ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
ฉบับ มมร. · เล่ม ๑๒ · หน้า ๑๙๔ · ข้อ 313
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

จะทูลอรรถนั้นเทียว จึงทูลว่า พระเจ้าข้า สัญญาหนอแลเป็นตนของบุรุษดังนี้ เป็นต้น ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือมติเล็กน้อยของปริพาชกนั้น มีพระประสงค์จะพยากรณ์ จึงตรัสว่า ก็เธอปรารถนาตนอย่างไร เป็นต้น. โดยที่ปริพาชกนั้น เป็นผู้มีลัทธิอย่างนี้ว่า ตนไม่มีรูป จึงคิดว่า พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าทรงฉลาดดีในการแสดงพระองค์คงไม่กำจัดลัทธิของเราตั้งแต่ต้นเทียว เมื่อจะนำลัทธิของตน จึงทูลว่า อันหยาบแลเป็นต้น. ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า จะทรงแสดงโทษในลัทธินั้นแก่ปริพาชกนั้น จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ก็ตนของ เธอหยาบ ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ สนฺตํ ความว่า ครั้นเมื่อเป็นอย่างนั้น.

จริงอยู่คำนั้นเป็นทุติยาวิภัตติลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ. อีกอย่างหนึ่งใน

บทนี้ว่า ครั้นเมื่อเป็นเช่นนั้น เมื่อเธอปรารถนาตนมีอรรถดังนี้. ท่านกล่าวว่า ก็เพราะความที่ขันธ์ ๔ เกิดพร้อมกับดับพร้อมกัน สัญญาใดเกิด สัญญานั้นดับ ก็เพราะอาศัยกันและกัน สัญญาอื่นเกิด และสัญญาอื่นดับ.

บัดนี้ ปริพาชกเมื่อจะแสดงลัทธิอื่น จึงกล่าวคำว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ข้าพระองค์ปรารถนาตนอันสำเร็จด้วยใจแล ดังนี้เป็นต้น ครั้นแม้ ในลัทธินั้นให้โทษแล้ว ถือลัทธิอื่น ละลัทธิอื่น เมื่อจะกล่าวลัทธิของตนใน บัดนี้ จึงทูลว่า ไม่มีรูปแล ดังนี้เป็นต้น เหมือนคนบ้าถือสัญญาอื่น สละสัญญา อื่นตราบเท่าที่สัญญาของเขาไม่ตั้งมั่น แต่จะกล่าวคำที่ควรกล่าวในกาลที่มี

สัญญาตั้งมั่น. ในลัทธิแม้นั้น เพราะเขาปรารภความเกิดและความดับแห่ง

สัญญา แต่สำคัญตนว่าเที่ยง เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดง โทษแก่ปริพาชกอย่างนั้น จึงตรัสว่า ครั้นเป็นอย่างนั้น เป็นต้น. ลำดับนั้น ปริพาชกไม่รู้ตนต่าง ๆ นั้นแม้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส เพราะความที่ตนถูก