พระภาคเจ้าทรงหมายถึงประโยชน์ดังกล่าวมานี้ จึงตรัสว่า สมฺมเทว สมาจเร ดังนี้.
บทว่า เอตทโวจ ความว่า พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงฟังพระธรรม เทศนาแล้วทรงเลื่อมใส จะทรงทำความเสื่อมใสให้ชัดเจนแล้ว จึงตรัสคำว่า อภิกฺกนฺตํ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิกฺกนฺตํ แปลว่า น่า ใคร่ น่าปรารถนา น่าพอใจอย่างยิ่ง อธิบายว่า ดีเหลือเกิน. พระเจ้าปเสน- ทิโกศล ทรงชมเทศนาด้วยอภิกกันตศัพท์ ๆ หนึ่ง ในคำว่า อภิกฺกนฺตํ เป็น ต้นนั้นว่า พระเจ้าข้า พระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าน่าฟังจริง ๆ ทรง ชมความเสื่อมใสของพระองค์ ด้วยอภิกกันตศัพท์อีกศัพท์หนึ่งว่า พระเจ้าข้า น่าชื่นใจจริง ๆ ที่ข้าพระองค์อาศัยพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จึงเลื่อมใส.
ต่อจากนั้น ก็ทรงชมพระธรรมเทศนาด้วยอุปมา ๔ ข้อ. บรรดาบท เหล่านั้น บทว่า นิกฺกุชฺชิตํ แปลว่าของที่วางคร่ำหน้าหรือเอาหน้าไว้ล่าง. บทว่า อุกฺกุชฺเชยฺย แปลว่าพึงทำหน้าไว้ข้างบน [หงาย]. บทว่า ปฏิจฺฉนฺนํ
แปลว่าของที่ปิดไว้ด้วยหญ้าเป็นต้น. บทว่า วิวเรยฺย แปลว่า พึงเพิก [เปิด].
บทว่า มุฬฺหสฺส แปลว่า คนหลงทิศ [ทาง]. บทว่า มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย ได้แก่จับมือบอกว่า นั่นทาง. บทว่า อนฺธกาเร ได้แก่ในความมืด ๔ อย่าง คือ แรม ๑๔ ค่ำ, เที่ยงคืน, ป่าทึบและแผ่นเมฆ ท่านอธิบายไว้ดังนี้ว่า พระ ผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงยกข้าพระองค์ ซึ่งตกไปในอสัทธรรมหันหน้าหนีจาก สัทธรรม ไว้ในสัทธรรม เหมือนใคร ๆ หงายของที่คว่ำ ทรงเปิดพระศาสนา ที่การถือมิจฉาทิฏฐิปิดไว้ ตั้งแต่พระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า กัสสปอันตรธานไป เหมือนทรงเปิดของที่ปิดทรงกระทำทางสวรรค์และนิพพาน ให้ชัดแจ้งแก่ข้าพระองค์ ผู้ดำเนินทางชั่วทางผิด เหมือนทรงบอกทางแก่ผู้หลง