วิปัสสนา ตั้งแต่การแสวงหาปัจจัย แห่งขันธ์เหล่านั้น บรรลุอรหัตโดย ลำดับ เพราะฉะนั้น เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกรรมฐาน ด้วย อำนาจนันทิราคะอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้. ความที่อายตนะภายใน ๖ เป็นเสมือนบ้านร้าง มาแล้วในพระบาลีนั่นแล. ก็ในข้อนี้มีนัยแห่ง กรรมฐานดังต่อไปนี้.
เหมือนอย่างว่า โจรทั้ง ๖ นั้น เข้าไปสู่หมู่บ้านร้างอันมีกะท่อม ๖ หลัง เทียวไปเทียวมา ไม่ได้อะไรๆ ก็ไม่ต้องการบ้านฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้น เหมือนกัน ยึดมั่นเลือกเฟ้นในอายตนะภายใน ๖ ไม่เห็นอะไร ๆ ที่ควร ถือเอาว่าเรา ว่าของเรา ก็ไม่มีความต้องการอายตนะภายในเหล่านั้น. ภิกษุ นั้นคิดว่า เราจะเริ่มวิปัสสนา จึงกำหนดเอาจักขุปสาทเป็นต้น ด้วยอำนาจ รูปกรรมฐานที่ยังมีอุปาทาน กำหนดว่า นี้เป็นรูปขันธ์ กำหนดมนายตนะ ว่า อรูปขันธ์. และกำหนดอายตนะทั้งหมดนั้น ด้วยอำนาจนามรูปว่ามีแต่ นามกับรูปเท่านั้น แล้วแสวงหาปัจจัยของนามรูปเหล่านั้น เจริญวิปัสสนา พิจารณาสังขารทั้งหลาย ดำรงอยู่ในพระอรหัต โดยลำดับด้วยประการ
ฉะนั้นแล. นี้เป็นอันตรัสกรรมฐาน แก่ภิกษุรูปหนึ่งจนถึงพระอรหัต.
บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงว่า อายตนะภายนอก เป็นเสมือนพวกโจร ผู้ปล้นฆ่าชาวบ้าน จึงตรัสดำอาทิว่า โจรา คามฆาตกา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มนาปามนาเปสุ นี้ เป็นสัตตมีวิภัตติ ใช้ในอรรถ ตติยาวิภัตติ. ความว่า มนาปามนาเปหิ ด้วยอารมณ์อันน่า พอใจและไม่พอใจ เมื่อพวกโจร พากันปล้นฆ่าชาวบ้านในที่นั้น ดำเนิน กิจ ๕ ประการ คือ พวกโจร ยินล้อมบ้าน ยืนจุดไฟเผา ทำเป็นส่งเสียง