พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงพระขีณาสพผู้ถางซึ่งชัฏคือตัณหา อย่างนี้แล้วดำรงอยู่ เมื่อจะทรงแสดงโอกาสเป็นเครื่องถางชัฏอีก จึงตรัสคำว่า
ยตฺถ นามญฺจ รูปญฺจ อเสสํ อุปรุชฺฌติ
ปฏิฆรูปสญฺา จ เอตฺถ สา ฉิชฺชเต ชฏา.
นามก็ดี รูปก็ดี ปฏิฆสัญญาและรูป
สัญญาก็ดี ย่อมดับไม่เหลือในที่ใด ตัณหา
เป็นเครื่องยุ่งนั้น ย่อมขาดไปในที่นั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นามํ ได้แก่ อรูปขันธ์ ๔. ในบทว่า ปฏิฆรปสญฺา นี้ ท่านถือเอากามภพด้วยอำนาจแห่งปฎิฆสัญญา ถือเอารูป
ภพด้วยอำนาจแห่งรูปสัญญา. เมื่อภพทั้ง ๒ เหล่านั้นทรงถือเอาแล้ว อรูปภพ
ก็เป็นอันถือเอาแล้วโดยสังเขปแห่งภพนั่นแหละ.
ในบทว่า เอตฺเถสา ฉิชฺชเต ชฏา นี้ แปลว่า ตัณหาเป็นเครื่องยุ่ง ย่อมขาดไปในที่นั้น คือว่าตัณหาอันเป็นเครื่องยุ่งเหยิงนี้ ย่อมขาดไปในที่เป็น ที่สิ้นสุดลงแห่งวัฏฏะอันเป็นไปในภูมิ ๓ คือว่าอาศัยพระนิพพานแล้วย่อมขาด ย่อมดับไป ดังนี้ นี้เป็นอรรถอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้แล้ว ดังนี้แล.