สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค
ฉบับ มมร. · เล่ม ๒๘ · หน้า ๓๖๑ · ข้อ 304
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

อรรถกถาอาทิตตปริยายสูตรที่ ๘

ในอาทิตตปริยายสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า อนุพฺยญฺชโส นิมิตฺตคฺคาโห ความว่า ถือเอาโดยนิมิต โดยแยกถือเป็นส่วน ๆ อย่างนี้ว่า มืองาม เท้างาม ดังนี้. ก็บทว่า นิมิตฺตคฺคาโห ได้แก่ รวมถือเอา. บทว่า อนุพฺยญฺชคฺคาโห ได้แก่

แยกถือเอา. การถือเอาโดยนิมิต ก็เช่นเดียวกับร่างจระเข้ ย่อถือเอาทั้งหมด

ทีเดียว. การถือเอาโดยอนุพยัญชนะแยกถือเอาส่วนนั้น ๆ บรรดาส่วน

ทั้งหลายมีมือและเท้าเป็นต้น. ก็การถือเอานิมิตทั้ง ๒ อย่างนี้ ย่อมได้แม้ใน

ชวนะวาระเดียว. ในชาวนะวาระต่าง ๆ ไม่จำต้องกล่าวถึง.

บทว่า นิมิตฺตสฺสาเทคธิตํ ได้แก่ เจริญ คือ ติดพันด้วยความ

ยินดีในนิมิต. บทว่า วิญฺาณํ ได้แก่ กรรมวิญญาณ. บทว่า ตสฺมึ

เจ สมเย กาลํ กเรยฺย ความว่า ใคร ๆ ที่ชื่อว่า กำลังกระทำกาละ ด้วยจิตอันเศร้าหมอง มีอยู่หามิได้. ด้วยว่าสัตว์ทั้งปวง ย่อมทำกาละ

ด้วยภวังคจิตเท่านั้น. แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงภัยแห่งกิเลส จึง

ตรัสอย่างนั้น. อนึ่ง พระองค์ตรัสอย่างนั้น ด้วยอำนาจแห่งสมัย. จริงอยู่

เมื่ออารมณ์ มาปรากฏในจักขุทวาร ราคจิตจิตที่กำหนัด ทุฏฐจิตจิตขัดเคือง หรือมุฬหจิตจิตที่ลุ่มหลง ย่อมเสวยรสแห่งอารมณ์หยั่งลงสู่ภวังคจิตอยู่ใน ภวังคจิตแล้ว ย่อมกระทำกาลกิริยา. ในสมัยนั้น บุคคลผู้ทำกาละ พึงหวัง

คติเป็นสอง. คำนั้น ตรัสด้วยอำนาจสมัยอันนี้.