สังยุตตนิกาย สคาถวรรค
ฉบับ มมร. · เล่ม ๒๕ · หน้า ๔๕๐ · ข้อ 846
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

ยักษ์จึงกล่าวอย่างนี้ว่า ปชานามิ โย อตฺโถ สมฺปรายิโก (เหตุใด ที่มีในสัมปรายภพเรารู้) เมื่อจะแสดงความที่ญาณนั้นเป็นเค้ามูลของพระผู้มี พระภาคเจ้า จึงกล่าวว่า อตฺถาย วต เม พุทฺโธ (พระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับ ณ เมืองอาฬวีเพื่อความประโยชน์แก่เรา).

ในบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถาย คือเพื่อประโยชน์เกื้อกูล หรือเพื่อ

ความเจริญ. บทว่า ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ ความว่า ทานที่ให้ในพระ-

พุทธเจ้าพระองค์ใดมีผลมาก เรารู้จักพระพุทธเจ้าผู้เป็นยอดทักขิไณยบุคคล พระองค์นั้น ด้วยจาคะที่ตรัสไว้ในบทว่า ยสฺเสเต จตุโร ธมฺมา (ผู้ใด มีธรรม ๔ อย่างนี้). แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ทรงหมายเอาพระสงฆ์จึง

ตรัสอย่างนี้. ครั้นยักษ์แสดงการบรรลุประโยชน์แก่ตนด้วยคาถานี้อย่างนี้แล้ว

บัดนี้จะแสดงอปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า เรานั้นจัก ท่องเที่ยวไป.

ในบทเหล่านั้น บทว่า คามา คามํ ความว่า จากเทวคามสู่เทวคาม

จากเทวนครสู่เทวนคร. บทว่า นมสฺสมาโน สมฺพุทฺธํ ธมฺมสฺส จ

สุธมฺมตํ ความว่า ซึ่งความตรัสรู้ดีของพระพุทธเจ้าและซึ่งความเป็นธรรมดี แห่งพระธรรม โดยนัยเป็นต้นว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์ เองหนอ พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว. ด้วยอำนาจ จ ศัพท์ก็ เป็นอันกล่าวว่า ข้าพเจ้าจักเที่ยวชมเชยแล้ว ๆ ซึ่งความปฏิบัติดีของพระสงฆ์ นมัสการประกาศธรรมด้วยบทเป็นต้นว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติดีแล้วหนอ ดังนี้ .

การสิ้นสุดแห่งคาถานี้ การแจ้งสว่างแห่งราตรี การส่งเสียงสาธุการ การนำอาฬวกกุมารมายังที่อยู่ของยักษ์ ได้มีในขณะเดียวกันด้วยประการฉะนี้. พวกราชบุรุษได้ยินเสียงสาธุการแล้ว นึกว่า เสียงสาธุการเห็นปานนี้ ย่อมไม่