ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
ฉบับ มมร. · เล่ม ๑๒ · หน้า ๑๕๖ · ข้อ 277 278
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

กำลังเสด็จมา ท่านโปรยเสียงเบา กล่าวชมเสียงเบา ถ้าไฉนท่านทราบว่า บริษัทมีเสียงเบา บางทีก็จะเสด็จเข้ามา. เมื่อโปฏฐปาทปริพาชกกล่าวอย่างนี้ แล้ว พวกปริพาชกเหล่านั้นได้พากันนิ่ง.

[๒๗๗] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้เสด็จเข้าไปหา โปฏฐปาทปริพาชก แล้ว เขาได้ทูลเชื้อเชิญพระองค์ว่า เสด็จมาเถิด พระผู้ มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาดีแล้ว นานจริงหนอ พระผู้มี พระภาคเจ้าจึงได้เสด็จมาถึงที่นี้ เชิญประทับนั่งเถิด พระเจ้าข้า นี่อาสนะได้

แต่งไว้แล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนอาสนะที่เขาแต่งไว้แล้ว. ฝ่าย

โปฏฐปาทปริพาชกถือเอาอาสนะต่ำนั่งลงทางข้างหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง

ตรัสถามเขาว่า โปฏฐปาทะ ในขณะที่เราจะมาถึงนี้ พวกท่านประชุมสนทนา กันด้วยเรื่องอะไรหนอ ก็แลกถาอะไรที่พวกท่านสนทนากันค้างไว้ก่อนแต่ เรามาถึง.

[๒๗๘] เมื่อพระองค์รับสั่งแล้วอย่างนี้ โปฏฐปาทปริพาชกได้ทูลว่า กถาที่พวกข้าพระองค์นั่งสนทนากันในขณะที่พระองค์จะเสด็จมาถึงนี้งดเสียเถิด กถานี้จะทรงสดับภายหลังก็ได้ไม่ยาก พระเจ้าข้า. วันก่อน ๆ สมณพราหมณ์ เดียรถีย์ต่าง ๆ นั่งประชุมกันในโกตุหลศาลา ได้พากันเจรจาในอภิสัญญา- นิโรธว่า ท่านผู้เจริญ อภิสัญญานิโรธเป็นไฉน ดังนี้. ในชุมนุมนั้น บาง พวกกล่าวอย่างนี้ว่า สัญญาของคนไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย เกิดเอง ดับเอง เกิด ในสมัยใด สัตว์ก็มีสัญญาในสมัยนั้น ดังในสมัยใด สัตว์ก็ไม่มีสัญญาใน สมัยนั้น พวกหนึ่งบัญญัติอภิสัญญานิโรธ ด้วยประการอย่างนี้. เจ้าลัทธิอื่น กล่าวกะเขาว่า ท่านผู้เจริญ ข้อนี้จักเป็นเช่นนั้นก็หามิได้ เพราะว่าสัญญาเป็น อัตตาของคน ก็แลอัตตานั้นมาสู่บ้างไปปราศบ้าง มาสู่ในสมัยใด สัตว์ก็มี สัญญาในสมัยนั้น ไปปราศในสมัยใด สัตว์ก็ไม่มีสัญญาในสมัยนั้น พวก