ถูกขัดขวาง ด้วยบทว่า ไม่ชักช้า ไม่อ้ำอึ้ง ดังนี้. ท่านอธิบายว่า การขัด ขวางญาณของบุรุษนั้นพึงมีได้ ด้วยอำนาจถูกมารดลใจเป็นต้น ด้วยเหตุนั้น บุรุษนั้นพึงชักช้าหรืออ้ำอึ้ง แต่พระสัพพัญญุตญาณไม่ถูกขัดขวาง ใคร ๆ ไม่ สามารถทำอันตรายแด่พระสัพพัญญุตญาณนั้นได้.
บทว่า อุลฺลุมฺปตุ ภวํ โคตโม ได้แก่ ขอพระโคดมผู้เจริญโปรด ยกขึ้น.
บทว่า พฺราหฺมณึ ปชํ หมายถึง เด็กของพราหมณ์. อธิบายว่า ขอ พระโคดมผู้เจริญโปรดยกพราหมณ์และบุตรของพราหมณ์ขึ้นจากทางอบาย
แล้วให้ดำรงอยู่ในทางพรหมโลกเถิด. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระ-
ประสงค์จะแสดงถึงการอุบัติแห่งพระพุทธเจ้า แล้วทรงแสดงทางไปพรหม โลกมีเมตตาวิหารธรรม เป็นต้น พร้อมด้วยข้อปฏิบัติเบื้องต้นแก่เขา จึงตรัส คำเป็นอาทิว่า ดูก่อนวาเสฏฐะ ถ้ากระนั้น เธอจงฟัง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พระตถาคต ทรงอุบัติในโลกนี้ เป็นอาทิ ในสูตรนั้น ท่านกล่าวไว้พิสดารแล้ว ในสามัญญผลสูตร. ข้อที่ควรกล่าว ทั้งหมด ในบทว่า มีใจประกอบด้วยเมตตา เป็นต้น ท่านกล่าวไว้แล้ว ใน พรหมวิหารกัมมัฏฐานกถา ในวิสุทธิมรรค.
คำว่า เสยฺยถาปิ พลวา สงฺขธโม เป็นอาทิ ไม่เคยมีในที่นี้. บรรดา บทเหล่านั้น บทว่า พลวา แปลว่า สมบูรณ์ด้วยกำลัง. บทว่า สงฺขธโม แปลว่า คนเป่าสังข์.
บทว่า กสิเรน ได้แก่ ไม่ยาก คือ ไม่ลำบาก. อธิบายว่า จริงอยู่ คนเป่าสังข์ทุพลภาพ แม้เป่าสังข์ ก็ไม่อาจให้ได้ยินเสียงตลอด ๔ ทิศ เสียง สังข์ของเขาไม่แพร่ไปทั่วถึง แต่สำหรับผู้มีกำลังจะแพร่ไป. เพราะฉะนั้น