อื่นให้อยู่ในอำนาจของตน ล่วงชาติและชราได้. ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า การ อุปบัติในพรหมโลกเป็นครั้งสุดท้ายนี้ นับว่า เวทคู เพราะพวกข้าพระองค์
ไปถึงด้วยเวททั้งหลาย. บทว่า อสฺมาภิชปฺปนฺติ ชนา อเนกา ความว่า
ชนเป็นมากย่อมชอบใจพวกข้าพระองค์ ย่อมปรารถนาย่อมกระหยิ่มอย่างนี้ว่า ท่านพรหมผู้นี้แล เป็นมหาพรหมผู้ยิ่งใหญ่ ไม่มีใครครอบงำได้ เป็นผู้ เห็นถ่องแท้ เป็นผู้ใช้อำนาจ เป็นอิสระ เป็นผู้สร้าง เป็นผู้เนรมิต เป็นผู้ ประเสริฐสุด เป็นผู้จัด เป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นบิดาของสิ่งที่เป็นแล้วและกำลัง เป็น.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะพกพรหมนั้นว่า อปฺปํ หิ เอตํ
เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตํ ความว่า ท่านสำคัญอายุใดของ
ท่านในที่นี้ว่า ยืนอายุนั่นน้อย คือนิดหน่อย. บทว่า สตสหสฺสานํ นิรพฺพุทานํ ได้แก่แสนนิรัพพุทะ โดยจำนวนนิรัพพุทะ (นิรัพพุทะเป็นสังขยาซึ่งมีจำนวน เลขสูญ ๖๘ สูญ). บทว่า อายุํ ปชานามิ ความว่า เรารู้ว่าอายุของท่านในบัด
นี้เหลืออยู่เพียงเท่านี้. บทว่า อนนฺตทสฺสี ภความมสฺมิ ความว่า ข้าแต่
พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ตรัสว่า เราเป็นผู้มีปกติเห็นไม่มีที่สิ้นสุด ล่วง
ชาติเป็นต้นได้แล้ว. บทว่า กึ เม ปุราณํ ความว่า ถ้าพระองค์เป็นผู้มี
ปกติเห็นไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อเป็นเช่นนั้น ขอพระองค์จงตรัสบอกข้อนี้แก่ข้า พระองค์ คืออะไรเป็นวัตรเก่าของข้าพระองค์. ศีลนั่นแหละท่านเรียกว่าศีล
วัตร. บทว่า ยมหํ วิชญฺา ความว่า พกพรหมกล่าวว่า ข้าพระองค์ควร
ทราบข้อใดที่พระองค์ตรัส ขอพระองค์จงบอกข้อนั้นแก่ข้าพระองค์.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะตรัสบอกแก่พกพรหมนั้น ได้ตรัส พระพุทธพจน์เป็นต้นว่า ยํ ตฺวํ อปาเยสิ ดังนี้. ในข้อนั้นมีอธิบายดังนี้ ได้ยินว่า เมื่อก่อน พกพรหมนี้เกิดในเรือนมีตระกูล เห็นโทษในกาม