กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้าจตุตถฌาน ผู้เกิดในรูปาวจรภูมิ ผู้เกิด ในอรูปาวจรภูมิ ไม่เคยดับไปแล้ว แต่จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น จักไม่ดับไป ก็หาไม่ กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในรูปาวจรภูมิ ในอรูปาวจรภูมิ ในภังคขณะแห่ง ปัจฉิมจิต ผู้เป็นอสัญญสัตว์ ไม่เคยดับไปแล้ว และจิตตสังขารก็จักไม่ดับไป.
หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด จักไม่ดับไป กายสังขารของสัตว์นั้น ในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้ว?
จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือ ในกามาวจรภูมิ ในภังคขณะแห่ง ปัจฉิมจิต จักไม่ดับไป แต่กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่ จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือ ในรูปาวจรภูมิ ในอรูปาวจรภูมิ ในภังคขณะแห่ง ปัจฉิมจิต ผู้เป็นอสัญญสัตว์ จักไม่ดับไป และกายสังขารก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
[๑๑๘๑] วจีสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว จิตตสังขารของ สัตว์นั้น ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือ ในภูมิอันไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร ไม่เคย ดับไปแล้ว แต่จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ วจีสังขารของสัตว์ เหล่านั้น ในภูมินั้น คือ ในภูมิอันไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต ผู้เป็น อสัญญสัตว์ไม่เคยดับไปแล้ว และจิตตสังขารก็จักไม่ดับไป.
หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด จักไม่ดับไป วจีสังขารของสัตว์นั้น ในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้ว.
จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในภูมิอันมีวิตกและมีวิจาร ในภังคขณะแห่ง ปัจฉิมจิต จักไม่ดับไป แต่วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่ จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในภูมิอันไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร ในภังคขณะแห่ง ปัจฉิมจิต ผู้เป็นอสัญญสัตว์ จักไม่ดับไป และวจีสังขารก็ไม่เคยดับไปแล้ว.