ป. หามิได้พระเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้ารู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาค
เจ้าทรงแสดงแล้ว ด้วยอาการอย่างนี้แล.
พ. เพราะเหตุที่ภิกษุมีสกสัญญา คือออกจากปฐมฌานนั้นแล้ว มี
สัญญาในทุติยฌานโน้น ออกจากทุติยฌานนั้นแล้ว มีสัญญาในตติยฌานโน้น โดยลำดับไปถึงยอดสัญญา เมื่อเธอตั้งอยู่ในยอดสัญญา มีความคำนึงอย่างนี้ว่า เมื่อเราจำนงอยู่ ไม่ดีเลย เมื่อไม่จำนงอยู่ ดีกว่า ถ้าแลว่าเราพึงจำนง พึงมุ่ง- หวัง อากิญจัญญายตนสัญญานี้ของเราพึงดับ และสัญญายาบอย่างอื่นพึงเกิด ขึ้น มิฉะนั้นเราไม่ควรจำนง ไม่ควรมุ่งหวัง. จึงไม่จำนงด้วย. ทั้งไม่มุ่งหวัง ด้วย เมื่อไม่จำนงอยู่ ไม่มุ่งหวังอยู่ อากิญจัญญายตนสัญญานั้น ย่อมดับด้วย ทั้งสัญญาหยาบอย่างอื่นย่อมไม่เกิดขึ้นด้วย เธอย่อมถึงสัญญานิโรธ. สัญญา- นิโรธสมาบัติของภิกษุผู้มีสัมปชัญญะโดยลำดับ ย่อมมีอย่างนี้แล.
[๒๘๗] พ. ท่านจงรับไว้ด้วยดีอย่างนี้เถิด.
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติยอดสัญญาอย่างเดียวเท่านั้น หรือ
ว่าทรงบัญญัติยอดสัญญาเป็นอันมาก พระเจ้าข้า.
พ. เราบัญญัติยอดสัญญาอย่างเดียวก็มี มากก็มี.
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติยอดสัญญาอย่างเดียวก็มีนั้นอย่างไร
ที่ว่ามากก็มีนั้นอย่างไร พระเจ้าข้า.
พ. ภิกษุถึงสัญญานิโรธฉันใด ๆ เราบัญญัติยอดสัญญาฉันนั้น ๆ เรา
บัญญัติยอดสัญญาอย่างเดียวก็มี มากก็มี อย่างนี้แล.
[๒๘๘] ป. พระเจ้าข้า สัญญาเกิดก่อน ญาณเกิดทีหลัง หรือว่า ทั้ง สัญญาทั้งญาณเกิดไม่ก่อนไม่หลังกัน.
พ. สัญญาแลเกิดก่อน ญาณเกิดทีหลัง ก็เพราะสัญญาเกิดขึ้น ญาณ