สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค
ฉบับ มมร. · เล่ม ๒๘ · หน้า ๑๑๕ · ข้อ 111
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

ความดับแห่งอายตนะ ๖ แล้วกล่าวว่า เราจะพิจารณาเห็นจักษุเป็นต้น ด้วยอำนาจคาหะ (ความยึดถือ) ทั้ง ๓ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวแสดงเฉพาะข้อที่ ท่านเป็นปุถุชนแม้นี้ว่าศาสนาของพระผู้พระภาคเจ้า อันผู้มีอายุควรใส่ใจ. บทว่า นิจฺจกปฺปํ แปลว่า ตลอดกาลเป็นนิตย์. บทว่า นิสฺสิตสฺส ได้แก่ ผู้อันตัณหา มานะ และทิฏฐิ อาศัยแล้ว. บทว่า จลิตํ ได้แก่ หวั่นไหว้แล้ว ท่านผู้มีอายุ ไม่สามารถจะอดกลั้นเวทนาที่เกิดขึ้นแล้วยังละ การยึดถือไม่ได้ว่า เราเสวยเวทนา เวทนาของเรา บัดนี้ความหวั่นไหว นั้นยังมีอยู่ แม้ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวกะท่านว่าท่านเป็นปุถุชน.

บทว่า ปสฺสทฺธิ ได้แก่ กายปัสสัทธิระงับกาย และจิตตปัสสัทธิ ระงับจิต อธิบายว่า ชื่อว่ากิเลสปัสสัทธิระงับกิเลส บทว่า นนฺทิ ได้แก่

ความเพลิดเพลินด้วยอำนาจตัณหา. บทว่า อสติ ความว่า เมื่อไม่มี

ความอาลัย ความใคร่ ความกลุ้มรุม เพื่อภพต่อไป. บทว่า. อาคติคติ น โหติ ความว่า ชื่อว่า การมาย่อมมีด้วยอำนาจปฏิสนธิ ชื่อว่า การไป

ย่อมมีด้วยอำนาจคติภูมิเป็นที่ไป. บทว่า จุตูปปาโต ความว่า ชื่อว่า จุติ

ด้วยอำนาจการเคลื่อนไป ชื่อว่า อุปปาต ด้วยอำนาจการเข้าถึง. บทว่า เนวิธ น หุรํ น อุภยมนฺตเรน ความว่า ไม่มีในโลกนี้ ไม่มีในโลกหน้า

ไม่มีในโลกทั้งสอง. บทว่า เอเสวนฺโต ทุกฺขสฺส ความว่า นี้แลเป็น

ที่สุด นี้เป็นการขาด นี้เป็นการหนุนเวียนของวัฏฏทุกข์ ทุกข์ในวัฏฏะ และกิเลสทุกข์ ทุกข์เกิดแต่กิเลส ก็ในข้อนี้มีอธิบายเพียงเท่านี้แล. ก็ชน เหล่าใดถือเอาว่า โดยระหว่างภพทั้ง ๒ จึงปรารถนาความไม่มีในระหว่าง. คำของชนเหล่านั้น ไร้ประโยชน์. จริงอยู่ ความเป็นในระหว่างภพ ท่าน