คนทุศีลต้องไปเกิดในนรกหลายร้อยชาติ
- Page 331–337 ทิฏฐิสูตร: เทวดามนุษย์ติดในสัสสตทิฏฐิหรือแล่นเลยไปในอุจเฉททิฏฐิ ส่วนผู้มีปัญญาจักษุเห็นตามจริง เทวดาและมนุษย์ถูกทิฏฐิ ๒ อย่างพัวพัน บางพวกยินดีในภพจึงติดอยู่เมื่อฟังธรรมเรื่องความดับภพ บางพวกเบื่อหน่ายภพจนยินดีความขาดสูญ(อุจเฉททิฏฐิ) ส่วนผู้มีปัญญาจักษุย่อมเห็นขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดและดับ อรรถกถาอธิบายละเอียดถึงปริญญาภิสมัย ภาวนาภิสมัย และสัจฉิกิริยาภิสมัย ท้ายสูตรนี้เป็นจุดจบทุกนิบาตแห่งอรรถกถาอิติวุตตกะ ขุททกนิกาย ก่อนเข้าสู่ติกนิบาต
- Page 338–341 อกุศลมูลสูตร: โลภะ โทสะ โมหะ ๓ อกุศลมูล เบียดเบียนผู้มีจิตลามกดุจขุยไผ่ทำลายต้นไผ่ เปิดติกนิบาตอิติวุตตกะด้วยอกุศลมูล ๓ ประการคือโลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งเป็นรากเหง้าของอกุศลธรรมทั้งปวง อรรถกถาอธิบายความหมายของ"มูล"ว่าเป็นเหตุ ปัจจัย และแดนเกิดแห่งอกุศล พร้อมถกทัศนะอาจารย์หลายท่านเรื่องความเป็นเหตุปัจจัยของกิเลส คาถาเปรียบโลภะโทสะโมหะที่เกิดในตนว่าเบียดเบียนบุรุษผู้มีจิตลามก เหมือนขุยไผ่ที่เกิดในต้นไผ่เองย่อมทำลายต้นไผ่นั้นให้พินาศ
- Page 342–345 ธาตุสูตร: ธาตุ ๓ คือรูปธาตุ อรูปธาตุ นิโรธธาตุ ผู้กำหนดรู้ย่อมล่วงพ้นมัจจุ พระพุทธเจ้าตรัสธาตุ ๓ ประการคือรูปธาตุ อรูปธาตุ และนิโรธธาตุ(พระนิพพาน) ผู้กำหนดรู้รูปธาตุ ไม่ติดในอรูปธาตุ น้อมไปในนิโรธ ย่อมละมัจจุได้ อรรถกถาอธิบายความหมายของธาตุแต่ละอย่างโดยเทียบกับภพ ๓ (กามภพรูปภพ=รูปธาตุ, อรูปภพ=อรูปธาตุ) และยกทัศนะอาจารย์อื่นเรื่องธาตุเป็นอารมณ์ของตัณหา พร้อมอธิบายว่าพระอรหันต์ถูกต้องอมตธาตุด้วยนามกาย กระทำให้แจ้งการสละคืนอุปธิทุกอย่าง
- Page 346–348 ปฐมเวทนาสูตร: เวทนา ๓ คือสุข ทุกข์ อทุกขมสุข สาวกผู้รู้ชัดย่อมดับเวทนาได้สนิท (เนื้อหายังไม่จบในหน้าที่ดึงมา) พระพุทธเจ้าตรัสเวทนา ๓ ประการคือสุขเวทนา ทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนา สาวกผู้มีจิตตั้งมั่นมีสติย่อมรู้ชัดทั้งตัวเวทนา เหตุเกิด ความดับ และมรรคที่ให้ถึงความสิ้นไปแห่งเวทนา จนหายหิวดับรอบ อรรถกถาเริ่มอธิบายความหมายของศัพท์ทุกข์ในบริบทต่างๆ และเปรียบเทียบว่าสุขและทุกข์ปรากฏชัดเหมือนไฟร้อนแผ่ซ่านทั่วกาย ส่วนอทุกขมสุขเวทนาละเอียดรู้ยากดุจรอยเท้าเนื้อบนแผ่นหิน เนื้อหาของอรรถกถายังไม่จบภายในหน้าที่ดึงมา (จบที่หน้า 348) จะมีต่อในหน้าถัดไป
- Page 349–352 ปฐมเวทนาสูตร: นิยามเวทนา ๓ อุปมาสุข-ทุกข์-อุเบกขา และข้อถกเถียงเรื่องจำนวนเวทนา อธิบายเวทนา ๓ คือสุข ทุกข์ อทุกขมสุข ด้วยอุปมาชัดเจน สุขเวทนาทำให้กายสั่นไหวเหมือนได้บริโภคของดี ทุกขเวทนาเหมือนถูกน้ำทองแดงราด ส่วนอทุกขมสุขเวทนารู้ได้ยากเหมือนทางที่เนื้อเดินผ่านบนแผ่นหิน จากนั้นถกประเด็นว่าเหตุใดบางแห่งตรัสเวทนา ๒ อย่าง บางแห่ง ๓ อย่าง และบางแห่งตรัสเวทนาทั้งหมดว่าเป็นทุกข์
- Page 353–356 ปฐมเวทนาสูตร (ต่อ): เวทนาเป็นเหตุแห่งตัณหา และกรรมฐานทางผัสสะ-เวทนา-วิญญาณ อธิบายว่าสุขเป็นเพียงอารมณ์ ไม่มีเหตุแน่นอนตายตัว และเวทนาทุกชนิดเป็นปทัฏฐานของตัณหา จากนั้นแสดงว่าพระโยคาวจรบางรูปเห็นผัสสะชัด บางรูปเห็นเวทนาชัด บางรูปเห็นวิญญาณชัด แล้วพิจารณานามรูปโดยมีอวิชชาเป็นเหตุ ยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์จนบรรลุอรหัตผล แสดงอรูปกรรมฐานผ่านมุขคือเวทนาโดยเฉพาะ
- Page 357–361 ปกิณณกกถาว่าด้วยเวทนา ๘ หัวข้อ และวินิจฉัยคาถาปฐมเวทนาสูตร แจกแจงเวทนาโดยละเอียด ๘ หัวข้อ คือลักษณะ อธิษฐาน (ผัสสะ) อุปปัตติ อนุสัย (ราคะ ปฏิฆะ อวิชชา นอนเนื่องตามเวทนาแต่ละชนิด) ฐานะ ปวัตติกาล อินทรีย์ ๕ และการแบ่งเวทนาได้ถึง ๑๐๘ อย่าง ปิดท้ายด้วยวินิจฉัยคาถาว่าด้วยพระอริยสาวกผู้มีสติกำหนดรู้เวทนา เหตุเกิด ความดับ และมรรคที่ให้ถึงความสิ้นเวทนา
- Page 362–367 ทุติยเวทนาสูตร: เห็นสุขโดยเป็นทุกข์ ทุกข์โดยเป็นลูกศร อทุกขมสุขโดยไม่เที่ยง สอนวิธีเจริญวิปัสสนาผ่านเวทนา ๓ ให้เห็นสุขเวทนาโดยความเป็นทุกข์ (เพราะวิปริณามทุกข์) เห็นทุกขเวทนาโดยเป็นเหมือนลูกศรที่บีบคั้น และเห็นอทุกขมสุขเวทนาโดยความไม่เที่ยง อรรถกถาอธิบายว่าแต่ละข้อเป็นอุบายถอนราคะ โทสะ และอวิชชาตามลำดับ จนพระอริยสาวกตัดตัณหา หมุนสังโยชน์ได้โดยสิ้นเชิง
- Page 368–370 ปฐมเอสนาสูตร: การแสวงหา ๓ อย่าง กาม ภพ และพรหมจรรย์ (ทิฏฐิ) แสดงการแสวงหา ๓ คือกาเมสนา (แสวงหากาม) ภเวสนา (แสวงหาภพ) และพรหมจริเยสนา (แสวงหาที่หมายถึงทิฏฐิ ๑๐ ประการ เช่น โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง) อรรถกถาอ้างพระบาลีนิยามแต่ละอย่าง และชี้ว่าทั้งราคะ ทิฏฐิ และกรรมที่ตั้งอยู่ร่วมกันล้วนจัดเป็นเอสนา พร้อมระบุมรรคที่ดับเอสนาแต่ละชนิด
- Page 371–373 ทุติยเอสนาสูตร: เอสนาเป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิ พระอรหันต์สละคืนได้แล้ว อธิบายว่าการยึดมั่นว่า 'สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเป็นโมฆะ' คือที่ตั้งแห่งทิฏฐิอันเป็นเหตุแห่งอนัตถะทุกอย่าง พระอรหันต์ผู้คลายราคะทั้งปวง สละเอสนาทั้ง ๓ ได้แล้วด้วยปฐมมรรค ย่อมไม่มีความหวัง ไม่มีความสงสัย เพราะการแสวงหาสิ้นไปโดยสิ้นเชิง
- Page 374–376 ปฐมอาสวสูตร และทุติยอาสวสูตร: อาสวะ ๓ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ แสดงอาสวะ ๓ คือกามาสวะ (กามราคะและความยินดีในรูปเป็นต้น) ภวาสวะ (ฉันทราคะในรูปภพอรูปภพและสัสสตทิฏฐิ) และอวิชชาสวะ อธิบายว่ากามาสวะละได้ด้วยอนาคามิมรรค ส่วนภวาสวะและอวิชชาสวะละได้ด้วยอรหัตมรรค ภิกษุผู้สิ้นอาสวะย่อมชนะมารพร้อมพาหนะ ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด
- Page 377–380 ตัณหาสูตร: ตัณหา ๓ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา และการแยกเป็น ๑๐๘ อธิบายตัณหา ๓ คือกามตัณหา ภวตัณหา (ราคะสหรคตสัสสตทิฏฐิ) วิภวตัณหา (ราคะสหรคตอุจเฉททิฏฐิ) และแจกแจงตามอารมณ์ ๖ เป็น ๑๘ แล้วคูณด้วยกาลทั้ง ๓ เป็น ๑๐๘ อย่าง วินิจฉัยคาถาว่าสัตว์ผู้ติดข้องในภพน้อยภพใหญ่ถูกบ่วงมารผูกไว้ ส่วนผู้ละตัณหาได้ขาดย่อมถึงฝั่งแห่งสงสาร
- Page 381–385 มารเธยยสูตร: ศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ของพระอเสขะ ก้าวล่วงบ่วงมาร ภิกษุผู้ประกอบด้วยศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ และปัญญาขันธ์อันเป็นของพระอเสขะ ย่อมก้าวล่วงบ่วงแห่งมาร รุ่งเรืองดุจพระอาทิตย์ อรรถกถาอภิปรายละเอียดถึงความหมายของคำว่า เสขะ และอเสขะ พร้อมวิเคราะห์ว่าองค์มรรค ๘ สงเคราะห์เข้าในขันธ์ ๓ อย่างไร ปิดท้ายวรรคที่ ๑ ของอิติวุตตกะติกนิบาต
- Page 386–391 ปุญญกิริยาวัตถุสูตร: บุญกิริยาวัตถุ ๓ ทาน ศีล ภาวนา และที่ขยายเป็น ๗ อย่าง เปิดวรรคที่ ๒ ด้วยบุญกิริยาวัตถุ ๓ คือทานมัย สีลมัย ภาวนามัย พร้อมนิยามเจตนาแต่ละแบบโดยละเอียด แล้วขยายเป็นบุญกิริยาวัตถุ ๗ อย่างเพิ่มเติม ได้แก่ ความอ่อนน้อม ความขวนขวาย การให้ส่วนบุญ การอนุโมทนา การแสดงธรรม การฟังธรรม และความเห็นตรง พร้อมชี้ว่าแต่ละอย่างสงเคราะห์เข้าในบุญกิริยาวัตถุหลักทั้ง ๓ อย่างไร
- Page 392–395 จักขุสูตร: จักษุ ๓ อย่าง มังสจักษุ ทิพยจักษุ ปัญญาจักษุ แสดงจักษุ ๓ คือมังสจักษุ (ตาเนื้อ) ทิพยจักษุ (ตาทิพย์เกิดจากอาโลกกสิณ) และปัญญาจักษุ (อาสวักขยญาณ) อรรถกถาจำแนกโดยละเอียดว่าเป็นของเล็ก ใหญ่ หรือหาประมาณมิได้ เป็นรูปหรืออรูป เป็นโลกิยะหรือโลกุตระ ความบังเกิดแห่งมังสจักษุเป็นทางแห่งทิพยจักษุ และเมื่อได้ปัญญาจักษุย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง
- Page 396–399 อินทริยสูตร: อินทรีย์ ๓ ตามลำดับมรรคผล จนถึงปัจจเวกขณญาณของพระขีณาสพ แสดงอินทรีย์ ๓ คืออนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ (ปัญญาในโสดาปัตติมรรค) อัญญินทรีย์ (ญาณตั้งแต่โสดาปัตติผลถึงอรหัตมรรค) และอัญญาตาวินทรีย์ (ปัจจเวกขณญาณของพระขีณาสพ) อรรถกถาอธิบายลำดับการเกิดขึ้นของแต่ละญาณ และวินิจฉัยว่าพระขีณาสพผู้ถึงพร้อมด้วยอินทรีย์ สงบแล้ว ยินดีในสันติบท ย่อมชนะมารพร้อมพาหนะ
- Page 400–405 อัทธาสูตร: กาล ๓ อดีต อนาคต ปัจจุบัน และอุบายหลุดพ้นจากสิ่งที่พึงกล่าวถึง แสดงอัทธา (กาล) ๓ คืออดีต อนาคต ปัจจุบัน อรรถกถาอธิบายการกำหนดกาลทั้งตามนัยพระสูตรและพระอภิธรรม รวมถึงแบ่งเป็น ๔ แบบคืออัทธา สันตติ สมัย ขณะ จากนั้นวินิจฉัยคาถาว่าสัตว์ผู้ยึดมั่นในสิ่งที่พูดกัน (อักเขยยะ) ย่อมติดบ่วงมัจจุ ส่วนพระขีณาสพผู้กำหนดรู้แล้วย่อมถึงวิโมกข์และสันติบทอันยอดเยี่ยม ไม่นับเป็นมนุษย์หรือเทวดาอีก
- Page 406 อรรถกถาอัทธาสูตร: การแบ่งกาลตามพระสูตรและพระอภิธรรม (อัทธา สันตติ สมัย ขณะ) อธิบายความหมายของกาล ๓ ทั้งแบบพระสูตร (ก่อน-หลังปฏิสนธิและจุติ) และแบบพระอภิธรรม (ขณะเกิดดับ) พร้อมขยายเป็น ๔ นัยคือ อัทธา สันตติ สมัย และขณะ ชี้ว่าความต่างของกาลมีจริงเฉพาะในธรรมที่ปรุงแต่ง ไม่ใช่มีอยู่จริงโดยปรมัตถ์ และไขความว่าเหตุใดสัตว์ผู้ยึดติดในบัญญัติจึงเข้าถึงข่ายแห่งมารได้
- Page 407–409 ทุจริตสูตรและสุจริตสูตร: ความประพฤติชั่วและดีทางกาย วาจา ใจ สองพระสูตรคู่กันว่าด้วยทุจริต ๓ (กาย วาจา ใจ) ที่นำไปสู่นรก และสุจริต ๓ ที่นำไปสู่สวรรค์ อรรถกถาอธิบายสองมุมมองคือกล่าวตามบัญญัติ (การละเมิดหรืองดเว้นสิกขาบท) และกล่าวตามกรรมบถ (เจตนาปาณาติบาตเป็นต้นทางกาย มุสาวาทเป็นต้นทางวาจา อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิทางใจ) เป็นการวางกรอบศีลธรรมพื้นฐานก่อนขยายละเอียดในสูตรถัดไป
- Page 410–413 สุจิสูตรและมุนีสูตร: ความสะอาดและความเป็นมุนีทางกาย วาจา ใจ สุจิสูตรว่าด้วยความสะอาด ๓ ทาง ส่วนมุนีสูตรอธิบายความเป็นมุนีอย่างละเอียดว่าครอบคลุมทั้งการละทุจริต การทำสุจริต ญาณหยั่งรู้ การกำหนดรู้ มรรคที่สหรคตด้วยการกำหนดรู้ การละฉันทราคะ และการเข้าฌานดับสังขารแต่ละอย่าง (กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร) รวม ๗ นัยในแต่ละทวารทั้งสาม แสดงว่าความเป็นมุนีมิใช่เพียงศัพท์แต่เป็นคุณธรรมที่ครบวงจร
- Page 414–417 ปฐมราคสูตร: ผู้ยังละราคะโทสะโมหะไม่ได้ชื่อว่าถูกมารผูกไว้ ผู้ใดยังละราคะ โทสะ โมหะไม่ได้ ไม่ว่าคฤหัสถ์หรือบรรพชิต ย่อมชื่อว่าถูกมารผูกไว้ด้วยบ่วง ส่วนผู้ละได้แล้วมารทำอะไรไม่ได้ อรรถกถาไล่ลำดับว่ากิเลสหยาบใดละได้ด้วยมรรคขั้นใด ตั้งแต่ปฐมมรรคถึงมรรคที่ ๔ จนหมดสิ้นไม่มีเหลือ พร้อมอธิบายเหตุที่เรียกพระขีณาสพว่าผู้ประเสริฐ ผู้ล่วงพ้นเวรและภัยทั้งปวง
- Page 418–420 ทุติยราคสูตร: อุปมาการข้ามมหาสมุทรแห่งกิเลสถึงฝั่งนิพพาน ผู้ยังละราคะโทสะโมหะไม่ได้เปรียบเหมือนข้ามทะเลที่มีคลื่น น้ำวน สัตว์ร้ายไม่ได้ อรรถกถาไขความว่าคลื่นคือความโกรธแค้น วังวนคือกามคุณ ๕ ส่วนผีเสื้อสมุทรคือมาตุคาม ผู้ข้ามพ้นได้ด้วยเรือคือมรรคปัญญาชื่อว่าถึงฝั่งคือนิพพาน ยืนอยู่บนบก พ้นจากการถูกนับด้วยศีล สมาธิ ปัญญาอีกต่อไป ปิดท้ายวรรคที่ ๒
- Page 421–424 มิจฉาทิฏฐิสูตร: โทษของมิจฉาทิฏฐิและการติเตียนพระอริยะหนักเทียบอนันตริยกรรม ผู้ประกอบทุจริตสามทาง ติเตียนพระอริยะ ยึดมิจฉาทิฏฐิ ตายแล้วย่อมเข้าถึงนรกแน่นอน อรรถกถาเน้นว่าการกล่าวตู่พระอริยะแม้เป็นพระโสดาบันคฤหัสถ์มีโทษมากเทียบเท่าอนันตริยกรรม และไม่มีกรรมใดมีโทษมากไปกว่ามิจฉาทิฏฐิ เพราะปิดกั้นหนทางหลุดพ้นโดยสิ้นเชิงตราบเท่าที่ยังไม่ละวาจา ความคิด และทิฏฐินั้นเสีย
- Page 425–426 สัมมาทิฏฐิสูตรและเริ่มนิสสรณสูตร: สัมมาทิฏฐินำสู่สวรรค์ ธาตุเป็นที่สลัดออก ๓ สัมมาทิฏฐิสูตรแสดงด้านตรงข้ามของมิจฉาทิฏฐิสูตร คือผู้มีสุจริตและสัมมาทิฏฐิย่อมเข้าถึงสวรรค์หลังตาย ต่อด้วยนิสสรณสูตรที่เริ่มแสดงธาตุเป็นที่สลัดออก ๓ อย่าง คือ เนกขัมมะสลัดออกจากกาม อรูปฌานสลัดออกจากรูป และนิโรธสลัดออกจากสังขตธรรมทั้งปวงอันเป็นการสลัดออกที่แท้จริงและเด็ดขาดที่สุด
- Page 427–430 อรรถกถานิสสรณสูตรและรูปสูตร: ลำดับความสงบจากกามสู่รูปฌาน อรูปฌาน และนิพพาน อธิบายเนกขัมมะ (ฌานมีอสุภะเป็นอารมณ์) ว่าเป็นการสลัดออกจากกามอย่างอุกฤษฏ์เมื่อใช้เป็นบาทบรรลุอนาคามิผล ต่อด้วยรูปสูตรที่ตรัสว่าอรูปธรรมสงบกว่ารูปธรรม และนิโรธ (นิพพาน) สงบยิ่งกว่าอรูปทั้งหมด เพราะสัตว์ที่ยังติดอยู่ในรูปภพหรืออรูปภพ หากไม่รู้ชัดนิโรธย่อมต้องกลับมาเกิดใหม่อยู่ร่ำไป
- Page 431–433 ปุตตสูตร: บุตร ๓ จำพวก อติชาต อนุชาต อวชาต พระพุทธเจ้าจำแนกบุตรตามคุณธรรมเทียบกับมารดาบิดาเป็น ๓ จำพวก คือ อติชาตบุตร (มีคุณเหนือกว่ามารดาบิดาผู้ไม่มีศีลธรรม) อนุชาตบุตร (มีคุณเสมอมารดาบิดาผู้มีศีลธรรม) และอวชาตบุตร (มีคุณต่ำกว่ามารดาบิดาผู้มีศีลธรรม) พร้อมยกย่องบุตรที่เป็นอุบาสกผู้มีศรัทธา มีศีล เอื้อเฟื้อ ไม่ตระหนี่ว่ารุ่งเรืองในบริษัทดุจจันทร์พ้นเมฆ
- Page 434–443 อรรถกถาปุตตสูตร (๑): ความหมายของสรณคมน์ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และวิธีถึงสรณะ ขยายความคำว่าพุทโธ ธรรมะ และสังฆะโดยพยัญชนะและอรรถอย่างละเอียด แล้วอธิบายสรณคมน์ ๒ ประเภท (โลกิยะและโลกุตตระ) วิธีถึงสรณะ ๔ อาการ (มอบกายถวายตน มีรัตนตรัยเป็นที่ไปเบื้องหน้า เข้าถึงความเป็นศิษย์ นอบน้อม) ผลของสรณคมน์ ความเศร้าหมอง และเหตุที่สรณะจะขาดหรือไม่ขาด เช่นกรณีไหว้ญาติหรือกษัตริย์เพราะเกรงกลัว
- Page 444–449 อรรถกถาปุตตสูตร (๒): องค์ประกอบของปาณาติบาตและอทินนาทาน กับข้อโต้แย้งเรื่อง "ใครฆ่า ใครถูกฆ่า" อธิบายนิยาม องค์ประกอบ ๕ ประการ และประโยค ๖ อย่างของปาณาติบาตและอทินนาทาน พร้อมเกณฑ์ตัดสินโทษหนักเบาตามขนาดของสัตว์หรือทรัพย์ คุณธรรมของเจ้าของ และกำลังกิเลส ที่น่าสนใจคือบทโต้แย้งเชิงปรัชญาว่าเมื่อสังขารดับไปทุกขณะ แท้จริงแล้วใครเป็นผู้ฆ่าและใครถูกฆ่ากันแน่ พร้อมคำเฉลยโดยอาศัยความสืบเนื่องของขันธ์
- Page 450–453 อรรถกถาปุตตสูตร (๓): กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท และสุราเมรัยมัชชปมาทัฏฐาน ไล่นิยาม องค์ประกอบ และเกณฑ์ตัดสินโทษหนักเบาของศีลข้อ ๓-๕ ได้แก่ กาเมสุมิจฉาจาร (ระบุหญิงชาย ๒๐ และ ๑๒ จำพวกที่ล่วงละเมิดไม่ได้) มุสาวาทที่แยกกรณีคฤหัสถ์และบรรพชิต และสุราเมรัยที่ชี้ว่าพระอริยสาวกจะไม่ดื่มแม้ไม่รู้ว่าเป็นน้ำเมา ปิดท้ายด้วยการชี้ว่าการทำสงฆ์แตกกันด้วยมุสาวาทมีโทษหนักที่สุดในบรรดาบาปกรรมทั้งหมด
- Page 454–460 อรรถกถาปุตตสูตร (๔): อานิสงส์ของการงดเว้นศีล ๕ และบทสรุปเรื่องบุตรที่แท้จริง แจกแจงอานิสงส์โดยละเอียดของการงดเว้นแต่ละข้อในศีล ๕ เช่น งดปาณาติบาตได้รูปงามอวัยวะสมบูรณ์อายุยืน งดอทินนาทานได้ทรัพย์มาก งดกาเมสุมิจฉาจารปลอดภัยจากศัตรู งดมุสาวาทมีวาจาน่าเชื่อถือ งดสุราได้สติปัญญามั่นคง ก่อนสรุปว่าบุตรที่เป็นอุบาสกผู้มีศรัทธาศีลและไม่ตระหนี่เท่านั้นที่นับเป็นบุตรแท้จริงในโลก
- Page 461–462 อวุฏฐิกสูตร: บุคคล ๓ จำพวกเปรียบเหมือนฝน เปรียบบุคคลผู้ให้ทานกับฝน ๓ ลักษณะ คือ ผู้เสมอด้วยฝนไม่ตก (ไม่ให้อะไรแก่ใครเลย) ผู้ดุจฝนตกในที่บางส่วน (ให้บางคนไม่ให้บางคน) และผู้ดุจฝนตกในที่ทั่วไป (ให้แก่ทุกคนอย่างเสมอหน้า) ยกย่องผู้ให้ทั่วถึงด้วยความยินดีดุจเมฆกระหึ่มโปรยฝนให้น้ำท่วมทั้งที่ดอนและที่ลุ่มเสมอกัน
- Page 463–467 อวุฏฐิกสูตร: บุคคล ๓ จำพวกเปรียบด้วยฝนไม่ตกเลย ฝนตกบางที่ ฝนตกทั่วไป พระพุทธเจ้าทรงเปรียบบุคคล ๓ จำพวกกับฝน คือผู้ไม่ให้ทานแก่ใครเลยเหมือนเมฆที่ไม่ยอมตก ผู้ให้แก่บางคนเหมือนฝนตกเฉพาะที่ และผู้ให้แก่ทุกคนไม่เลือกหน้าเหมือนฝนตกทั่วทุกแห่ง อรรถกถาขยายความประเภทไทยธรรม (ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ที่พัก) และเขตแห่งทาน พร้อมจัดอันดับว่าจำพวกที่สามประเสริฐที่สุด
- Page 468–474 สุขสูตร: บัณฑิตปรารถนาสุข ๓ ประการพึงรักษาศีลและเว้นจากมิตรชั่ว พระพุทธเจ้าตรัสว่าบัณฑิตผู้ปรารถนาสุข ๓ อย่าง คือ คำสรรเสริญ โภคทรัพย์ และสุคติหลังตาย พึงรักษาศีลและเว้นจากการคบคนชั่ว เพราะแม้ไม่ทำชั่วเองแต่คบคนชั่วก็พลอยถูกรังเกียจ เปรียบเหมือนห่อปลาเน่าด้วยใบหญ้าคาย่อมเหม็นติดไป ส่วนการคบบัณฑิตย่อมได้กลิ่นหอมดุจห่อกฤษณาด้วยใบไม้
- Page 475–477 ภินทนสูตร: กายมีความแตกเป็นที่สุด ขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ แปรปรวน พระพุทธเจ้าตรัสว่ากายนี้มีความแตกสลายเป็นที่สุด วิญญาณมีความเสื่อมคลายเป็นธรรมดา ขันธ์ ๕ ทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ภิกษุผู้เห็นภัยในขันธ์เหล่านี้ล่วงพ้นชาติและมรณะได้ มีใจอบรมดีแล้ว รอคอยเพียงกาลปรินิพพาน ดุจลูกจ้างรอคอยแต่ค่าจ้าง อรรถกถาอธิบายความหมายของคำว่ากาย วิญญาณ และอุปธิอย่างละเอียด
- Page 478–482 ธาตุสูตร: สัตว์ย่อมคบหากันตามธาตุคืออัธยาศัย คนเลวคบคนเลว คนดีคบคนดี สัตว์ทั้งหลายย่อมเทียบเคียงและคบหากันตามธาตุคืออัธยาศัยของตน ผู้มีอัธยาศัยเลวย่อมคบคนเลว ผู้มีอัธยาศัยดีย่อมคบคนดี ทั้งในอดีต ปัจจุบัน อนาคต บุคคลพึงเว้นคนเกียจคร้านผู้อาศัยแล้วจะจมดุจไม้ท่อนเล็กในมหาสมุทร ควรคบบัณฑิตผู้สงัดและเพียรเผากิเลส อรรถกถายกเรื่องพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะที่บริวารมีอัธยาศัยคล้ายอาจารย์เป็นตัวอย่าง
- Page 483–487 ปริหานสูตร: ธรรม ๓ ประการเป็นเหตุเสื่อมและไม่เสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ (ยินดีงาน คุย หลับ) และจบวรรคที่ ๓ ธรรม ๓ ประการทำให้ภิกษุผู้เสขะเสื่อม คือ ยินดีในการงาน ยินดีในการพูดคุย และยินดีในการหลับนอน ส่วนธรรมตรงข้ามทำให้ไม่เสื่อม ภิกษุผู้ฟุ้งซ่าน ชอบคุย ชอบนอน ย่อมไม่อาจบรรลุสัมโพธิญาณ อรรถกถาแยกแยะการงานที่ทรงอนุญาตกับที่ไม่ควร และปิดท้ายวรรคที่ ๓ ด้วยรายชื่อพระสูตรทั้ง ๑๐ สูตรในวรรคนี้
- Page 488–490 วิตักกสูตร (เปิดวรรคที่ ๔): อกุศลวิตก ๓ ประการที่ทำให้ห่างไกลความสิ้นสังโยชน์ เปิดวรรคที่ ๔ ด้วยวิตักกสูตร กล่าวถึงอกุศลวิตก ๓ ประการที่ทำให้ห่างไกลความสิ้นสังโยชน์ คือ วิตกไม่อยากให้ใครดูหมิ่นตน วิตกหนักในลาภสักการะและชื่อเสียง และวิตกเอาใจใส่ผู้อื่นด้วยความรักฉันเจ้าเรือน ภิกษุผู้ละบุตร ปศุสัตว์ การวิวาห์ และความหวงแหนทั้งปวงได้ จึงควรแก่การบรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุด
- Page 491–494 สักการสูตร: ผู้ถูกสักการะหรือความไม่มีสักการะครอบงำจิตย่อมไปอบาย เว้นแต่ผู้ไม่ประมาท พระพุทธเจ้าตรัสว่าสัตว์ผู้ถูกสักการะครอบงำจิต ผู้ถูกความไม่มีสักการะครอบงำ หรือถูกทั้งสองอย่างครอบงำ ล้วนไปสู่อบายได้ มีเพียงผู้ไม่ประมาทเท่านั้นที่สมาธิไม่หวั่นไหวต่อสักการะและความเสื่อมเสีย อรรถกถายกตัวอย่างพระเจ้าทัณฑกี พระเจ้ากาลิงคะ และพระเจ้าเมชฌะที่ถูกทำลายเพราะล่วงเกินฤาษีผู้ทรงศีล เป็นอุทาหรณ์โทษของความลุ่มหลงในสักการะ
- Page 495–501 สัททสูตร: เสียงเทวดาชื่นชมพระอริยสาวก ๓ วาระ ออกบวช เจริญโพธิปักขิยธรรม บรรลุอรหัตผล เสียงชื่นชมของเทวดาเปล่งออกไป ๓ วาระ เมื่อพระอริยสาวกคิดจะออกบวช (เริ่มทำสงครามกับมาร) เมื่อเพียรเจริญโพธิปักขิยธรรม ๓๗ (กำลังรบกับมาร) และเมื่อบรรลุอรหัตผลสิ้นอาสวะ (ชนะสงครามแล้ว) เทวดาทั้งหลายพากันนอบน้อมพระขีณาสพผู้ชนะเสนามารได้ อรรถกถาอธิบายรายละเอียดโพธิปักขิยธรรม ๗ หมวด และความหมายเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ
- Page 502–512 จวมานสูตร: นิมิต ๕ ประการก่อนเทวดาจุติ และคำอวยพรให้ได้เกิดเป็นมนุษย์มีศรัทธามั่นคง เมื่อเทวดาใกล้จุติจะปรากฏนิมิต ๕ ประการ คือ ดอกไม้เหี่ยว ผ้าเศร้าหมอง เหงื่อไหลจากรักแร้ ผิวพรรณหมองคล้ำ และไม่ยินดีในทิพอาสน์ เทวดาอื่นจะพลอยยินดีอวยพรให้ไปสู่สุคติคือเกิดเป็นมนุษย์ ได้ศรัทธาในพระสัทธรรม และตั้งมั่นในศรัทธานั้นอย่างไม่หวั่นไหว อรรถกถาอธิบายประเภทเทวดา ๓ จำพวก และคุณค่าของศรัทธาที่หยั่งรากลึกอย่างพิสดาร
- Page 513–519 โลกสูตร: บุคคล ๓ จำพวกอุบัติขึ้นเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่โลก คือ พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ และพระเสขะ บุคคล ๓ จำพวกเมื่ออุบัติขึ้นในโลกย่อมเกื้อกูลและนำสุขมาสู่เทวดาและมนุษย์ ได้แก่ พระตถาคตผู้ตรัสรู้เอง พระอรหันตสาวกผู้สิ้นอาสวะแล้ว และพระเสขะผู้ยังศึกษาอยู่แต่สมบูรณ์ด้วยศีลและสุตะ ทั้งสามล้วนแสดงธรรมงามในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด อรรถกถาอธิบายเขตมัชฌิมประเทศที่พระพุทธเจ้าอุบัติ พร้อมขั้นตอนการนับว่าบุคคลแต่ละจำพวก 'อุบัติแล้ว' เมื่อใด เนื้อหายังไม่จบ ต่อเนื่องเกินหน้า ๕๑๙ ไปยัง chunk ถัดไป
- Page 520–524 อรรถกถาโลกสูตร ต่อ: พหุชนหิตายฯ คุณศัพท์ของพระพุทธเจ้า และเหตุที่ธรรมงามในเบื้องต้นท่ามกลางที่สุด อธิบายว่าการอุบัติของพระตถาคตและพระสาวกล้วนเพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่มหาชน โดยยกตัวอย่างผู้บรรลุธรรมจำนวนมากในพระสูตรต่างๆ จากนั้นไขคุณศัพท์ของพระพุทธเจ้าทีละบท เช่น วิชชาจรณสัมปันโน สุคโต โลกวิทู และอธิบายว่าเหตุใดพระธรรมเทศนาจึงงามในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด ทั้งโดยนัยเนื้อความ พยัญชนะ และการปฏิบัติ
- Page 525–529 อสุภสูตรที่ ๖ และอรรถกถา: พิจารณาอสุภะ อานาปานสติ อนิจจานุปัสสนา ละราคานุสัย วิตก และอวิชชา พระพุทธองค์ทรงสอนให้ภิกษุพิจารณาความไม่งามในกาย ตั้งอานาปานสติไว้เฉพาะหน้า และพิจารณาความไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง ซึ่งจะละราคานุสัย มิจฉาวิตก และอวิชชาได้ตามลำดับ อรรถกถาอธิบายวิธีเจริญอสุภกัมมัฏฐาน ๑๑ อย่าง อานาปานสติ ๑๖ วัตถุ และหมวดธรรม ๔ ของวิปัสสนา คือ อนิจจัง อนิจจลักษณะ อนิจจานุปัสสนา และอนิจจานุปัสสี
- Page 530–534 ธรรมสูตรที่ ๗ และอรรถกถา: ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม พูดแต่เรื่องธรรม และวางอุเบกขาด้วยสติสัมปชัญญะ ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมย่อมกล่าวแต่ธรรม ไม่ตรึกถึงอธรรม และหากไม่กล่าวหรือตรึกทั้งสองอย่างก็วางใจเป็นกลางด้วยสติสัมปชัญญะ อรรถกถาอธิบายว่าธรรมในที่นี้หมายถึงโลกุตรธรรม ๙ อย่าง โดยมีศีลวิสุทธิเป็นข้อปฏิบัติเบื้องต้น พร้อมยกกถาวัตถุ ๑๐ ที่ควรเจริญ และอธิบายอุเบกขาที่กำกับวิปัสสนาจนถึงสังขารุเปกขาญาณก่อนมรรคจะเกิด
- Page 535–539 อันธการสูตรที่ ๘ และอรรถกถา: อกุศลวิตก ๓ ทำใจมืดบอด เทียบกุศลวิตก ๓ ที่นำไปสู่นิพพาน กามวิตก พยาบาทวิตก และวิหิงสาวิตก เป็นอกุศลวิตกที่ทำให้ปัญญามืดบอดและไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน ตรงข้ามกับเนกขัมมวิตก อพยาบาทวิตก และอวิหิงสาวิตก ที่เจริญปัญญาและนำไปสู่นิพพาน อรรถกถาเปรียบวิตกที่สงบระงับได้เหมือนฝนทำให้ฝุ่นสงบ และไล่เรียงว่าวิตกแต่ละชนิดเป็นกามาวจร รูปาวจร หรือโลกุตระตามระดับภาวนาที่เจริญ
- Page 540–548 มลสูตรที่ ๙ และอรรถกถา: โลภะ โทสะ โมหะ เป็นมลทินภายในที่ทำลายจิต ต้องละด้วยอริยมรรค โลภะ โทสะ และโมหะเป็นอกุศลธรรม ๓ ประการที่เป็นมลทินภายในจิต เป็นอมิตร ศัตรู และเพชฌฆาตของตนเอง ทำให้ผู้ถูกครอบงำมืดบอดไม่รู้ประโยชน์และไม่เห็นธรรม เมื่อละได้ขาดด้วยอริยมรรคจะหลุดพ้นได้ดุจหยดน้ำตกจากใบบัว ผลตาลหล่นจากขั้ว และพระอาทิตย์กำจัดความมืด อรรถกถาชี้ว่ามลทินของจิตต่างจากมลทินร่างกายตรงที่ชำระได้เฉพาะด้วยอริยมรรคเท่านั้น
- Page 549–555 เทวทัตตสูตรที่ ๑๐ และอรรถกถา: อสัทธรรม ๓ ที่ทำให้พระเทวทัตตกอเวจีนรกเยียวยาไม่ได้ พระเทวทัตถูกความปรารถนาลามก มิตรชั่ว และความพอใจเพียงบรรลุคุณวิเศษเล็กน้อยครอบงำ จึงตกอเวจีนรกตลอดกัปอย่างเยียวยาไม่ได้ อรรถกถาเล่าที่มาว่าพระพุทธองค์ตรัสสูตรนี้เพื่อแก้ความเข้าใจผิดว่าพระองค์สาปแช่งพระเทวทัต โดยชี้ว่าพระเทวทัตประมาทตั้งตนเสมอพระพุทธเจ้าจนเสื่อมจากฌานอภิญญา และสอนว่าผู้ประทุษร้ายผู้บริสุทธิ์ย่อมได้รับผลกรรมนั้นเอง เหมือนพยายามทำร้ายมหาสมุทรด้วยยาพิษเพียงหม้อเดียว
- Page 556 จบวรรคที่ ๔ (รวม ๑๐ สูตร) และขึ้นต้นอิติวุตตกะ ติกนิบาต วรรคที่ ๕ สรุปปิดท้ายวรรคที่ ๔ โดยระบุว่าพระพุทธองค์ตรัสวิวัฏฏะไว้ในสูตรที่ ๖ และ ๗ ส่วนสูตรอื่นตรัสทั้งวัฏฏะและวิวัฏฏะรวมกัน พร้อมรวมรายชื่อพระสูตรทั้ง ๑๐ สูตรของวรรคนี้ ได้แก่ วิตักกสูตร สักการสูตร สัททสูตร จวมานสูตร โลกสูตร อสุภสูตร ธรรมสูตร อันธการสูตร มลสูตร และเทวทัตตสูตร จากนั้นเริ่มต้นวรรคที่ ๕ แห่งติกนิบาตทันที
- Page 557–564 ปสาทสูตรที่ ๑ และอรรถกถาต้น: ความเลื่อมใสอันเลิศ ๓ ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้ผลอันเลิศ พระพุทธองค์ตรัสว่าผู้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าผู้เลิศกว่าสรรพสัตว์ ในวิราคธรรมที่เลิศกว่าสังขตะและอสังขตะทั้งปวง และในอริยมรรคมีองค์ ๘ อันเลิศกว่าสังขตธรรมทั้งหลาย ย่อมได้รับผลอันเลิศตามไปด้วย อรรถกถาไขความศัพท์อัคคะว่าหมายถึงประเสริฐที่สุด และอธิบายเหตุที่พระรัตนตรัยได้ชื่อว่าเลิศเพราะไม่มีผู้เปรียบ ไม่มีผู้เสมอเหมือน และนำหิตสุขมาสู่มหาชนอย่างหาที่เปรียบมิได้
- Page 565–572 อรรถกถาปสาทสูตร ต่อ: อานิสงส์ความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย และเหตุที่พระสงฆ์เป็นนาบุญอันเลิศ อธิบายว่าความเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีทั้งที่เป็นโลกิยะให้ผลเป็นสุขในสัมปัตติภพ และที่เป็นโลกุตระซึ่งหมุนกลับวัฏทุกข์ พร้อมไขคุณบทของพระสงฆ์ เช่น อาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชลีกรณีโย และปุญญักเขตตัง อันเป็นนาบุญที่ไม่มีที่อื่นเทียบได้ ปิดท้ายด้วยคาถาว่าผู้ถวายทานแด่พระรัตนตรัยอันเลิศย่อมได้อายุ วรรณะ ยศ สุข และพละอันเลิศเจริญยิ่งขึ้นทุกวัน
- Page 573–576 ชีวิตสูตรที่ ๒ และอรรถกถา (เริ่ม): ชีวิตขอก้อนข้าวเป็นชีวิตต่ำทราม เหตุที่กุลบุตรออกบวชแสวงทางพ้นทุกข์ พระพุทธองค์ตรัสว่าการเลี้ยงชีพด้วยการขอก้อนข้าวเป็นชีวิตต่ำทรามที่โลกตำหนิ แต่กุลบุตรผู้ไม่ถูกภัยใดบีบคั้นยอมรับชีวิตนี้เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์ ส่วนผู้บวชแล้วยังมีจิตกำหนัดพยาบาทและไม่สำรวมอินทรีย์ ก็เปรียบเหมือนดุ้นฟืนเผาผีที่ใช้การไม่ได้ทั้งสองทาง อรรถกถาเริ่มเล่าที่มาว่าพระพุทธองค์ทรงแสดงสูตรนี้แก่ภิกษุใหม่ที่ถูกประณามเพราะพัวพันกับลาภสักการะที่นิโครธาราม
- Page 577–580 ชีวิตสูตรและอรรถกถา - ความเป็นอยู่ด้วยการขอก้อนข้าวเป็นชีวิตที่ต่ำทรามที่สุด เปรียบภิกษุทุศีลดุจดุ้นฟืนเผาศพ พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าการเลี้ยงชีพด้วยบิณฑบาตเป็นชีวิตต่ำต้อยที่สุด แต่กุลบุตรออกบวชเพื่อพ้นทุกข์ ผู้ยังมีอภิชฌา พยาบาท สติหลงลืม เปรียบเหมือนดุ้นฟืนเผาศพไฟไหม้ทั้งสองข้างใช้ประโยชน์ไม่ได้ทั้งบ้านและป่า อรรถกถาเล่าที่มาว่าภิกษุใหม่ถูกขับไล่เพราะส่งเสียงอึกทึกขณะรับลาภ จนท้าวมหาพรหมต้องมาทูลขอ
- Page 581–585 สังฆาฏิสูตรและอรรถกถา - เห็นธรรมชื่อว่าเห็นตถาคต แม้เกาะชายจีวรเดินตามก็ยังอยู่ไกลหากยังมีกิเลส แม้ภิกษุจะเกาะชายสังฆาฏิเดินตามพระพุทธเจ้าทุกฝีก้าว แต่หากยังมีอภิชฌา พยาบาท สติหลงลืม ก็ชื่อว่าอยู่ไกลพระองค์ ส่วนผู้ปราศจากกิเลสเหล่านี้แม้อยู่ไกลร้อยโยชน์ก็ชื่อว่าอยู่ใกล้ เพราะผู้เห็นธรรมย่อมชื่อว่าเห็นตถาคต อรรถกถาอ้างพุทธพจน์ที่ตรัสกับพระวักกลิเป็นหลักฐานยืนยัน
- Page 586–590 อัคคิสูตรและอรรถกถา - ไฟ ๓ กองคือราคะ โทสะ โมหะ และวิธีดับด้วยอสุภสัญญา เมตตา และปัญญา ไฟราคะเผาผู้กำหนัดในกาม ไฟโทสะเผาผู้มีจิตพยาบาท ไฟโมหะเผาผู้ลุ่มหลง เผาผลาญสัตว์ทั้งภพนี้ภพหน้าให้ตกนรก ส่วนผู้เจริญอสุภสัญญา เมตตา และปัญญา ย่อมดับไฟทั้งสามได้และปรินิพพานโดยไม่มีส่วนเหลือ อรรถกถาขยายความด้วยตัวอย่างเทวดามโนปโทสิกาและขิฑฑาปโทสิกาที่จุติเพราะโทสะและโมหะตามลำดับ
- Page 591–594 อุปปริกขยสูตรและอรรถกถา - วิธีพิจารณาจิตมิให้ฟุ้งซ่านออกนอกหรือหยุดนิ่งภายใน และเครื่องข้อง ๗ ประการ สอนวิธีเจริญวิปัสสนาให้จิตไม่ฟุ้งซ่านออกนอกอารมณ์กรรมฐานและไม่หยุดนิ่งเกียจคร้านอยู่ภายใน เมื่อภิกษุละเครื่องข้อง ๗ ประการ คือตัณหา ทิฏฐิ มานะ โกธะ อวิชชา กิเลส ทุจริต (หรืออนุสัย ๗ ตามอาจารย์บางเหล่า) ได้แล้ว ตัดตัณหาที่นำไปสู่ภพขาด สงสารคือชาติก็สิ้นไป ไม่มีภพใหม่
- Page 595–597 อุปปัตติสูตรและอรรถกถา - การเข้าถึงกาม ๓ ประเภท มนุษย์ เทวดานิมมานรดี และปรนิมมิตวสวัตดี จำแนกสัตว์ผู้บริโภคกาม ๓ จำพวก คือผู้มีกามปรากฏเฉพาะหน้าอย่างมนุษย์และเทวดาชั้นต่ำ เทวดาชั้นนิมมานรดีที่ยินดีในกามที่ตนเนรมิตเอง และเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดีที่ตกอยู่ในอำนาจกามที่ผู้อื่นเนรมิตให้ บัณฑิตพึงสละกามทั้งทิพย์และมนุษย์ ตัดกระแสตัณหาจึงปรินิพพานโดยไม่มีส่วนเหลือ
- Page 598–602 กามสูตรและอรรถกถา - กามโยคะและภวโยคะผูกสัตว์ไว้ในสงสาร ลำดับพระอริยบุคคลตามการละโยคะ จำแนกบุคคลตามกามโยคะและภวโยคะ ปุถุชนถึงพระสกทาคามียังมีทั้งสองโยคะจึงเวียนเกิดเวียนตาย พระอนาคามีละกามโยคะได้แล้วแต่ยังมีภวโยคะจึงไม่กลับมาสู่กามภพ ส่วนพระอรหันต์ละได้ทั้งสองโยคะจึงสิ้นอาสวะถึงฝั่งแล้วในโลก อรรถกถาอธิบายลำดับพระอริยบุคคลตามการละสังโยชน์อย่างละเอียด
- Page 603–614 กัลยาณสูตรและอรรถกถา - ศีลงาม ธรรมงาม ปัญญางามของพระอรหันต์ พร้อมไขความหมายคำว่าปาฏิโมกข์อย่างพิสดาร พระอรหันต์คือผู้สมบูรณ์ด้วยศีลงาม (สำรวมในปาฏิโมกข์) ธรรมงาม (เจริญโพธิปักขิยธรรม ๓๗) และปัญญางาม (ทำอาสวักขยญาณให้แจ้ง) อรรถกถาขยายความอย่างพิสดารถึงรากศัพท์และความหมายหลายมุมของคำว่าปาฏิโมกข์ ว่าเป็นเครื่องยังสัตว์ให้หลุดพ้นจากทุกข์ในสงสาร นับเป็นช่วงไขศัพท์เชิงภาษาศาสตร์ที่ยาวที่สุดในเนื้อหาช่วงนี้
- Page 615–620 ทานสูตรและอรรถกถา - ธรรมทานประเสริฐกว่าอามิสทานเสมอ ทั้งการให้ การแจกจ่าย และการอนุเคราะห์ เปรียบเทียบทาน การแจกจ่าย และการอนุเคราะห์สองแบบคืออามิสกับธรรม โดยธรรมทานประเสริฐกว่าเสมอเพราะนำสัตว์สู่การพ้นทุกข์ในวัฏฏะ อรรถกถาอธิบายว่าธรรมทานคือการแสดงกุศลอกุศลกรรมบถและอริยสัจให้แจ่มแจ้ง ส่วนอภัยทานถูกจัดสงเคราะห์เข้าในธรรมทานด้วยเช่นกัน
- Page 621–633 ธรรมสูตรและอรรถกถา - ผู้มีวิชชา ๓ จึงชื่อว่าพราหมณ์โดยธรรม ปิดท้ายวรรคที่ ๕ และติกนิบาตแห่งอิติวุตตกะ พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติผู้มีวิชชา ๓ คือ ปุพเพนิวาสานุสติญาณ (ระลึกชาติได้) ทิพยจักษุ/จุตูปปาตญาณ (เห็นสัตว์เวียนว่ายตามกรรม) และอาสวักขยญาณ (สิ้นอาสวะ) ว่าเป็นพราหมณ์ที่แท้จริง มิใช่ผู้อ้างตามคัมภีร์ อรรถกถาอธิบายละเอียดถึงสังวัฏฏกัปและวิวัฏฏกัป เป็นพระสูตรและอรรถกถาสุดท้ายที่ปิดวรรคที่ ๕ และติกนิบาตแห่งอิติวุตตกะ
- Page 634–644 จตุกนิบาต อิติวุตตกะ ๑.พราหมณสูตร: พระพุทธเจ้าทรงเป็นพราหมณ์โดยปรมัตถ์ ธรรมทานประเสริฐกว่าอามิสทาน สาวกเป็นบุตรผู้เกิดแต่ธรรม พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าพระองค์เป็นพราหมณ์แท้จริงเพราะลอยบาปได้หมด ไม่ใช่โดยชาติกำเนิด ทรงเปรียบทาน การแจกจ่าย การอนุเคราะห์ และการบูชาแต่ละคู่ว่าธรรมเป็นเลิศกว่าอามิส ภิกษุสาวกเป็นบุตรที่เกิดแต่พระโอษฐ์ อันธรรมนิรมิต เป็นทายาทธรรมไม่ใช่ทายาทอามิส อรรถกถาขยายความคำเรียกพระพุทธเจ้าว่าผู้ควรแก่การขอ มีพระหัตถ์บริสุทธิ์ ทรงเป็นนายแพทย์ผู้ยอดเยี่ยม
- Page 645–649 ๒.จัตตาริสูตร: ปัจจัย ๔ ที่มีน้อย หาได้ง่าย ไม่มีโทษ เป็นองค์แห่งความเป็นสมณะ ทรงแสดงว่าผ้าบังสุกุล คำข้าวที่ได้จากการเที่ยวบิณฑบาต การอยู่โคนไม้ และมูตรเน่า เป็นปัจจัย ๔ ที่หาง่ายและไม่มีโทษ ภิกษุผู้สันโดษด้วยปัจจัยเหล่านี้ย่อมไม่มีความคับแค้นใจ ไปได้ทุกทิศโดยไม่ถูกกระทบกระทั่ง อรรถกถาอธิบายว่าความมักน้อยและสันโดษเป็นรากฐานของสมถะและวิปัสสนาภาวนา
- Page 650–655 ๓.ชานสูตร: อาสวะสิ้นไปเพราะรู้เห็นอริยสัจ ๔ ตามจริง ไม่ใช่เพราะความรู้ทางโลก พระพุทธเจ้าตรัสว่าอาสวะสิ้นไปเฉพาะแก่ภิกษุผู้รู้เห็นทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรคตามจริง ไม่ใช่เพราะความรู้เชิงช่างหรือวิชาชีพอย่างเวชกรรม อรรถกถาอธิบายปัจจเวกขณญาณ ๔ (ปฐมญาณ อัญญินทรีย์ วิมุตติญาณ ญาณในความสิ้นสังโยชน์) และย้ำว่าธรรมนี้สำเร็จได้ด้วยความเพียร ไม่ใช่ของคนเกียจคร้าน
- Page 656–657 ๔.สมณสูตร: ผู้ไม่รู้แจ้งอริยสัจ ๔ ไม่ควรเรียกว่าสมณะหรือพราหมณ์ แม้บวชหรือเกิดในตระกูลพราหมณ์ สมณะหรือพราหมณ์ที่ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และมรรค พระพุทธเจ้าไม่ทรงยกย่องว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์ที่แท้จริง แม้เพียงบวชหรือเกิดในตระกูล ส่วนผู้รู้แจ้งเท่านั้นจึงถึงพร้อมด้วยเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ พ้นจากชาติชรา
- Page 658–665 ๕.สีลสูตร: คุณค่าของการเห็น ฟัง เข้าใกล้ และบวชตามภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ สามารถแนะนำสั่งสอนผู้อื่นได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าการเห็น ฟัง เข้าใกล้ ระลึกถึง หรือบวชตามภิกษุเช่นนี้มีอุปการะมาก อรรถกถายกตัวอย่างพระเถระในอดีตที่มีผู้บวชตามนับแสนถึงหลายร้อยโกฏิ เช่น พระมหากัสสปะและพระมหินทเถระผู้เผยแผ่พุทธศาสนาในลังกา
- Page 666–668 ๖.ตัณหาสูตร: แดนเกิดตัณหา ๔ อย่าง (จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ ภวาภวะ) ตัณหาที่เกิดขึ้นแก่ภิกษุมีที่เกิด ๔ อย่างคือ เพราะจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ หรือเพราะความเจริญ-เสื่อมของสมบัติ (ภวาภวะ) อรรถกถาเปรียบตัณหาเป็นเพื่อนที่พาสัตว์ท่องเที่ยวในสงสารไม่รู้จบเหมือนพรานตีผึ้งล่อสัตว์ ภิกษุผู้รู้โทษของตัณหาว่าเป็นบ่อเกิดทุกข์จึงพึงเว้นรอบด้วยสติ
- Page 669–677 ๗.พรหมสูตร: มารดาบิดาคือพรหม บุรพเทวดา บุรพาจารย์ และอาหุไนยบุคคลของบุตร ตระกูลใดที่บุตรบูชามารดาบิดาในเรือน ตระกูลนั้นชื่อว่ามีพรหมและบุรพเทวดาประจำบ้าน เพราะมารดาบิดามีอุปการะมาก ถนอมเลี้ยงและสอนโลกแก่บุตรเสมือนพรหมมีพรหมวิหาร ๔ อรรถกถาอธิบายละเอียดว่าแม้บุตรจะแบกพ่อแม่ไว้บนบ่าปรนนิบัติตลอดร้อยปีก็ยังไม่ชื่อว่าตอบแทนคุณได้ครบ เว้นแต่จะชักชวนให้ท่านตั้งมั่นในศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา
- Page 678–681 ๘.พหุการสูตร: คฤหัสถ์และบรรพชิตต่างอาศัยกันด้วยอามิสทานและธรรมทานเพื่อถึงที่สุดแห่งทุกข์ พราหมณ์และคฤหบดีมีอุปการะมากแก่ภิกษุด้วยการถวายปัจจัย ๔ ภิกษุจึงควรตอบแทนด้วยการแสดงธรรมอันงามให้บริสุทธิ์บริบูรณ์แก่คฤหัสถ์ ทั้งสองฝ่ายต่างอาศัยกันประพฤติพรหมจรรย์เพื่อสลัดโอฆะและทำที่สุดทุกข์โดยชอบ แสดงความสัมพันธ์พึ่งพากันระหว่างชุมชนสงฆ์กับฆราวาส
- Page 682–684 ๙.กุหนาสูตร: ภิกษุหลอกลวง ใจกระด้าง ประจบประแจง ไม่นับว่าเป็นสาวกแท้ ไม่งอกงามในธรรมวินัย ภิกษุที่หลอกลวง มีใจกระด้าง ประจบประแจง มีกิเลสดุจเขาสัตว์และไม้อ้อ ใจไม่ตั้งมั่น พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ใช่คนของพระองค์และห่างไกลจากธรรมวินัยแม้จะบวชอุทิศพระองค์ก็ตาม ส่วนภิกษุที่ซื่อตรง ถ่อมตน ใจตั้งมั่นดี จึงจะเจริญงอกงามในธรรมที่ทรงแสดงจนถึงอรหัตผล
- Page 685–690 ๑๐.ปุริสสูตร: อุปมาบุรุษถูกกระแสตัณหาพัดไปสู่ห้วงน้ำอันตราย ต้องว่ายทวนกระแสด้วยเนกขัมมะและความเพียรจึงถึงฝั่งนิพพาน ทรงเปรียบตัณหาเป็นกระแสน้ำที่พัดบุรุษไปสู่ห้วงน้ำมีคลื่น น้ำวน และรากษส (แทนโอรัมภาคิยสังโยชน์ กามคุณ ๕ และมาตุคาม) บุรุษผู้มีปัญญา (แทนพระพุทธเจ้า) ชี้ทางให้ว่ายทวนกระแสด้วยเนกขัมมะและความเพียร อรรถกถาขยายความละเอียดว่าตัณหาเหมือนกระแสแม่น้ำใน ๔ ลักษณะคือ ไหลตามลำดับ ไหลไม่ขาดสาย ทำให้จมลง และข้ามได้ยาก เนื้อหาขยายต่อเนื่องเกินหน้า 690
- Page 691–694 อรรถกถาปุริสสูตร ตอนต้น: อุปมาห้วงน้ำ คลื่น น้ำวน รากษส และความหมายอายตนะภายใน ๖ อรรถกถาขยายความอุปมาในปุริสสูตรอย่างละเอียด ห้วงน้ำเบื้องล่างคือสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ คลื่นคือความโกรธและความคับแค้นใจ น้ำวนคือกามคุณ ๕ รากษสคือมาตุคามผู้ล่อลวงบุรุษให้พินาศดุจผีเสื้อน้ำจับกินสัตว์ อธิบายความหมายคำว่าอายตนะ ๕ นัย ทั้งเป็นที่เกิด ที่ขยายความน่าชื่นใจ และนำไปสู่วัฏฏะอันยาวไกล เพื่อชี้ให้เห็นว่าจักษุเป็นต้นเป็นที่ตั้งของตัณหาอย่างแท้จริง
- Page 695–698 อรรถกถาปุริสสูตร ตอนท้าย: กระแสตัณหา ๔ ลักษณะ เนกขัมมะ และการข้ามพ้นถึงฝั่งนิพพาน อธิบายว่ากระแสตัณหาคล้ายกระแสน้ำใน ๔ ลักษณะ คือไหลหลั่งตามลำดับ ไหลทะยอยไม่ขาดสาย ทำให้จมลง และข้ามได้ยาก เนกขัมมะคือการบรรพชา ฌาน วิปัสสนา และนิพพาน เป็นเครื่องทวนกระแสตัณหา เปรียบพระพุทธเจ้าดุจบุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่ฝั่งนอกคือพระนิพพาน ทรงชี้โทษของตัณหาด้วยพระมหากรุณา ผู้เชื่อฟังปฏิบัติตามย่อมข้ามพ้นถึงฝั่งได้เช่นเดียวกับผู้ว่ายทวนน้ำสำเร็จ
- Page 699–704 จรสูตรและอรรถกถา ว่าด้วยวิตกอกุศล ๓ ในทุกอิริยาบถ ภิกษุที่ปล่อยให้กามวิตก พยาบาทวิตก หรือวิหิงสาวิตกเกิดขึ้นในทุกอิริยาบถ (เดิน ยืน นั่ง นอน ตื่น) แล้วไม่ละ ไม่บรรเทา ชื่อว่าเกียจคร้านไร้ความเพียร ส่วนผู้ระงับวิตกเหล่านั้นได้ทุกขณะชื่อว่าผู้มีใจเด็ดเดี่ยวควรแก่การบรรลุสัมโพธิญาณ อรรถกถาอธิบายความหมายของ อธิวาเสติ (การปล่อยให้วิตกพักอาศัย) และขั้นตอนการละกิเลสด้วยความเพียรและสติ
- Page 705–712 สัมปันนสูตรและอรรถกถา ตอนต้น: ศีลสมบูรณ์เป็นฐานสำหรับละนิวรณ์ ๕ พระพุทธเจ้าตรัสให้ภิกษุถึงพร้อมด้วยศีลและปาติโมกขสังวรเป็นเบื้องต้น จากนั้นต้องละอภิชฌา พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉาในทุกอิริยาบถ จึงชื่อว่ามีความเพียรตลอดกาล อรรถกถาอธิบายความหมายศีลสมบูรณ์ ๓ นัย และนิยามนิวรณ์ ๕ อย่างละเอียด พร้อมเริ่มแสดงว่าอโยนิโสมนสิการเป็นเหตุก่อนิวรณ์และโยนิโสมนสิการเป็นเหตุละนิวรณ์
- Page 713–721 อรรถกถาสัมปันนสูตร ตอนกลาง-ท้าย: ธรรม ๖ ประการสำหรับละนิวรณ์แต่ละข้อ อรรถกถาแจกแจงวิธีปฏิบัติเพื่อละนิวรณ์แต่ละอย่างอย่างละ ๖ ข้อ เช่น ละกามฉันท์ด้วยอสุภนิมิตและสำรวมอินทรีย์ ละพยาบาทด้วยเมตตาภาวนาและพิจารณากรรมเป็นของตน ละถีนมิทธะด้วยรู้ประมาณอาหารและเปลี่ยนอิริยาบถ ละอุทธัจจกุกกุจจะและวิจิกิจฉาด้วยความเป็นพหูสูตและมีกัลยาณมิตร ทุกข้อเน้นความเพียร สติ และปัญญาเป็นเครื่องข่มและตัดขาดนิวรณ์ตามลำดับมรรค
- Page 722–725 โลกสูตร ว่าด้วยพระตถาคตตรัสรู้โลกพร้อมเหตุเกิดและความดับ พระตถาคตตรัสรู้โลก เหตุเกิดโลก ความดับโลก และปฏิปทาให้ถึงความดับโลกอย่างสมบูรณ์ สิ่งใดที่โลกทั้งปวงเห็น ฟัง รู้แจ้งแล้ว พระองค์ทรงตรัสรู้สิ่งนั้นทั้งหมด ตรัสอย่างใดทำอย่างนั้น ทำอย่างใดตรัสอย่างนั้น จึงได้พระนามว่าตถาคต ทรงครอบงำโลกทั้งปวงโดยไม่มีผู้ใดครอบงำพระองค์ได้ ปิดท้ายด้วยคาถาสรรเสริญพระพุทธคุณว่าทรงเป็นผู้หลุดพ้น สงบ และข้ามพ้นแล้วอย่างยอดเยี่ยม
- Page 726–739 อรรถกถาโลกสูตร: ความหมายของโลกและนิรุกติศัพท์คำว่าตถาคต อรรถกถาอธิบายว่าโลกในที่นี้หมายถึงทุกขอริยสัจ คือขันธ์ ๕ อันย่อยยับไปเป็นธรรมดา และไขความคำว่าตถาคตอย่างพิสดารหลายนัย เช่น เสด็จถึงสัจจะ ตรัสอย่างใดทำอย่างนั้น ทรงครอบงำสัตวโลกทั้งปวง และทรงเป็นดุจยาทิพย์ขจัดพิษกิเลส พร้อมอธิบายศัพท์สเทวกะ สมารกะ สพรหมกะที่ครอบคลุมสัตว์ทุกภพภูมิ แสดงให้เห็นว่าพระสัพพัญญุตญาณหยั่งรู้อารมณ์ทุกอย่างในจักรวาลอันหาประมาณมิได้โดยไม่มีเหลือ
- Page 740 จบจตุกนิบาตและจบอิติวุตตกะ พร้อมสรุปรายชื่อพระสูตรในวรรค สรุปว่าในจตุกนิบาตนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวัฏฏะไว้ในสูตรที่ ๖-๗ ตรัสวิวัฏฏะไว้ในสูตรที่ ๑-๓ และ ๑๒-๑๓ ส่วนสูตรที่เหลือตรัสทั้งวัฏฏะและวิวัฏฏะ ปิดท้ายด้วยการประกาศจบอรรถกถาจตุกนิบาต อิติวุตตกะ อรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อปรมัตถทีปนี และรวมรายชื่อพระสูตรทั้ง ๑๓ สูตรในวรรคนี้ ก่อนประกาศ "จบอิติวุตตกะ" อันเป็นการปิดคัมภีร์อิติวุตตกะทั้งเล่มอย่างสมบูรณ์
- Page 741–742 อวสานกถา: คำลงท้ายอรรถกถาอิติวุตตกะโดยพระธรรมปาลาจารย์ ปิดท้ายเล่ม ๔๕ คาถาปิดท้าย (อวสานกถา) ที่พระธรรมปาลาจารย์ผู้แต่งอรรถกถาปรมัตถทีปนีประพันธ์ไว้ กล่าวถึงพระอรหันต์ผู้ร้อยกรองพระสูตร ๑๑๒ สูตรของอิติวุตตกะ และการแต่งอรรถกถานี้จบสมบูรณ์ด้วยภาณวารประมาณ ๓๘ ภาณวาร พร้อมคำอธิษฐานให้พระศาสนาดำรงอยู่ตลอดกาล เป็นการปิดท้ายทั้งอรรถกถาอิติวุตตกะและเล่ม ๔๕ อย่างสมบูรณ์ ข้อความปิดท้ายจริงคือ "อรรถกถาอิติวุตตกะ ที่ข้าพเจ้า พระธรรมปาลาจารย์ วัดท่าพุทรา แต่งไว้จบลงแล้ว ด้วยประการดังนี้แล"
Page 1–50
Page 51–100
Page 101–150
Page 151–200
Page 201–250
Page 251–300
Page 301–350
Page 351–400
Page 401–450
Page 451–500
Page 501–550
Page 551–600
Page 601–650
Page 651–700