แล้ว. มหาชนก็โกลาหลแตกตื่น. ภิกษุเหล่านั้น เมื่อกราบทูลเหตุที่พระอานนท์
เถระทำดีนั้น แด่พระตถาคต จึงกราบทูลเรื่องนี้. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ไม่อัศจรรย์เลย ที่อานนท์ให้นำแก้วมณี ที่ตกอยู่ในมือพวก มนุษย์มาได้ พวกบัณฑิตแต่ก่อน ตั้งอยู่ในญาณของตนแล้วก็ให้นำสิ่งของที่ ตกอยู่ในความครอบครอง แม้ของสัตว์ดิรัจฉานซึ่งบังเกิดในอเหตุกปฏิสนธิ มาถวายแด่พระราชาได้ แล้วตรัสมหาสารชาดกว่า
อุกฺกุฏฺเ สูรมิจฺฉนฺติ มนฺเตสุ อกุตูหลํ
ปิยญฺจ อนฺนปานมฺหิ อตฺเถ ชาเต จ ปณฺฑิตํ
ในคราวคับขันต้องการคนกล้า ใน
คราวปรึกษาต้องการคนไม่พูดพล่าม ใน
คราวมีข้าวน้ำต้องการคนรัก ในคราวเกิด
คดี ต้องการบัณฑิต.
บทว่า น ตํ ทฬฺหํ ความว่าปราชญ์ทั้งหลายไม่กล่าวว่าเครื่องจอง
จำนั่นมั่นคง. บทว่า ยทายสํ ได้แก่ เครื่องจองจำใดทำด้วยเหล็ก. บทว่า
สารตฺตรตฺตา ได้แก่ ยินดีแล้วยินดีเล่าด้วยดี หรือยินดีแล้ว โดยยินดีนัก แล้ว อธิบายว่า ยินดีแล้วด้วยความสำคัญว่าสิ่งนี้เป็นสาระ. บทว่า อเปกฺขา ได้แก่ความอาลัย ความเยื่อใย. บทว่า อาหุ แปลว่ากล่าว. บทว่า โอหารินํ ได้แก่ คร่าไปในอบาย ๔. บทว่า สิถิลํ ได้แก่ ไม่ห้ามอิริยาบถ เหมือน
อย่างเครื่องจองจำมีเหล็กเป็นต้น. จริงอยู่ เหล่าคนที่ถูกจองจำด้วยเครื่อง
จองจำนั้น ย่อมไปประเทศอื่นก็ได้ สมุทรอื่นก็ได้ทั้งนั้น. บทว่า ทุปฺปมุญฺจํ ได้แก่ ไม่อาจแก้ได้ เว้นแต่โลกุตรญาณ.