สังยุตตนิกาย สคาถวรรค
ฉบับ มมร. · เล่ม ๒๔ · หน้า ๑๓๒ · ข้อ 61
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงพระขีณาสพผู้ถางซึ่งชัฏคือตัณหา อย่างนี้แล้วดำรงอยู่ เมื่อจะทรงแสดงโอกาสเป็นเครื่องถางชัฏอีก จึงตรัสคำว่า

ยตฺถ นามญฺจ รูปญฺจ อเสสํ อุปรุชฺฌติ

ปฏิฆรูปสญฺา จ เอตฺถ สา ฉิชฺชเต ชฏา.

นามก็ดี รูปก็ดี ปฏิฆสัญญาและรูป

สัญญาก็ดี ย่อมดับไม่เหลือในที่ใด ตัณหา

เป็นเครื่องยุ่งนั้น ย่อมขาดไปในที่นั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นามํ ได้แก่ อรูปขันธ์ ๔. ในบทว่า ปฏิฆรปสญฺา นี้ ท่านถือเอากามภพด้วยอำนาจแห่งปฎิฆสัญญา ถือเอารูป

ภพด้วยอำนาจแห่งรูปสัญญา. เมื่อภพทั้ง ๒ เหล่านั้นทรงถือเอาแล้ว อรูปภพ

ก็เป็นอันถือเอาแล้วโดยสังเขปแห่งภพนั่นแหละ.

ในบทว่า เอตฺเถสา ฉิชฺชเต ชฏา นี้ แปลว่า ตัณหาเป็นเครื่องยุ่ง ย่อมขาดไปในที่นั้น คือว่าตัณหาอันเป็นเครื่องยุ่งเหยิงนี้ ย่อมขาดไปในที่เป็น ที่สิ้นสุดลงแห่งวัฏฏะอันเป็นไปในภูมิ ๓ คือว่าอาศัยพระนิพพานแล้วย่อมขาด ย่อมดับไป ดังนี้ นี้เป็นอรรถอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้แล้ว ดังนี้แล.

จบอรรถกถาชฏาสูตร ที่ ๓

หัวข้อ (สรุปโดย AI) ชฏาสูตรที่ ๓ ว่าด้วยการถางรกชัฏคือตัณหาด้วยศีล สมาธิ ปัญญา
เข้าสู่ระบบเพื่อบันทึกความคืบหน้า