ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
ฉบับ มมร. · เล่ม ๔๗ · หน้า ๔๕๒ · ข้อ 360
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสสองคาถา โดยนัยที่กล่าวแล้วใน

กสิภารทวาชสูตร. แต่นั้นพราหมณ์ไม่เข้าใจความแห่งคาถาอย่างนี้ว่า พระ-

ตถาคตนี้ ไม่ปรารถนาด้วยตนเอง ยังกล่าวหมายถึงผู้อื่นว่า ท่านจงบำรุง พระขีณาสพผู้บริบูรณ์ด้วยคุณทั้งปวง ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ผู้สงบความคะนอง แล้วด้วยข้าวน้ำเถิด ประสงค์จะรู้ความนั้นจึงทูลว่า สาธาหํ ภควา ข้าแต่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอประทานวโรกาส.

ในบทเหล่านั้น บทว่า สาธุ เป็นนิบาตลงในอรรถว่าวิงวอน. บทว่า ตถา คือโดยประการที่พระองค์ตรัส. บทว่า วิชญฺํ แปลว่า พึงรู้. บทว่า ยํ ได้แก่ แสวงหาผู้เป็นทักขิไณยบุคคลในกาลแห่งยัญ. บทว่า ปปฺปุยฺย แปลว่า ถึงแล้ว. บทว่า ตว สาสนํ ได้แก่ โอวาทของท่าน. ท่านอธิบาย ไว้ว่า พราหมณ์ทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอประทานวโรกาสข้าพระองค์ ถึงคำสั่งสอนของพระองค์แล้ว พึงรู้แจ่มแจ้งอย่างที่พระองค์บอกแต่ข้าพระองค์ ขอพระองค์จงทรงแสดงทักขิไณยบุคคล ผู้พึงบริโภคทักษิณาของบุคคลเช่น ข้าพระองค์ ที่ข้าพระองค์จะพึงแสวงหาบำรุงอยู่ในกาลแห่งยัญ แก่ข้าพระองค์ เถิด หากพระองค์จะไม่บริโภค.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงทักขิไณยบุคคลเห็น ปานนั้นแก่พราหมณ์ตามนัยที่ปรากฏแล้ว จึงตรัสสองคาถาว่า สารมฺภา ยสฺส นอบน้อมผู้ปราศจากความแข่งดี ดังนี้เป็นต้น

ในบทเหล่านั้น บทว่า สีมา ในบทว่า สีมนฺตานํ วิเนตารํ ได้แก่ มารยาทอันเป็นความประพฤติของคนดี กิเลสทั้งหลายท่านกล่าวว่า สีมนฺตา

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๒๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้