ก็ชื่อว่าไม่ตกแต่งให้สมควรแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย. จริงอยู่ธรรมดาว่า
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นผู้มีอัธยาศัยชอบป่า มีป่าเป็นที่รื่นรมย์ พึงอยู่ ในบ้าน หรือไม่อยู่ก็ตาม เพราะฉะนั้น พวกเจ้าศากยะจึงดำริว่า พวกเรา พอรู้พระหฤทัยของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงจักตกแต่งดังนี้ จึงเข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเหตุนั้น. ก็บัดนี้ เจ้าทั้งหลายประสงค์จะเอาใจแล้ว
ตกแต่ง จึงเข้าไปยังสัณฐานคาร.
บทว่า สพฺพสนฺถรํ สณฺาคารํ สณฺริตฺวา ความว่า เจ้าศากยะ ทั้งหลาย สั่งให้ลาด โดยประการที่ลาดสัณฐาคารทั้งหมด ก่อนเขาทั้งหมด ให้เอาโคมัยสดขัดพื้น แม้ที่เขาโบกด้วยปูนขาวด้วยคิดว่า ธรรมดาว่าโคมัย ย่อมควรในพรานมงคลทั้งปวง ครั้นรู้ว่าแห้งดีแล้ว จึงฉาบทาด้วยของหอม ๔ ชนิด โดยที่รอยเท้าจะปรากฏทรงที่เหยียบ จึงลาดเสื่อรำแพนมีสีต่าง ๆ ไว้ ข้างบนแล้วให้ลาดโอกาสทั้งหมด ที่ควรจะต้องลาด ด้วยเครื่องลาดมีสีต่าง ๆ มีลายช้าง ลายม้า ลายสีหะ ลายเสือโคร่ง ลายอันประกอบด้วยสิริ และลาย้อนวิจิตรเป็นต้น ตั้งต้นแต่ผ้าโกเชาว์มีหลังใหญ่ ไว้ข้างบนเสื่อ
ลำแพนเหล่านั้น. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า สพฺพสนฺถรํ สณฺาคารํ
สนฺถริตวา ดังนี้.
บทว่า อาสนานิ ปญฺาเปตฺวา ความว่า ปูพุทธอาสน์ที่สมควร อย่างใหญ่ พิงเสามงคล ที่ตรงกลางลาดปัจจถรณ์ที่นอน ที่อ่อนนุ่ม และ ที่รื่นรมย์ไว้ ในที่นั้น ๆ วางหมอนแดงทั้ง ๒ ข้าง เห็นเป็นที่ฟูใจ ดาด เพดานอันวิจิตรด้วยดาวทองและดาวเงินไว้ข้างบน ประดับด้วยพวงของ หอม พวงดอกไม้และพวงผ้าเป็นต้น โดยรอบให้ทำข่ายดอกไม้ประมาณ ๑๒.