แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์เอานิพพาน แม้อรหัตตมรรคก็ใช้ได้เหมือน กัน.
บทว่า จิตฺตํ อภินีหรติ ความว่า ทำวิปัสสนาจิตให้น้อมไป ให้โน้มไป ให้เงื้อมไปสู่อาสวักขยญาณนั้น.
ในคำว่า โส อิทํ ทุกฺขํ เป็นต้น ความว่า รู้ชัดซึ่งทุกขสัจแม้ ทั้งหมดวามความเป็นจริง โดยแทงตลอดลักษณะพร้อมทั้งกิจว่า ทุกข์มี ประมาณเท่านี้ ยิ่งไปกว่านี้ไม่มี และรู้ชัดซึ่งตัณหาอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ นั้นว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์ และรู้ชัดซึ่งฐานะที่ทุกข์และทุกข์สมุทัยทั้ง ๒ นั้นถึงแล้วดับไป คือความไม่เป็นไป ความดับแห่งทุกข์และทุกขสมุทัย เหล่านั้นว่า นี้ความดับแห่งทุกข์ และรู้ชัดซึ่งอริยมรรคอันยังทุกขนิโรธ นั้นให้ถึงพร้อมตามความเป็นจริง โดยแทงตลอดลักษณะพร้อมทั้งกิจว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์.
ครั้นทรงแสดงสัจจะโดยสรุปอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงย้ำอีก บรรยายหนึ่งโดยเป็นกิเลส จึงตรัสคำเป็นต้นว่า อิเน อาสวา ดังนี้.
บทว่า ตสฺส เอวํ ชานโต เอวํ ปสฺสโต ความว่า เมื่อภิกษุนั้น รู้เห็นอยู่อย่างนี้ จึงตรัสมรรคถึงที่สุดพร้อมด้วยวิปัสสนา.
บทว่า กามาสวา แปลว่า จากอาสวะคือกาม.
ด้วยบทว่า วิมุจฺจติ นี้ ทรงแสดงมรรคขณะ.
ด้วยบทว่า วิมุตฺตสฺมึ นี้ ทรงแสดงผลขณะ.
ด้วยบทว่า วิมุตฺตมิติ าณํ โหติ นี้ ทรงแสดงปัจจเวกขณญาณ.
ด้วยบทว่า ขีณา ชาติเป็นต้น ทรงแสดงภูมิของปัจจเวกขณญาณนั้น.