ธาตุ ๓ เหล่านั้น กับอาโปธาตุในธัมมายตนะจึงเป็น ๔ อากาสธาตุ คือ ปริเฉทรูป แห่งภูตรูปเหล่านั้น วิหารรูป ๕ มีลหุตาเป็นต้น รวมความว่า ภูตรูปและอุปาทายรูป ทั้งหมดนี้ จัดเป็นรูปขันธ์. ขันธ์ ๔ มีเวทนา เป็นต้น ซึ่งมีรูปขันธ์นั้นเป็นอารมณ์ จัดเป็นอรูปขันธ์. สำหรับภิกษุ ผู้กำหนดนามรูป ในบรรดาขันธ์เหล่านั้นว่า รูปขันธ์ จัดเป็นรูป อรูปขันธ์ ๔ จัดเป็นนาม แล้วปฏิบัติตามนัยก่อนนั่นแล เป็นอันชื่อว่า พระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสกรรมฐาน จนถึงพระอรหัต.
ความของ โอฆ ศัพท์ในคำว่า โอฆานํ นี้ มีความว่าข้ามได้ยาก. จริงอยู่ ภิกษุผู้ตั้งความประสงค์ไว้ว่า เราจักบำเพ็ญศีลสังวรแล้วบรรลุ พระอรหัต อาศัยกัลยาณมิตรพยายามชอบพึงข้ามโอฆะเหล่านั้น. ท่าน- เรียกว่า โอฆะ ก็เพราะอรรถว่า ข้ามได้โดยยาก ด้วยเหตุดังกล่าวนี้นี่เอง โอฆะ แม้เหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยอำนาจกรรมฐานสำหรับ
ภิกษุรูปหนึ่ง. จริงอยู่ โอฆะ แม้ทั้ง ๔ ก็จัดเป็นสังขารขันธ์อย่างหนึ่ง
เหมือนกัน เพราะฉะนั้น. พึงประกอบความให้พิสดาร โดยนัยที่โอฆะ เหล่านั้น ก็กล่าวไว้แล้วในนันทิราคะ.
บทว่า สกฺกายสฺเสตํ อธิวจนํ ความว่า แท้จริง สักกายตรัสว่า น่ารังเกียจและมีภัยเฉพาะหน้า ก็ด้วยมหาภูตรูป ๔ เป็นต้น เหมือนฝั่งนี้ ของห้วงน้ำ น่ารังเกียจและมีภัยเฉพาะหน้า ก็ด้วยภัยมีอสรพิษเป็นต้น สักกายะแม้นั้น ก็ตรัสด้วยอำนาจกรรมฐานเท่านั้นสำหรับภิกษุรูปหนึ่ง. จริงอยู่ สักกายะ ก็คือปัญจขันธ์ที่เป็นไปในภูมิ ๓ และปัญจขันธ์เหล่านั้น