ในบริษัทนี้ ทรงพระดำริว่า ภิกษุผู้ฉลาดในอนุสนธิมีอยู่ ภิกษุนั้นจักถาม เรา จึงกระทำเทศนาให้จบลง ในที่ตรงนี้ เพื่อทรงให้โอกาสแก่ภิกษุนั้น นั้นแล.
บัดนี้ พึงทราบความเข้าไปยึด และไม่เข้าไปยึดเป็นต้น ในอายตนะ ภายในเป็นต้น ที่กล่าวแล้วโดยนัย มีอาทิว่า โอริมํ ตีรํ อย่างนี้. ภิกษุ ผู้คิดว่าจักษุของเราแจ่มใส เราสามารถรู้แจ้งรูปารมณ์ แม้มีประมาณน้อย ได้ดังนี้แล้ว รูปารมณ์นั้น ทำจักษุให้เพลิดเพลินอยู่ก็ดี ผู้มีจักษุประสาทเสีย เพราะความมืดและลมเป็นต้น ถึงโทมนัส ( ความเสียใจ ) ว่า จักษุของเรา ไม่น่าชอบใจ เราไม่สามารถจะทำรูปารมณ์ แม้ใหญ่ ให้แจ่มแจ้งได้ก็ดี ชื่อว่า เข้าไปยึดจักขวายตนะ แต่เมื่อเห็นแจ้งด้วยอำนาจลักษณะ ๓ ว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ชื่อว่า ไม่เข้าไปยึด (จักขวายตนะ) แม้ในโสตายตนะ เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน
ส่วนในมนายตนะ ภิกษุชอบใจอย่างนี้ว่า ใจของเราน่าชอบใจหนอ ไม่ถืออะไรๆ ทางข้างซ้าย ถือเอาทุกสิ่งทางข้างขวาเท่านั้น หรือยินดีอย่างนี้ ว่า เมื่อเราคิดแล้วคิดเล่าด้วยจิต ชื่อว่า ไม่มีลาภ ไม่มีก็ดี เกิดโทมนัส ความเสียใจ ) ขึ้นอย่างนี้ว่า เมื่อเราคิดแล้วคิดเล่าแต่สิ่งชั่ว ใจก็ไม่ยอม รับเอา ดังนี้ก็ดี ชื่อว่า เข้าไปยึดมนายตนะ แต่เมื่อให้เกิดความยินดี ในรูปที่น่าปรารถนา ให้เกิดความยินร้ายในรูปที่ไม่น่าปรารถนา ชื่อว่า เข้า ไปยึดรูปายตนะ แม้ในสัททายตนะ เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน