ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
ฉบับ มมร. · เล่ม ๑๒ · หน้า ๑๘๖ · ข้อ 313
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

ประกอบอาถรรพณ์ กระทำสัตว์แสดงเหมือนศีรษะขาดมือขาดและเหมือนตาย

แล้ว. เขาเห็นสัตว์นั้นเป็นปกติอีก จึงมีความเห็นแน่วแน่ว่า สัตว์นี้ออกจาก

นิโรธ จึงกล่าวอย่างนั้น.

คนที่สี่คัดค้านคนที่สามมุ่งถึงการเมาและการหลับใหลของนางยักษ์ ทาสีทั้งหลาย จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ดูก่อนผู้เจริญก็เทวดาทั้งหลายมีอยู่ ดังนี้. ได้ยินว่า พวกนางยักษ์ทาสีทำการบำรุงเทวดาตลอดทั้งคืน ฟ้อนรำ ร้องเพลง ในวันอรุณขึ้น ก็ดื่มสุราถาดหนึ่ง กลิ้งไปมาหลับแล้วตื่นในกลางวัน. เขา เห็นเหตุการณ์นั้น ก็มีความเห็นแน่วแน่สำคัญว่า ในเวลาหลับประกอบด้วย นิโรธ ในเวลาตื่นออกจากนิโรธ ดังนี้ จึงกล่าวอย่างนั้น.

ก็โปฏฐปาทปริพาชกนี้เป็นชาติบัณฑิต ด้วยเหตุนั้น เขามีความเดือด ร้อนเพราะฟังกถานี้ กถาของพวกนั้นเป็นเหมือนถ้อยคำของแพะใบ้ ย่อม ถึงนิโรธสี่นั่น และธรรมดานิโรธนี้พึงมีอย่างเดียว ไม่พึงมีมาก แม้นิโรธนั้น พึงเป็นอย่างอื่นอย่างเดียวเท่านั้น ก็เขาอันคนอื่นไม่อาจจะให้รู้ได้ นอกจาก พระสัพพัญญู จึงระลึกถึงพระทศพลเท่านั้นมา ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าจักมี ในที่นี้ ก็จักระทำนิโรธให้ปรากฏในวันนี้ทีเดียว เหมือนตามประทีปตั้ง พันดวงให้โชติช่วงชัชวาล นี้นิโรธ นี้มิใช่นิโรธ เพราะฉะนั้น จึงทูลคำ เป็นต้นว่า สติของข้าพระองค์นั้น พระเจ้าข้า.

ในบทเหล่านั้น คำว่า อโห นูน ทั้งสองเป็นนิบาตลงในอรรถว่า

ระลึกถึง. ด้วยเหตุนั้น เขาเมื่อระลึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมีสติอย่างนี้ว่า น่า

เลื่อมใสจริงหนอ พระผู้มีพระภาคเจ้า น่าเลื่อมใสจริงหนอ พระสุคต ในบทว่า โย อิเมสํ นั่นมีอธิบายอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ทรงฉลาดดี คือ ฉลาดด้วยดี เฉียบแหลม เฉลียวฉลาดในนิโรธธรรมเหล่านั้น โอหนอ