ฝ่ายพราหมณีเองอาบน้ำหอมแต่เช้าตรู่ นุ่งผ้าใหม่มีราคา ๑,๐๐๐ เอา ผ้ามีราคา ๕๐๐ เฉวียงบ่า ประดับด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง ถือทัพพีทอง อังคาสเลี้ยงดูพวกพราหมณ์ในโรงอาหาร น้อมนำอาหารไปให้พราหมณ์นั้น ผู้นั่งในแถวเดียวกับพราหมณ์เหล่านั้น ลื่นลงที่กองไม้ที่เขาเก็บไว้ไม่เรียบร้อย. ทุกขเวทนาเกิดขึ้นแก่นาง เพราะกระแทกในการลื่นล้มลง. ขณะนั้นนางระลึก
ถึงพระทศพล. แต่เพราะนางสมบูรณ์ด้วยสติ นางก็ไม่ทิ้งถาดข้าวปายาส ค่อยๆ
วางลงที่พื้น ประคองอัญชลีเหนือเศียร ในท่ามกลางพราหมณ์ ๕๐๐ คน แล้วน้อมอัญชลีไปทางพระวิหารเชตวัน จึงได้เปล่งอุทานนี้.
ก็เวลานั้น บรรดาพราหมณ์เหล่านั้น บางพวกบริโภคเสร็จแล้ว บางพวกกำลังบริโภค บางพวกพอลงมือ บางพวกเพียงวางโภชนะไว้ข้างหน้า พราหมณ์เหล่านั้น พอได้ยินเสียงนั้น เป็นเสมือนถูกฆ้อนเท่าภูเขาสิเนรุฟาดลง บนศีรษะ และเหมือนถูกหลาวแทงที่หู เสวยทุกข์โทมนัสโกรธว่า พวกเรา ถูกคนนอกลัทธินี้ ลวงเราให้เข้าไปสู่เรือน จึงทิ้งก้อนข้าว คายสิ่งที่อมไว้ เป็นเหมือนกาเห็นธนู พลางด่าพราหมณ์พากันหลีกไปคนละทิศคนละทาง. พราหมณ์เห็นพวกพราหมณ์ต่างพากันแยกไปอย่างนั้น มองดูนางพราหมณีตั้ง แต่ศีรษะ คิดว่า พวกเราเห็นภัยนี้แล จึงขอร้องนางมหาจำเริญตั้งแต่วันวาน ก็ไม่ได้ จึงด่านางพราหมณีโดยประการต่าง ๆ แล้วได้กล่าวกะนางมีอาทิว่า เอวเมว ปน ดังนี้.
บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า พราหมณ์ไปด้วยคิดว่าพระสมณโคดม ผู้อันชาวบ้านชาวนิคมและชาวแว่นแคว้นบูชาแล้ว ใคร ๆ ไม่อาจจะไปว่ากล่าว คุกคามอย่างใด ๆ ได้ จำเราจักถามปัญหาสักข้อหนึ่ง จึงได้แต่งคาถาว่า กึสุ