ด้วยว่า พระขีณาสพเมื่อพิจารณาด้วยญาณนั้น ย่อมรู้ชัดว่า ชาติ สิ้นแล้ว เป็นต้น.
ถามว่า ก็ชาติไหนของภิกษุนั้นสิ้นแล้ว และภิกษุนั้นจะรู้ชัดข้อนั้น ได้อย่างไร.
แก้ว่า ชาติที่เป็นอดีตของภิกษุนั้นยังไม่สิ้นก่อน เพราะสิ้นไปแล้ว
ในกาลก่อนเทียว. ชาติที่เป็นอนาคตก็ยังไม่สิ้น เพราะไม่มีความพยายาม
ในอนาคต. ชาติที่เป็นปัจจุบันยังไม่สิ้น เพราะขันธบัญจกของภิกษุนั้น
ยังมีอยู่. แต่ชาติใดพึงเกิดขึ้นเพราะมรรคยังมิได้อบรม ต่างโดยประเภท
คือขันธบัญจก ๑ และ ๔ และ ๕ ในเอกโวการภพจตุโวการภพและปัญจ- โวการภพ ชาตินั้นชื่อว่าสิ้นแล้ว เพราะถึงความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็น ธรรมดา เพราะมรรคอบรมแล้ว. ภิกษุนั้นพิจารณากิเลสที่ตนละได้ด้วย มรรคภาวนา เมื่อรู้ว่า กรรมแม้ยังมีอยู่ ก็ไม่ทำปฏิสนธิต่อไป เพราะ ไม่มีกิเลส ดังนี้ ชื่อว่าย่อมรู้ชัดซึ่งชาตินั้น.
บทว่า วุสิตํ แปลว่า อยู่แล้ว อยู่จบแล้ว.
บทว่า พฺรหฺมจริยํ ได้แก่มรรคพรหมจรรย์.
พระเสขะ ๗ จำพวก รวนทั้งกัลยาณปุถุชนทั้งหลาย ชื่อว่ากำลังอยู่
พรหมจรรย์. พระขีณาสพชื่อว่าอยู่จบพรหมจรรย์แล้ว. เพราะฉะนั้น
พระขีณาสพนั้นเมื่อพิจารณาถึงการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ของตน ย่อม รู้ชัดว่า พรหมจรรย์เราอยู่จบแล้ว.
บทว่า กตํ กรณียํ ความว่า กิจ ๑๖ อย่าง คือ ปริญญากิจ ปหานกิจ สัจฉิกิริยากิจ และภาวนากิจ ด้วยมรรค ๔ ในสัจจะ สำเร็จ แล้ว อธิบายว่า กิเลสอันมรรคนั้น ๆ พึงละ เธอละได้แล้ว เหตุแห่งทุกข์