ภิกษุนั้นทูลถามว่า พระเจ้าข้า พระองค์อาจที่จะทรงอุปมาได้หรือ.
[๖๐๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เราอาจอยู่ แล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เปรียบเหมือนเกวียนบรรทุกงาแห่งชาวโกศลซึ่งบรรทุกงา ได้ ๒๐ ขารี๑ บุรุษพึงเก็บงาขึ้นจากเกวียนนั้นโดยล่วงร้อยปี ๆ ต่อเมล็ดหนึ่ง ๆ.
ดูก่อนภิกษุ เกวียนบรรทุกงาแห่งชาวโกศลซึ่งบรรทุกงาได้ ๒๐ ขารี นั้นพึงถึงความสิ้นไปหมดไป เพราะความเพียรนี้เร็วกว่า ส่วนอัพพุทนรกหนึ่ง ยังไม่ถึงความสิ้นหมดไปเลย.
ดูก่อนภิกษุ ๒๐ อัพพุทนรกเป็นหนึ่งนิรัพพุทนรก ๒๐ นิรัพพุทนรก เป็นหนึ่งอพพนรก ๒๐ อพพนรกเป็นหนึ่งกฏฏนรก ดูก่อนภิกษุ ๒๐ อฏฏนรก เป็นหนึ่งอหหนรก ๒๐ อหหนรกเป็นหนึ่งกุมุทนรก ๒๐ กุมุทนรกเป็นหนึ่ง โสคันธิกนรก ดูก่อนภิกษุ ๒๐ โสคันธิกนรกเป็นหนึ่งอุปปลกนรก ๒๐ อุปป- ลกนรกเป็นหนึ่งปุณฑริกนรก ๒๐ ปุณฑริกนรกเป็นหนึ่งปทุมนรก ดูก่อนภิกษุ ก็ภิกษุโกกาลิกเข้าถึงปทุมนรกแล้วแล เพราะจิตอาฆาตในภิกษุ ชื่อว่าสารีบุตร และโมคคัลลานะ.
[๖๐๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ ภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
ชนพาลเมื่อกล่าวคำเป็นทุพภาษิต
ชื่อว่าย่อมตัดตนด้วยศัสตราใด ก็ศัสตรา
นั้นย่อมเกิดในปากของบุรุษผู้เกิดแล้ว ผู้
ใดสรรเสริญผู้ที่ควรถูกติ หรือติผู้ที่ควร * ๒๐ ขารีเท่า ๑ เกวียน คือ ๔ แล่งโดยแล่งที่เป็นของชาวมคธ เป็นหนึ่งแล่งใน แคว้นโกศล ๔ แล่งโดยนั้นเป็นหนึ่งอาฬหก ๔ อาฬหกเป็นหนึ่งทะนาน ๔ ทะนานเป็นหมื่น มาณิกา ๔ มาณิกาเป็นหนึ่งขารี ๒๐ ขารีเป็นหนึ่งเกวียน