มีมากกว่า. บทว่า สนฺทิฏฺิโก อยํ ธมฺโม อธิบายว่า โลกุตรธรรมนี้
อันบุคคลใด ๆ เข้าถึงแล้ว บุคคลนั้น ๆ พึงเห็นเองด้วยปัจเวกขณญาณซึ่งถือ เอาโลกุตรธรรมนั้น อันตนอาศัยบุคคลอื่นแล้วพึงถึง เพราะเหตุนั้น โลกุตรธรรมนั้น จึงชื่อว่า สนฺทิฏฺิโก แปลว่า อันบุคคลพึงเห็นเอง. ธรรมที่ชื่อว่า อกาล เพราะอรรถว่า กาลของธรรมนั้นเกี่ยวข้องกับการให้ผล
ของตนไม่มี. ธรรมที่เป็นอกาลนั่นแหละ ชื่อว่า อกาลิโก แปลว่า ไม่
ประกอบด้วยกาล. อธิบายว่า ในโลกุตรธรรมนี้ ธรรมคืออริยมรรคนั้น
ย่อมให้ผลใกล้ที่สุดในการเป็นไปของตน.
คำว่า ควรเรียกร้องผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด อธิบายว่า ธรรมที่ ชื่อว่า เอหิ ปสฺสิโก เพราะอรรถว่า ควรซึ่ง เอหิปัสสวิธี อันเป็นไปแล้ว อย่างนี้ ดังนี้. ธรรมที่ชื่อว่า โอปนยิโก เพราะอรรถว่า ควรน้อมเข้ามา ในจิตของตน แม้จะถูกไฟไหม้ผ้า หรือศีรษะก็ไม่เปลี่ยนแปลง.
ในข้อว่า ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ นี้ มีความสังเขปว่า อัน วิญญูชนแม้ทั้งปวงมีอุฆคฏิตัญญูบุคคลเป็นต้น พึงรู้ได้ในตนว่า มรรคอันเรา เจริญแล้ว ผลอันเราบรรลุแล้ว นิโรธอันเรากระทำให้แจ้งแล้ว ดังนี้ ส่วน ความพิสดาร ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วในปกรณ์วิเศษชื่อวิสุทธิมรรคตอนที่พรรณนา ธัมมานุสติ.
บัดนี้ เทวดานั้น ราวกะเป็นผู้บอด ไม่ทราบอยู่ซึ่งอรรถอันมีรูป (เหตุ) แปลกกันแห่งถ้อยคำอันพระเถระกล่าวแล้ว จึงกล่าวคำว่า กถญฺจ ภิกฺขุ เป็นต้น แปลว่า ดูก่อนภิกษุ ก็กามทั้งหลายอันมีโดยกาล พระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสว่ามีทุกข์มาก...เป็นอย่างไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กถญฺจ ความว่า เทวดากล่าวว่า ดูก่อน ภิกษุ กามทั้งหลายอันมีโดยกาล อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่าอย่างไร กาม