คัดค้านไว้แล้วในพระอภิธรรมนั้นแล. ก็คำว่า อนฺตเรน เป็นคำแสดง
ระหว่างเขตกำหนด เพราะฉะนั้น ในที่นี้พึงทราบความดังต่อไปนี้ว่า กำหนดอื่นอีกในโลกนี้ก็ไม่มี ในโลกหน้าก็ไม่มี ในโลกทั้ง ๒ ก็ไม่มี
บทว่า สตฺถํ อาหเรสิ ได้แก่นำศัสตรามาทำลายชีวิตคือตัด
ก้านคอ. ต่อมา มรณภัย ก็มาถึงท่าน ในขณะนั้น คตินิมิต ย่อม
ปรากฏ. ท่านรู้ว่าตนเป็นปุถุชน มีจิตสลดเริ่มตั้งวิปัสสนา กำหนดสังขาร
เป็นอารมณ์ บรรลุพระอรหัต เป็น พระอรหันตสมสีสี ปรินิพพานแล้ว. คำว่า สมฺมุขาเยว อนุปวชฺชตา พฺยากตา นี้เป็นคำพยากรณ์ ในเวลา ที่พระเถระเป็นปุถุชน ก็จริง ถึงอย่างนั้นด้วยคำพยากรณ์นี้ ท่านได้
ปรินิพพานในเวลาติดต่อกันนั้นเอง. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงถือเอาพยากรณ์นั้นแลตรัส.
บทว่า อุปวชฺชกุลานิ ได้แก่ตระกูลที่จะพึงเข้าไปหา. ด้วยคำนี้ พระเถระเมื่อถามถึงโทษในการคลุกคลีกด้วยตระกูล ในปฏิปทาข้อปฏิบัติ ส่วนเบื้องต้นจึงถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเป็นเช่นนั้น เมื่ออุปัฏฐาก และอุปัฏฐายิกามีอยู่ ภิกษุนั้นจักปรินิพพานในศาสนาของพระองค์หรือ. ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงความเป็นผู้คลุกคลีในตระกูล จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ดูก่อนสารีบุตรก็ภิกษุเหล่านั้นมีอยู่หรือ. ได้ยินว่าใน
ที่นี้ความที่พระเถระเป็นผู้ไม่คลุกคลีในตระกูลได้ปรากฏแล้ว. คำที่เหลือ
ในทุก ๆ บทง่ายทั้งนั้น.