คำว่า อิญฺชิตํ เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้เพื่อทรงแสดง ถึงอาการของตัณหาและสัสสตทิฏฐิ อุจเฉททิฏฐิเหล่านั้น เพราะสัตว์ ทั้งหลายหวั่นไหว ดิ้นรน ชักช้า และถึงอาการประมาทแล้ว๑ ด้วยกิเลส เหล่านี้.
แต่ในมานคตวาระ มีอรรถาธิบายว่า การไปของมานะ ชื่อว่า มานคตะ ได้แก่เป็นไป ด้วยมานะ๒. มานคตะ๓ก็คือมานะนั่นเอง เหมือน ( คำว่า ) คูถคตะ มุตฺตคตะ ( ก็เท่ากับคูถะมุตะ ).
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสฺมิ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ ด้วยอำนาจมานะที่สัมปยุตด้วยตัณหา ( หมายถึงมานะ ประกอบกับตัณหา. )
บทว่า อหมสฺมิ ตรัสไว้ด้วยอำนาจทิฏฐิ (ทรงหมายถึงทิฏฐิ อย่างเดียว ).
ถ้าจะมีคำถามว่า มานะ ชื่อว่าสัมปยุตด้วยทิฏฐิ ไม่มี ไม่ใช่หรือ.
ตอบว่า เออ ไม่มี แต่เพราะยังละมานะไม่ได้ ขึ้นชื่อว่าทิฏฐิ
จึงยังมีอยู่. คำนี้พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสหมายเอาทิฏฐิที่มีมานะเป็นมูล.
คำที่เหลือในบททั้งปวงง่ายทั้งนั้นดังนี้แล.
จบ อรรถกถาเทวาสุรสังคามสูตรที่ ๑๒
จบ อาสีวิสวรรคที่ ๔
จบ อรรถกถาสฬายตนสังยุตต์
๑. ปาฐะว่า สมคฺคาการํปตฺตา ฉบับพม่าเป็น ปมตฺตาการปตฺตา แปลตามฉบับพม่า.
๒. ปาฐะว่า มานํ ปวตฺตติ ฉบับพม่าเป็น มานปวตฺตติ แปลตามฉบับพม่า.
๓. ปาฐะว่า คตํ ฉบับพม่าเป็น มานคตํ แปลตามฉบับพม่า.