ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
ฉบับ มมร. · เล่ม ๑๒ · หน้า ๑๔๒ · ข้อ 274
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

ผู้มีพระภาคเจ้าทรงบันลือสีนาทหอย่างนี้แล้ว จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ดูก่อน กัสสปะ มรรคย่อมมีเพื่อรู้ความไม่วิปริตแห่งสีหนาทนั้น.

บรรดาคำเหล่านั้นคำว่า มรรค คือโลกุตตรมรรค. คำว่า ปฏิปทา คือ

ข้อปฏิบัติเบื้องต้น. คำว่า พูดถูกกาล เป็นต้น พรรณนาไว้แล้วในพรหมชาล-

สูตร. บัดนี้ เมื่อจะแสดงมรรคและปฏิปทาทั้งสองเป็นอันเดียวกัน จึงตรัส

คำเป็นต้นว่า (มรรคประกอบด้วยองค์ ๘) อันประเสริฐนี้.

ก็แลอเจละ ได้ฟังคำนี้แล้วจึงคิดว่า พระสมณโคดม สำคัญว่า มรรคและปฏิปทามีอยู่แก่เราเท่านั้น ไม่มีแก่คนอื่น จึงสำคัญว่า เอาเถิด เรา จักกล่าวมรรคของเราทั้งหลาย แก่พระสมณโคดมนั้น. ลำดับนั้น จึงกล่าว

ถึงปฏิปทาของอเจลกะ. เมื่อ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสอย่างนี้แล้ว อเจล-

กัสสปะ จึงกราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า แม้การบำเพ็ญตปะเหล่านี้แล ฯลฯ ประกอบด้วยการขวนขวาย ในการลงอาบน้ำอยู่.

ในคำเหล่านั้น คำว่า "การบำเพ็ญตปะ" หมายความว่า ปรารภตปะ

ตปะ. คำว่า นับว่าความเป็นสมณะ คือนับว่า การงานของสมณะ. คำว่า

นับว่าความเป็นพราหมณ์ คือนับว่า การงานของพราหมณ์. คือ อเจลก หมายความว่า ไม่มีผ้านุ่งห่ม อธิบายว่า เป็นคนเปลือย. คำว่า ไร้มรรยาท

คือทอดทิ้งมรรยาท. ในมรรยาททั้งหลายมีการถ่ายอุจจาระเป็นต้นเขาเว้นจาก

มรรยาทของกุลบุตรชาวโลก ยืนถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ เคี้ยว และกิน. คำว่า เลียมือ คือเมื่อก้อนข้าวในมือหมดแล้ว ก็เลียมือด้วยลิ้น. หรือถ่าย

อุจจาระก็เอามือเช็ดก้นแทนไม้. เขากล่าวว่า พระคุณเจ้า นิมนต์มารับภิกษา

ก็ไม่มา ฉะนั้น จึงชื่อว่าพระคุณเจ้าไม่มา. ก็แล แม้เขากล่าวว่า พระผู้เป็น เจ้าจงหยุด ก็ไม่หยุด ฉะนั้นจึงชื่อว่าพระคุณเจ้าไม่หยุด. ได้ยินว่า เขาคิด ว่า คำของผู้นี้ จักเป็นอันกระทำแล้ว จึงไม่ทำทั้ง ๒ อย่าง.