ก็ภิกษุใดกำลังพูดอยู่ มีสติสัมปชัญญะว่า ชื่อว่าเสียงนี้ย่อมเกิด เพราะอาศัยริมฝีปาก ฟัน ลิ้น เพดาน และความพยายามที่เหมาะแก่เรื่อง นั้น ๆ ของจิต ดังนี้ พูด ก็หรือว่า ท่องบ่นก็ตาม กล่าวธรรมก็ตาม เจริญกรรมฐานก็ตาม วิสัชนาปัญหาก็ตาม ตลอดกาลนาน แล้วนิ่งไป ในภายหลัง ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า รูปธรรมและอรูปธรรมที่เกิดขึ้น ในเวลาพูด ดับไปในขณะนิ่งนั้นแหละ ภิกษุนี้ชื่อว่าเป็นผู้ทำความรู้สึก ด้วยในการพูด.
ภิกษุใดนิ่งแล้วยังมนสิการพระธรรมหรือกรรมฐานเป็นเวลานาน ภายหลังพิจารณาเห็นดังนี้ว่า รูปธรรมและอรูปธรรมที่เป็นไปในเวลานิ่ง ดับไปในขณะนิ่งนี้เอง ด้วยว่าเมื่ออุปาทายรูปเกิด ชื่อว่าพูด เมื่อไม่เกิด ชื่อว่านิ่ง ภิกษุนี้ชื่อว่าเป็นผู้ทำความรู้สึกตัวในความเป็นผู้นิ่ง ด้วยประการ
ฉะนี้. เรื่องนี้นั้น พระมหาสีวเถระกล่าวไว้แล้ว.
หน้าที่ของอสันโมหสัมปชัญญะ ท่านประสงค์ในมหาสติปัฏฐาน-
สูตร. แต่ในสามัญญผลสูตรนี้ ย่อมได้สัมปชัญญะ ๔ อย่างแม้ทั้งหมด
ฉะนั้น พึงทราบความเป็นผู้ทำความรู้สึกตัวด้วยอำนาจแห่งสัมปชัญญะ ๔ ในที่นี้ ตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ.
ก็บทว่า สมฺปชานการี ดังนี้ พึงทราบเนื้อความ โดยสัมปชัญญะ ที่สัมปยุตด้วยสตินั่นเทียวในทุก ๆ บท. บทว่า สติสมฺปชญฺเน สมนฺนาคโต นี้ ก็มีความพิสดารเท่านี้.
แต่ในวิภังคปกรณ์ ท่านจำแนกบทเหล่านี้ ไว้อย่างนี้ว่า สโต สมฺปชาโน อภิกฺกมติ สโต สมฺปชาโน ปฏิกฺกมติ เป็นผู้มีสติ สัมปชัญญะก้าวไป เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะถอยกลับ ดังนี้ทีเดียว.