ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
ฉบับ มมร. · เล่ม ๑๒ · หน้า ๒๘๕ · ข้อ 385
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า บุรุษผู้มีกำลัง เป็นอาทิ. เมื่อตรัสว่า เมตฺตา ในบทว่า เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา นี้ ควรทั้งอุปจาร ทั้งอัปปนา. แต่เมื่อ ตรัสว่า เจโตวิมุตฺติ ควรแก่อัปปนาอย่างเดียว. บทว่ากรรมที่ทำพอประมาณ อันใด หมายความว่า ขึ้นชื่อว่ากรรมที่พอประมาณท่านกล่าวว่า เป็นกามา-

วจรกรรม. กรรมที่ทำไว้หาประมาณมิได้ ท่านกล่าวว่า เป็นรูปาวจรกรรม

และอรูปาวจรกรรม ท่านกล่าวว่า กรรมที่ทำหาประมาณมิได้ เพราะล่วง ประมาณแล้วทำให้เจริญด้วยอำนาจการแพร่ไปในทิศที่เจาะจงและไม่เจาะจง. บทว่า กรรมนั้น ไม่เหลือ ไม่ตั้งอยู่ ในรูปาวจรกรรมและอรูปาวจรกรรม นั้น อธิบายว่า กรรมที่เป็นกามาวจรนั้น ไม่หยุด ไม่ตั้งอยู่ ในกรรม

อันเป็นรูปาวจรและอรูปาวจรนั้น. ท่านอธิบายไว้อย่างไร. อธิบายว่า กรรม

เป็นกามาวจรนั้น ไม่สามารถเพื่อจะข้อง หรือเพื่อตั้งอยู่ในระหว่างกรรม อันเป็นรูปาวจรและอรูปาวจรนั้นได้ หรือเพื่อจะแพร่กรรมอันเป็นรูปาวจร และอรูปาวจรแล้วควบคุม ถือโอกาสของตนตั้งอยู่ได้ โดยที่แท้ กรรมอันเป็น รูปาวจรและอรูปาวจรนั้นแหละจะแพร่ไป แล้วควบคุมไว้ซึ่งกามาวจรกรรม ถือโอกาสของตนตั้งอยู่ เหมือนห้วงน้ำใหญ่ ท่วมท้นน้ำนิดหน่อยออกไป ตั้งอยู่ ฉะนั้น ย่อมห้ามวิบากของกรรมอันเป็นกามาวจรนั้น นำเข้าสู่ความ เป็นผู้อยู่ร่วมกับพรหมด้วยตนเอง ดังนี้. บทว่า ภิกษุมีธรรมเป็นเครื่องอยู่ อย่างนี้ คือ มีธรรมเครื่องอยู่ มีเมตตาเป็นต้น อย่างนี้.

บทว่า ข้าพระองค์ทั้งสอง ขอถึงพระโคดมผู้เจริญเป็นสรณะ นี้

เป็นการถึงสรณะครั้งที่สองของมาณพทั้งสองนั้น. ก็มาณพทั้งสองนั้น ฟัง

วาเสฏฐสูตร ในมัชณิมปัณณาสก์แล้ว ถึงสรณะเป็นครั้งแรก ฟัง เตวิชชสูตร นี้แล้ว ถึงสรณะเป็นครั้งที่สอง ล่วงไป ๒-๓ วัน ได้บรรพชาแล้วได้