เวลาที่ภิกษุนั้นทำจิตให้ควรแก่การงาน ด้วยสมาธิแล้ว เจริญ- วิปัสสนากัมมัฏฐาน พึงเห็นเหมือนเวลาที่อำมาตย์ทูลให้ทราบกระแส พระบรมราชโองการ ( แก่ราชบุตร )
การที่ภิกษุผู้อาศัยสมถกัมมัฏฐาน และวิปัสสนากัมมัฏฐาน แล้ว สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ยกเศวตฉัตรคือวิมุตติขึ้น พึงทราบเหมือนการที่ ราชบุตรนั้น อันราชทูตทั้งคู่นั้นทำการอภิเษก แล้วยกเศวตฉัตรขึ้นถวาย ในเมืองนั้นนั่นแล.
ส่วนเนื้อความของบททั้งหลาย มีอาทิว่า จาตุมฺมหาภูติกสฺส ใน คำมีอาทิว่า นครนฺติ โข ภิกฺขุ อิมสฺเสตํ จาตุมฺมหาภูติกสฺส กายสฺส อธิวจนํ ได้อธิบายไว้อย่างพิสดารแล้วในตอนต้น.
ก็ในสูตรนี้ กายพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า นคร เพราะเป็น ที่ประทับอยู่ของราชบุตร คือวิญญาณอย่างเดียว.
อายตนะ ๖ ตรัสเรียกว่า ทวาร เพราะเป็นประตู ( ทางออก ) ของราชบุตร คือ วิญญาณนั้น นั่นแล.
สติ ตรัสเรียกว่า นายทวารบาล ( คนเฝ้าประตู ) เพราะเฝ้า ประจำอยู่ ในทวารทั้ง ๖ นั้น.
ในบทนี้ว่า สมถะ และ วิปัสสนา เป็น ราชทูตด่วน สมถะพึง ทราบว่า เหมือนทหารใหญ่ วิปัสสนา พึงทราบว่าเหมือนอำมาตย์ ผู้ ประกอบด้วยความเป็นบัณฑิต เพราะถูกพระธรรมราชา ผู้ตรัสบอก กัมมัฏฐาน ทรงส่งไปแล้ว.