ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
ฉบับ มมร. · เล่ม ๑๒ · หน้า ๑๘๕ · ข้อ 313
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

พวกเดียรถีย์ได้ฟังนิโรธกถานั้นแล้วพากันประชุมกล่าวว่า นัยว่า พระโคดม ผู้เจริญทรงแสดงกถาชื่อนิโรธ แม้พวกเราก็จักแสดง. ด้วยเหตุนั้นท่านจึง กล่าวว่า กถาได้เกิดแล้วในอภิสัญญานิโรธ ดังนี้.

บทว่า ตเตฺรกจฺเจ ความว่า ในบรรดาสมณพราหมณ์นั้น บางพวก.

ก็ในเรื่องนี้ บรรพชิตในลัทธิเดียรถีย์ภายนอกคนแรกบางคนเห็น โทษในความเป็นไปของจิต เจริญสมาบัติว่า ความไม่มีจิตสงบแล้ว จุติจาก โลกนี้ไปตกอยู่ในอสัญญีภพสิ้น ๕๐๐ กัลป์ ก็มาเกิดในโลกนี้อีก เมื่อไม่เห็น ความเกิดขึ้นของสัญญาและเหตุในความดับของคนนั้น จึงกล่าวว่า ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย.

คนที่สองปฏิเสธคำกล่าวนั้น ถือเอาความที่มิคสิงคิดาบส ไม่มีสัญญา จึงกล่าวว่า มาสู่บ้าง ไปปราศบ้าง. นัยว่า มิคสิงคิดาบสสมีตบะร้อน มีตบะ กล้า มีอินทรีย์ตั้งมั่นอย่างยิ่ง. ด้วยเดชแห่งศีลของดาบสนั้น ทำให้วิมานของ

ท้าวสักกะร้อนได้. ท้าวสักกะเทวราช ทรงคิดว่า ดาบสต้องการตำแหน่ง

ท้าวสักกะหนอแล จึงส่งเทพกัญญา นามว่า อลัมพุสา ด้วยเทพบัญชาว่า เธอ

จงมาทำลายตบะของดาบส. เทพกัญญานั้น ไปแล้วในที่นั้น. ดาบสเห็นเทพ-

กัญญาในวันแรก ก็หลีกไปสู่บรรณศาลา.

ในวันที่สอง ดาบสถูกนีวรณ์คือกามฉันทะกลุ้มรุม จึงจับมือเทพกัญ-

ญานั้น. ดาบสนั้นถูกต้องทิพย์สัมผัสนั้น ก็สิ้นสัญญา ต่อเมื่อล่วงไปสามปี

จึงกลับได้สัญญา. เขาเห็นมิคสิงคิดาบสนั้นแล้วมีความเห็นแน่วแน่สำคัญว่า

ออกจากนิโรธโดยล่วงไปสามปี จึงกล่าวอย่างนั้น.

คนที่สามปฏิเสธคำกล่าวของคนที่สองนั้น มุ่งถึงการประกอบอาถรรพณ์ จึงกล่าวว่าสวมใส่บ้าง พรากออกบ้าง ดังนี้. ได้ยินว่า พวกอาถรรพณ์