และอภัพบุคคลอีก ซึ่งท่านหมายถึงกล่าวไว้ว่า เหล่าสัตว์ผู้เป็นอภัพบุคคล เป็นไฉน คือเหล่าสัตว์ผู้ประกอบด้วยกัมมาวรณะเครื่องกรรม คือกรรม ประกอบ ด้วยวิปากาวรณะ ประกอบด้วยกิเลสาวรณะ เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีฉันทะ มีปัญญาทราม ไม่ควรจะหยั่งลงสู่นิยามธรรม ๆ ทำแน่นอนสู่สัมมัตตะความเป็น ธรรมชอบในกุศลธรรมทั้งหลาย นี้คือเหล่าสัตว์ผู้เป็นอภัพบุคคลนั้น เหล่า สัตว์ผู้เป็นภัพบุคคลเป็นไฉน คือเหล่าสัตว์ผู้ไม่ประกอบด้วยกัมมาวรณะ ฯลฯ ีนี้คือเหล่าสัตว์ผู้เป็นภัพบุคคลนั้น ในบุคคล ๒ เหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงละอภัพบุคคลทั้งหมด ทรงใช้พระญาณกำหนดภัพบุคคลเท่านั้น แบ่งเป็น ๖ พวก ว่าในที่นี้มีพวกราคจริตเท่านี้ พวกโทสจริตเท่านี้ พวกโมหจริต วิตักกจริต สัทธาจริต และพุทธจริตเท่านี้. ครั้นทรงแบ่งอย่างนี้แล้ว จึงมี พระพุทธดำริว่า จักทรงแสดงธรรม.
บทว่า ปจฺจภาส ได้แก่ ไค้ตรัสตอบ. บทว่า อปารุตา ได้แก่ เปิดแล้ว บทว่า อมตสฺส ทฺวารา ได้แก่ พระอริยมรรค. จริงอยู่ พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า พระอริยมรรคนั้น เป็นทวารแห่งพระนิพพานกล่าว คืออมตนคร พระอริยมรรคนั้นเราเปิดสถาปนาไว้แล้ว บทว่า ปมฺุจนฺตุ สทฺธํ ความว่า ชนทั้งปวงจงหลั่งคือปล่อยศรัทธาของตนออกมา. ใน ๒ บท หลัง มีเนื้อความดังนั้นว่า จริงอยู่ เราสำคัญว่าจะลำบากกายและวาจา จึงไม่ กล่าวธรรมอันประณีตสูงสุดนี้ที่คล่องแคล่วของตน แม้ที่เราพร้อมประกาศ อยู่แล้ว ก็บัดนี้ชนทั้งปวงจงน้อมภาชนะคือศรัทธาเข้ามา เราจักทำความดำริ ของพวกเขาให้เต็ม.