และมนุษย์เป็นผู้มีเสียงเป็นที่มายินดี. . . . เป็นผู้มีกลิ่นเป็นที่มายินดี. . . .
เป็นผู้มีรสเป็นที่มายินดี. . . . เป็นผู้มีโผฏฐัพพะเป็นที่มายินดี. . . เป็นผู้มี
ธรรมารมณ์เป็นที่มายินดี เป็นผู้ยินดีแล้วในธรรมารมณ์ เป็นผู้เพลิด- เพลินแล้วในธรรมารมณ์ เพราะธรรมารมณ์แปรปรวนคลายไปและดับไป เทวดาและมนุษย์ย่อมอยู่เป็นทุกข์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนตถาคตผู้เป็น อรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบ รู้แจ้งแล้วซึ่งความเกิดขึ้น ความดับไป คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งรูปทั้งหลาย ตามความเป็นจริง ไม่เป็นผู้มีรูปเป็นที่มายินดี ไม่เป็นผู้ยินดีแล้วในรูป ไม่เป็นผู้เพลิดเพลิน แล้วในรูป เพราะรูปแปรปรวน คลายไปและดับไป ตถาคตย่อมอยู่เป็น สุข ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตผู้เป็นอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ รู้แจ้ง แล้วซึ่งความเกิดขึ้นความดับไป คุณ โทษและอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่ง เสียง . . . . กลิ่น. . . รส . . . . โผฏฐัพพะ . . . .ธรรมารมณ์ ตามความเป็นจริง ย่อมไม่เป็นผู้มีธรรมารมณ์เป็นที่มายินดี ไม่เป็นผู้ยินดีแล้วในธรรมารมณ์ ไม่เป็นผู้เพลิดเพลินแล้วในธรรมารมณ์ เพราะธรรมารมณ์แปรปรวนไป คลายไปและดับไป ตถาคตก็ย่อมอยู่เป็นสุข.
ครั้นพระ ผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา ได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบ ลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า
[๒๑๗] รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และ
ธรรมารมณ์ทั้งสิ้น อันน่าปรารถนา น่าใคร่และ
น่าพอใจ ที่กล่าวกันว่ามีอยู่ประมาณเท่าใด รูปารมณ์
เป็นต้นเหล่านั้นนั่นแล เป็นสิ่งอันชาวโลกพร้อม
ทั้งเทวโลก สมมติว่าเป็นสุข ถ้าว่ารูปารมณ์เป็นต้น