หรือในปัจจุบัน เห็นปานนี้ จิตพึงเกิดขึ้นเป็นส่วนมาก. ด้วยบทว่า อปฺปํ วา อนาคเตสุ นี้ ทรงแสดงว่า จิตที่เป็นส่วนน้อยเท่านั้น พึงเกิดขึ้นใน กามคุณ ด้วยสามารถแห่งคำเป็นต้นว่า ในอนาคต จักมีพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า เมตตรัย พระราชา ทรงพระนามว่า สังขะ ราชธานี นามว่า เกตุมดี. บทว่า ตตฺร เม อตฺตรูเปน ความว่า ในที่นั้น เราผู้หวังประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน ( พึงทำ ) บทว่า อปฺปมาโท ได้แก่ กระทำให้สติเป็นไปต่างต่อ คือไม่ปล่อยจิตไปในกามคุณ ๕. บทว่า สติ ได้แก่ สติคอยกำหนดจับอารมณ์. บทว่า อารกฺโข ความว่า ความไม่ ประมาทและสตินี้ เป็นเครื่องกระทำอารักขาจิต ท่านแสดงไว้ว่า ความคิด
อย่างนั้นได้มีแก่เราแล้ว. ท่านอธิบายไว้ว่า ควรกระทำธรรม ๒ ( คือ
อัปปมาทและสติ ) อย่างเหล่านี้ เพื่อประโยชน์แก่อารักขา.
บทว่า ตสฺมา ติห ภิกฺขเว เส อายตเน เวทิตพฺเพ เพราะเหตุที่ควรกระทำความไม่ประมาทและสติ เพื่อประโยชน์แก่อารักขา เพราะเหตุที่เมื่อรู้แจ้งอายตนะนั้นแล้ว ไม่จำต้องทำด้วยความไม่ประมาท หรือสติ ฉะนั้นแล จึงควรทราบอายตนะนั้น อธิบายว่า จำต้องรู้เหตุนั้น. บทว่า สฬายตนนิโรธํ ความว่า การดับสฬายตนะเรียกว่านิพพาน. อธิบายว่า ท่านกล่าวหมายเอาพระนิพพานนั้น. จริงอยู่ จักขวายตนะ เป็นต้น และรูปสัญญาเป็นต้น ย่อมดับในเพราะพระนิพพานนั้น. คำที่ เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั้นแล.