ทั้งที่เป็นภายในและภายนอก ย่อมเป็นปัจจัยของกายนั้น ในการยึดเอา
อารมณ์. จริงอยู่ ผู้ไม่ได้นั่ง หรือไม่ได้นอน๑ ไม่สามารถจะรู้ภาวะที่แข็ง
หรือหนาแห่งที่นอน ที่เขาลาดไว้ดีแล้วหรือแผ่นกระดานแม้ที่วางอยู่ภายใต้ ได้ เพราะฉะนั้น ปฐวีธาตุ ทั้งที่เป็นภายในและภายนอก จึงเป็นปัจจัย แห่งกายนั้น ในการรู้โผฏฐัพพะได้.
แม้ลิง เมื่อเที่ยวไปบนภาคพื้น ก็ย่อมไม่รื่นรมย์ใจ แต่เมื่อมันขึ้น ต้นไม้สูง ประมาณ ๗ ศอก แล้วนั่งอยู่ที่ค่าคบ มองดูทิศน้อยใหญ่ จะมี ความสบายฉันใด แม้ใจก็ฉันนั้นเหมือนกัน ชอบสิ่งต่าง ๆ มีภวังคจิต เป็นปัจจัย ย่อมกระทำความชอบใจในอารมณ์นานาชนิด แม้ที่เคยเห็นแล้ว แต่ภวังคเดิมย่อมเป็นปัจจัยของใจนั้น เป็นอันว่าในเรื่องนี้ มีความสังเขป เพียงเท่านี้ . แต่เมื่อว่าโดยพิสดาร ความต่างกันแห่งอายตนะทั้งหลายได้ กล่าวไว้แล้วในอายตนนิเทส ในคัมภีร์วิมุทธิมรรคนั้นแล้ว.
บทว่า ตํ จกฺขุ นาวิญฺฉติ ความว่า ในสูตรนี้ท่านกล่าวเฉพาะ. ปุพพภาควิปัสสนาว่า จักษุ จะไม่ฉุด ( เขา ) มา เพราะสัตว์ ๖ ตัว กล่าวคือ อายตนะ ผู้กำหนัดด้วยอำนาจตัณหา ที่ถูกผูกไว้ที่หลัก คือ กายคตาสติ๒ ถึงภาวะหมดพยศแล้ว.
จบ อรรถกถาฉัปปาณสูตรที่ ๑๐
๑. ปาฐะว่า อิสีทนฺเตน วา ถทฺธปุถุภาโว ฉบับพม่าเป็น อนิสีทนฺเตน วา
อนุปฺปีฏนฺเตน วา ถทฺธมุทุภาโว แปลตามฉบับพม่า.
๒. ในที่อื่นเทียบกายเหมือนหลัก เทียบสติเหมือนเชือกผูก.