สรรเสริญว่าเป็นทานอันเลิศ เพราะเหตุนั้นแล คน
ผู้เป็นบัณฑิต เมื่อเล็งเห็นประโยชน์ตน พึงสร้าง
วิหารอันรื่นรมย์ ให้ภิกษุเหล่าพหูสูตอยู่ในวิหารนั้น
เถิด พึงถวายข้าวน้ำ ผ้า และเสนาสนะแก่ท่าน
เหล่านั้น ด้วยน้ำใจอันผ่องใสในท่านผู้ปฏิบัติตรง
เขารู้ธรรมอันใดในพระศาสนานี้แล้ว จะเป็นผู้ไม่มี
อาสวะ ย่อมดับสนิท ท่านภิกษุพหูสูตเหล่านั้น
ย่อมแสดงธรรมนั้น อันเป็นเครื่องบรรเทาทุกข์
ทั้งปวงแก่เขาแล. ดังนี้แล้ว จึงทรงแสดงอานิสงสกถาแห่งการถวายที่อยู่อาศัย เกินยามครึ่ง ตลอดราตรีเป็นอันมาก ว่า อยมฺปิ อาวาเส อานิสํโส แม้นี้ก็เป็นอานิสงส์ ในการถวายอาวาส ดังกล่าวมาฉะนี้. ในข้อนั้น วิหารทานคาถาเหล่านี้ ท่าน พระธรรมสังคหกาจารย์ยกขึ้นสู่การสังคายนา ส่วนปกิณณธรรมเทศนามิได้ ยกขึ้นสู่การสังคายนา.
บทว่า สนฺทสฺเสตฺวา เป็นต้นมีฐานะที่กล่าวไว้แล้ว. บทว่า อติกฺกนฺตา แปลว่า ก้าวล่วงแล้ว คือล่วงไป ๒ ยาม. บทว่า ยสฺส ทานิ กาลํ มญฺถ ความว่า ท่านทั้งหลายย่อมสำคัญเวลาแห่งการไปใด เวลา แห่งการไปนั้นเป็นของท่าน ท่านอธิบายไว้ว่า ท่านจงไปกันเถิด. ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงส่งเจ้าศากยะเหล่านั้นไป. แก้ว่า
เพราะเพื่อทรงอนุเคราะห์. จึงอยู่ เจ้าศากยะเหล่านั้น เป็นสุขุมาลชาติ
ผู้ละเอียดอ่อน เมื่อเจ้าศากยะเหล่านั้นประทับนั่ง ล่วงราตรี ๓ ยามไป