กระแสภวตัณหา ผู้เข้าถึงวัฏฏะอันเป็นบ่วงแห่งมารเนือง ๆ ไม่ตรัสรู้ธรรมนี้ได้
โดยง่าย. ในบทเหล่านั้นบทว่า มารเธยฺยานุปฺปนฺเนภิ ผู้เข้าถึงวัฏฏะอันเป็น
บ่วงแห่งมารเนือง ๆ คือ เข้าถึงวัฏฏะอันเป็นไปในภูมิ ๓.
พึงทราบการเชื่อมความในคาถาหลังว่าใครหนอ นอกจากพระอริยเจ้า
ย่อมควรรู้บทคือนิพพานที่ตรัสรู้ไม่ได้ง่ายนักอย่างนี้. บทนั้นมีอธิบายดังนี้
นอกจากพระอริยเจ้าแล้ว คนอื่นใครหนอ ควรจะรู้บทคือนิพพานอันเป็นบทที่ พระอริยเจ้าทั้งหลายเป็นผู้ไม่มีอาสวะตามลำดับ เพราะรู้โดยชอบด้วยอริยมรรค ที่ ๔ ย่อมปรินิพพานด้วยการดับกิเลส หรือเป็นผู้ไม่มีอาสวะเพราะรู้โดยชอบ
ย่อมปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุในที่สุด. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยัง
เทศนาให้จบลงด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัต.
บทว่า อตฺตมนา คือมีใจยินดี. บทว่า อภินนฺทุํ คือชื่นชม. บทว่า อิมสฺมึ จ ปน เวยฺยากรณสฺมึ คือ ไวยากรณภาษิตที่ ๑๖ นี้. บทว่า ภญฺมาเน คือ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส. บทที่เหลืออปรากฏชัด
แล้ว. ในเพราะไวยากรณภาษิต ๑๖ วาระแม้ทั้งหมดอย่างนี้จิตของภิกษุเก้าร้อย
รูป แบ่งเป็นพวก ๆ ประมาณหกสิบ หกสิบ เกินกว่าหกสิบ พ้นจากอาสวะ
เพราะไม่ถือมั่น. ก็ในสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงสัจธรรม ๑๖ ครั้ง
ครั้งละ ๔ รวมเป็น ๖๔ ครั้งด้วยไวยากรณภาษิต โดยประการต่าง ๆ ด้วย ประการฉะนี้.
จบอรรถกถาทวยตานุปัสสนาที่ ๑๒ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย