เมื่อบุรุษอาบน้ำดีแล้ว เอาผ้าสะอาดคลุมตลอดศีรษะ ไออุ่นแต่ศีรษะย่อม แผ่ไปทั่วผ้าทั้งผืนทีเดียว ไม่มีส่วนไร ๆ ของผ้าที่ไออุ่นจะไม่ถูกต้อง ฉันใด กรชกายของภิกษุก็ฉันนั้น ไม่มีส่วนไร ๆ ที่ความสุขในจตุตถฌาน จะไม่ถูกต้อง ในข้อนี้พึงเห็นเนื้อความอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
ก็การพรรณนาตามลำดับบทและนัยแห่งภาวนาของฌาน ๔ เหล่านี้ กล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรค ฉะนั้น จะไม่กล่าวให้พิสดารในที่นี้.
ก็ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ภิกษุนี้ บัณฑิตพึงทราบว่า เป็นผู้ได้รูปฌาน เท่านั้น ยังหาได้อรูปฌานไม่. ด้วยว่า เว้นความเป็นผู้ชำนาญในสมาบัติ ทั้ง ๘ โดยอาการ ๑๔ เสียแล้ว การบรรลุอภิญญาชั้นสูงจะมีไม่ได้ แต่ใน พระบาลีมาเฉพาะรูปฌานเท่านั้น จึงควรนำอรูปฌานมากล่าวด้วย.
ภิกษุนั้น ในคำว่า โส เอวํ สมาหิเต จิตฺเต ฯเปฯ อาเนญฺชปฺ- ปตฺเต นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสคงว่า ได้แก่ภิกษุผู้มีความชำนาญ ในสมาบัติ ๘ โดยอาการ ๑๔ อันเธอได้สั่งสมแล้ว. คำที่เหลือในพระบาลี นี้ พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในวิสุทธิมรรคนั่นแล.
ในพระบาลีว่า าณทสฺสนาย จิตฺตํ อภินีหรติ นี้ คำว่า ญาณ- ทัสสนะ ท่านกล่าวหมายถึงมรรคญาณก็ไค้ ผลญาณก็ได้ สัพพัญญุตญาณ ก็ได้ ปัจจเวกขณญาณก็ได้ วิปัสสนาญาณก็ได้.
ก็มรรคญาณ ท่านเรียกว่า ญาณทสัสนะ ในพระบาลีนี้ว่า ดูก่อน อาวุโส ย่อมประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อความบริสุทธิ์ แห่งญาณทสัสนะหรือหนอแล.
ผลญาณ ท่านเรียกว่า ญาณทัสสนะ ในพระบาลีนี้ว่า อุตตริ-