ก็ตรัสพระราชดำรัสที่สามารถให้สำเร็จประโยชน์นั้นได้.
บทว่า ปวตฺตาโร แปลว่า เป็นผู้บอก. บทว่า เหล่าใด คือเป็น
สมบัติเก่าแก่ของพราหมณ์เหล่าใด. บทว่า บทแห่งมนต์ คือมนต์ กล่าว
คือเวทนั้นเอง. บทว่า ขับร้อง คือที่พราหมณ์เก่าแก่ทั้ง ๑๐ มีอัฏฐก-
พราหมณ์เป็นต้น สาธยายแล้วด้วยอำนาจความถึงพร้อมด้วยเสียง. บทว่า ปวุตฺตํ แปลว่า บอกแก่คนเหล่าอื่น ความว่า กล่าวสอน. บทว่า รวบ รวมไว้ คือประมวลไว้ ได้แก่ทำให้เป็นกองไว้ ความว่า รวมเก็บไว้เป็น
กลุ่มก้อน. บทว่า ขับตามซึ่งมนต์นั้น ความว่า พราหมณ์ในบัดนี้ ขับตาม
คือสาธยายตามซึ่งมนต์นั้น ที่พราหมณ์เหล่านั้นขับแล้วในกาลก่อน. บทว่า กล่าวตามซึ่งมนต์นั้น คือว่าตามซึ่งมนต์นั้น. คำนี้เป็นไวพจน์ของคำแรก
นั่นเอง. บทว่า กล่าวตามซึ่งมนต์ที่พราหมณ์พวกเก่าเหล่านั้นกล่าวไว้
คือสาธยายตามซึ่งมนต์ที่พราหมณ์พวกเก่าเหล่านั้นกล่าวไว้ คือสาธยาย
แล้ว. บทว่า กล่าวสอนตามซึ่งมนต์ที่พวกพราหมณ์เก่ากล่าวสอนไว้แล้ว
คือกล่าวสอนตามซึ่งมนต์ ที่พราหมณ์เหล่านั้นกล่าวสอนแล้วแก่คนอื่น. บทว่า อย่างไรนี่ ความว่า พราหมณ์เหล่านั้นมีใครบ้าง คำว่า อัฏฐกะ เป็นต้น เป็นชื่อของพราหมณ์เหล่านั้น.
ได้ยินว่า พราหมณ์เหล่านั้นมองดูด้วยทิพยจักษุ ไม่กระทำการ ทำร้ายผู้อื่น แต่งมนต์เทียบเคียงกับคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า
กัสสปสัมมาสัมพุทธะ. แต่พวกพราหมณ์นอกนี้ใส่ปาณาติบาตเป็นต้น
ลงไปทำลายเวททั้ง ๓ ได้กระทำให้ผิดเพี้ยนกับพระพุทธวจนะ
บทว่า นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ คือท่านพึงเป็นฤาษีด้วยเหตุใด
เหตุนั้นไม่มี. ในที่นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า อัมพัฏฐะนี้แม้อัน