ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
ฉบับ มมร. · เล่ม ๑๑ · หน้า ๕๕๐ · ข้อ 177
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

ในที่นี้ พรหมท่านมุ่งหมายว่า พันธุ. เพราะพวกพราหมณ์พากันเรียกพรหม นั้นว่า ปิตามหะ (ปู่ บรรพบุรุษ). ชนทั้งหลายเป็นเหล่ากอของเท้าทั้ง ๒

จึงชื่อว่าเป็นตระกูลเกิดจากเท้า. อธิบายว่า เกิดจากหลังเท้าของพรหม.

นัยว่า มาณพนั้นมีลัทธิดังนี้คือ พวกพราหมณ์เกิดจากปากของพรหม พวกกษัตริย์เกิดจากอก พวกแพศย์เกิดจากสะดือ พวกศูทรเกิดจากหัวเข่า

พวกสมณะเกิดจากหลังเท้า. ก็แลมาณพนั้นเมื่อจะกล่าวอย่างนี้ ก็กล่าว

มิได้เจาะจงใครก็จริง แต่โดยที่แท้เขากล่าวโดยมุ่งหมายว่า เรากล่าวมุ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น.

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า อัมพัฏฐมานพ นี้จำเดิมแต่เวลาที่ตนมาแล้ว เมื่อจะพูดกับเราก็พูดเพราะอาศัยมานะอย่าง เดียว ไม่รู้จักประมาณของตน เหมือนคนจับอสรพิษที่คอ เหมือนคน กอดกองไฟไว้ เหมือนคนลูบคลำช้างเมามันที่งวงฉะนั้น เอาเถอะ เราจัก ให้เขาเข้าใจ จึงตรัสว่า อตฺถิกวโต โข ปน เต อมฺพฏ ดังนี้เป็นต้น.

ในบทเหล่านั้น มีใจความว่า ความต้องการ กล่าวคือกิจที่จะต้อง มากระทำของจิตนั้นมีอยู่ เหตุนั้น จิตของมาณพนั้นจึงชื่อว่า มีความ

ต้องการ. จิตมีความต้องการของเขามีอยู่ เหตุนั้น เขาจึงชื่อว่า มีจิต

มีความต้องการ. ของมาณพนั้น. ใจความว่า ท่านมีจิตมีความต้องการ

จึงได้มา ณ ที่นี้. คำว่า โข ปน เป็นเพียงนิบาต. บทว่า ยาเยว โข ปนตฺถาย คือด้วยประโยชน์อันใดเล่า. บทว่า อาคจฺเฉยฺยาถ ความว่า พวกท่านพึงมาสู่สำนักของเราหรือ ของผู้อื่นเป็นครั้งคราว. คำนี้ว่า ตเมว อตฺถํ ท่านกล่าวด้วยสามารถเป็นเพศชาย. บทว่า พวกท่านพึงกระทำไว้ ในใจ คือพึงกระทำไว้ในจิต. อธิบายว่า ท่านอันอาจารย์ใช้ให้มาด้วย