Stories of Past Lives, Part 1

Pāli Siam Raṭṭha · Sutta Piṭaka — The Basket of Discourses · Volume 27 · 571 pages

Summarised by AI from the whole volume (286 topics) — click to jump to where a topic begins.

  1. Page 1–4 อปัณณกวรรค (อปัณณกชาดก ถึง สุขวิหาริชาดก) วรรคแรกของเอกนิปาตชาดก (หมวดชาดกคาถาเดียว) รวม ๑๐ เรื่อง แต่ละคาถาเป็นคติสั้น ๆ ผูกกับชื่อชาดกนั้น เช่น อปัณณกชาดกสอนให้เลือกทางที่แน่นอนปลอดภัย วัณณุปถชาดกสอนความเพียรจนพบน้ำกลางทะเลทราย จุลลกเสฏฐิชาดกสอนการสร้างฐานะจากของเล็กน้อยด้วยปัญญา ส่วนมฆเทวชาดกปิดท้ายด้วยคาถาว่าผมหงอกคือ "เทวทูต" เตือนให้ถึงเวลาออกบวช ซึ่งตามเรื่องเล่าที่รู้จักกันคือพระราชาที่ทรงผนวชเมื่อเห็นผมหงอกเส้นแรก อันเป็นต้นแบบธรรมเนียมการสละราชสมบัติเมื่อถึงวัย
  2. Page 4–7 สีลวรรค (ลักขณชาดก ถึง นฬปานชาดก) วรรคที่ ๒ ว่าด้วยศีลและความเมตตา มีชาดกเกี่ยวกับสัตว์ป่าหลายเรื่อง เช่น นิโครธมิคชาดกที่คาถากล่าวถึงพญาเนื้อผู้ยอมตายแทนแม่เนื้อท้อง (นิโครธ) ดีกว่าไปพึ่งพญาเนื้ออีกฝ่าย (สาขะ) สะท้อนความเสียสละของผู้นำ มตกภัตตชาดกและอายาจิตภัตตชาดกสอนไม่ให้ฆ่าสัตว์บูชายัญ และนฬปานชาดกปิดวรรคด้วยคาถาของช้างผู้ใช้ปล้องอ้อดูดน้ำแทนการก้าวลงไปให้จระเข้ทำร้าย เป็นอุบายแห่งความรอบคอบ
  3. Page 7–10 กุรุงควรรค (กุรุงคมิคชาดก ถึง มุณิกชาดก) วรรคที่ ๓ ส่วนใหญ่เป็นชาดกเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงและสัตว์พาหนะ (เนื้อ สุนัข ม้าอาชาไนย) เน้นคุณสมบัติของผู้มีคุณภาพแท้จริง เช่น กุกกุรชาดกสอนว่าสุนัขพันธุ์ดีในวังไม่ควรถูกกล่าวหาแทนสุนัขจรจัด อาชัญญชาดกยกย่องม้าอาชาไนยที่ใช้กำลังได้ทุกที่ทุกเวลา และมุณิกชาดกปิดวรรคด้วยคาถาสุกรที่ถูกขุนอ้วนเพื่อฆ่า สอนเรื่องอายุยืนกับความไม่โลภในของฟุ่มเฟือย
  4. Page 11–13 กุลาวกวรรค (กุลาวกชาดก ถึง ขทิรังคารชาดก) วรรคที่ ๔ เปิดด้วยกุลาวกชาดก ซึ่งตามคาถาเป็นคำขอของพญานกให้เทพมาตลิขับรถหลบรังนกบนต้นงิ้วแม้กำลังหนีอสูร สะท้อนเมตตาธรรมเหนือความกลัวภัยสงคราม นัจจชาดกเล่าคาถาที่พ่อยกเลิกการยกลูกสาวให้นกยูงเพราะมันรำแพนหางจนเสียมารยาท และสมโมทมานชาดกสอนว่านกที่ร่วมมือกันหนีตาข่ายได้แต่แตกคอกันเมื่อใดก็ถูกจับ วรรคปิดท้ายด้วยขทิรังคารชาดกที่ผู้ให้ทานยอมกระโดดลงหลุมถ่านไฟลุกโชนดีกว่าทำอนารยธรรม
  5. Page 14–16 อัตถกามวรรค (โลสกชาดก ถึง ทุมเมธชาดก) วรรคที่ ๕ หลายเรื่องต้นวรรคใช้คาถาซ้ำแบบเดียวกันว่า ผู้ไม่ทำตามคำแนะนำของผู้หวังดี ย่อมเดือดร้อนภายหลัง ผูกกับนกพิราบ ไก่ป่า และไม้ไผ่ตามลำดับ เวทัพพชาดกเล่าคาถาที่โจรผู้คิดร้ายฆ่าพราหมณ์เวทัพพะกลับพากันวอดวายกันเอง และทุมเมธชาดกปิดวรรคด้วยคาถาที่พระราชาทรงเห็นว่าจะบูชายัญด้วยคนพาลนับพันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบธรรม
  6. Page 17–19 อาสีสวรรค (มหาสีลวชาดก ถึง สังขธมนชาดก) วรรคที่ ๖ ว่าด้วยความหวังและความเพียรไม่ท้อถอย มหาสีลวชาดกและจูฬชนกชาดกใช้คาถาคู่ขนานว่า "บุคคลควรหวังและไม่เบื่อหน่าย เราเห็นตนเองเป็นได้ดังที่ปรารถนา/ไต่ขึ้นจากน้ำสู่บกได้" สะท้อนเรื่องเล่าที่รู้จักกันดีของพระเจ้าชนกที่ทรงว่ายน้ำอย่างไม่ลดละจนรอดชีวิต ปัญจาวุธชาดกสอนเรื่องผู้มีจิตไม่ท้อแท้บำเพ็ญกุศลธรรมเพื่อความหลุดพ้นจากสังโยชน์ทั้งปวง
  7. Page 20–22 อิตถีวรรค (อสาตมันตชาดก ถึง กุททาลชาดก) วรรคที่ ๗ รวมคาถาเตือนภัยเกี่ยวกับความไม่แน่นอนและความปรารถนาไม่มีขอบเขตของสตรีในทางโลก เปรียบกับแม่น้ำ ทางเดิน ร้านสุรา ที่คนทั่วไปแวะเวียนได้ไม่รู้จบ ปิดวรรคด้วยกุททาลชาดกซึ่งกล่าวถึงชัยชนะที่แท้จริงคือชัยชนะที่ไม่กลับแพ้อีก อันเป็นคาถาที่นิยมยกมาสอนเรื่องการออกบวชครั้งที่เด็ดขาด
  8. Page 23–26 วรุณวรรค (วรุณชาดก ถึง ภีมเสนชาดก) วรรคที่ ๘ เปิดด้วยวรุณชาดกสอนว่าผู้ผัดวันประกันพรุ่งย่อมเดือดร้อนภายหลังดุจตัดไม้วรุณผิดเวลา รุกขธัมมชาดกใช้ภาพต้นไม้ในป่าที่ขึ้นรวมกันจึงทนลมได้ สื่อถึงพลังของหมู่ญาติที่สามัคคีกัน ส่วนมหาสุปินชาดกเป็นคาถายาวพรรณนาสุบิน ๑๖ ประการอันวิปริตของพระราชา ซึ่งตามเรื่องที่รู้จักกันคือมหาสุบินของพระเจ้าปเสนทิโกศล
  9. Page 26–29 อปายิมหวรรค (สุราปานชาดก ถึง อกตัญญูชาดก) วรรคที่ ๙ เปิดด้วยสุราปานชาดกที่ฝูงลิงเลียนแบบมนุษย์ดื่มสุราจนเสียท่า มิตตวินทชาดก (ปรากฏซ้ำในวรรคต่อไปด้วย) เป็นคาถาของบุรุษโลภที่แล่นเรือเลยเขตเกาะสุขไปจนต้องรับกงจักรพัดศีรษะ อันเป็นเรื่องเตือนเรื่องความโลภไม่รู้จักพอที่รู้จักกันดี และกาฬกัณณิชาดกสอนว่ามิตรแท้วัดกันด้วยระยะเวลาความคุ้นเคยไม่ใช่ด้วยชื่อเป็นมงคลหรืออัปมงคล
  10. Page 29–33 ลิตตวรรค (ลิตตชาดก ถึง อสาตรูปชาดก) วรรคที่ ๑๐ มีโลมหังสชาดกพรรณนาการบำเพ็ญตบะอย่างอุกฤษฏ์ของพระโพธิสัตว์ในป่าน่าสะพรึงกลัว และมหาสุทัสสนชาดกที่มีคาถาอันโด่งดังยิ่ง "อนิจฺจา วต สงฺขารา อุปฺปาทวยธมฺมิโน" ว่าด้วยความไม่เที่ยงของสังขารทั้งปวง ซึ่งเป็นคาถาเดียวกับที่แสดงในวาระปรินิพพาน เตลปัตตชาดกสอนการรักษาจิตให้มั่นคงดุจถือถ้วยน้ำมันเต็มเปี่ยมไม่ให้หก
  11. Page 33–36 ปโรสตวรรค (ปโรสตชาดก ถึง สัพพสังหารกปัญหา) วรรคที่ ๑๑ เปิดด้วยคาถาย้ำว่าคนพาลรวมกันเป็นร้อยเพ้อพร่ำอยู่ตลอดปียังสู้บุรุษมีปัญญาคนเดียวที่เข้าใจถ้อยคำไม่ได้ มิตตวินทชาดก (ฉบับที่สอง) ย้ำเรื่องกงจักรพัดศีรษะของผู้โลภไม่หยุด และปิดวรรคด้วยสัพพสังหารกปัญหาซึ่งเป็นคาถาปริศนาว่าไม่มีสิ่งใดเก็บกวาดได้หมดสิ้นแม้กงฺคุ (ข้าวฟ่าง) ยังฟุ้งกระจาย
  12. Page 36–39 หังสิวรรค (คัทรภปัญหา ถึง พันธนโมกขชาดก) วรรคที่ ๑๒ มีปัญหาปริศนาสองเรื่องที่มีชื่อเสียงคือ คัทรภปัญหา (ลาที่เป็นพ่อของล่อ) และอมราเทวีปัญหา (คำตอบปริศนาลับผ่านสัญลักษณ์พืชและทาง) ซึ่งตามที่รู้จักกันเชื่อมโยงกับวงจรเรื่องบัณฑิตผู้ฉลาดไขปัญหา เรื่องอื่น ๆ ในวรรคว่าด้วยการคิดพอดี ไม่มากไม่น้อย และปิดวรรคด้วยพันธนโมกขชาดกสอนว่าคนพาลแม้ไม่ถูกมัดก็เหมือนถูกมัดด้วยวาจาของตน ส่วนบัณฑิตแม้ถูกมัดก็ยังหลุดพ้นได้ด้วยวาจา
  13. Page 39–42 กุสนาฬิวรรค (กุสนาฬิชาดก ถึง โกสิยชาดก) วรรคที่ ๑๓ เปิดด้วยกุสนาฬิชาดก คาถาของหญ้าคาที่แม้เล็กน้อยก็ยังช่วยกันในยามคับขันได้เท่ากับผู้ใหญ่ สื่อความสามัคคี เรื่องอื่นในวรรคเป็นคติสั้นเตือนเรื่องยศที่ทำให้คนพาลเบียดเบียนตนและผู้อื่น ความไม่รู้จริงพูดพร่ำ และปิดวรรคด้วยโกสิยชาดกที่ตำหนิผู้พูดอย่างหนึ่งทำอีกอย่างหนึ่ง
  14. Page 42–45 อสัมปทานวรรค (อสัมปทานชาดก ถึง กากชาดก) วรรคที่ ๑๔ เปิดด้วยอสัมปทานชาดกสอนว่าความไม่เอื้อเฟื้อทำให้มิตรภาพของคนพาลแตกสลาย มีชาดกว่าด้วยฌานสมาบัติสองเรื่องคือฌานโสธนชาดกและจันทาภชาดก สรรเสริญสุขจากฌานที่ปราศจากวิตกยิ่งกว่าสัญญาหรืออสัญญา และสุวัณณหังสชาดกซึ่งเป็นนิทานที่รู้จักกันดีเรื่องห่านทองคำที่ถูกถอนขนจนตายเพราะความโลภเกินพอดี
  15. Page 46–49 กกัณฏกวรรค (โคธชาดก ถึง สัญชีวชาดก) — จบเอกนิปาต วรรคสุดท้ายของเอกนิปาต รวมนิทานสัตว์หลายเรื่อง เช่น กากชาดกที่กาพยายามดื่มน้ำทะเลจนปากแห้ง และราธชาดกที่นกแก้วราธะตัดพ้อนกเค้าที่ฆ่าคู่ของมัน วรรคปิดท้ายด้วยสัญชีวชาดก สอนว่าผู้ที่คบหาและช่วยเหลือคนพาล/สัตว์ร้ายที่ไม่ควรคบ ย่อมถูกทำร้ายในที่สุดดุจเสือสัญชีวะที่กินเนื้อผู้ช่วยชุบชีวิตมันขึ้นมาเอง ปิดท้ายด้วยข้อความ "เอกนิปาตํ นิฏฺฐิตํ" (จบเอกนิปาต)
  16. Page 50–54 ทุกนิปาตชาตกํ วรรคที่ ๑ ทัฬหวรรค (ราโชวาทชาดก ถึง วินีลกชาดก) เริ่มต้นทุกนิปาต (หมวดชาดกสองคาถา) ด้วยราโชวาทชาดกอันมีชื่อเสียง สอนหลักปกครองว่าพึงเอาชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ เอาชนะความชั่วด้วยความดี เอาชนะความตระหนี่ด้วยการให้ และเอาชนะคำเท็จด้วยคำสัตย์ อุรคชาดกเล่าคาถาของงูที่ยอมอดอาหารเพื่อเคารพธรรมของพราหมณ์ผู้ทรงศีล ส่วนโมรชาดกมีคาถายาวสองบทอันโด่งดังที่สุดในวรรคคือ "มนตร์นกยูงทอง" (โมรปริตร) กล่าวนอบน้อมพระอาทิตย์ พระพุทธเจ้า และพระอรหันต์เพื่อขอความคุ้มครองยามเช้าและยามเย็น ซึ่งยังคงใช้สวดเป็นบทปริตรป้องกันภัยมาจนปัจจุบัน วรรคปิดท้ายด้วยวินีลกชาดกเ
  17. Page 55 สันถววรรค เริ่มต้น (อินทสมานโคตตชาดก) หน้าสุดท้ายของช่วงนี้เป็นเพียงคาถาสรุปวรรคทัฬหวรรค (อุทฺทาน) ก่อนขึ้นวรรคใหม่คือสันถววรรค ซึ่งเปิดด้วยอินทสมานโคตตชาดก สอนไม่ให้คบสนิทกับคนเลว แม้คบกันมานานก็ยังทำบาปได้ ดุจช้างอินทสมานโคตร และควรผูกมิตรกับผู้มีศีล ปัญญา และความรู้เสมอตนเท่านั้น เนื้อหาในไฟล์ตัดจบกลางเรื่องนี้พอดี (ต่อในส่วนถัดไป)
  18. Page 56–57 สนฺถวชาตก (ท้ายเรื่อง), สุสีมชาตก, คิชฺฌชาตก, นกุลชาตก คาถาส่วนท้ายของสนฺถวชาตกเตือนว่าความคุ้นเคยสนิทสนมกับคนพาลนำภัยมาให้ยิ่งกว่าสิ่งใด แม้สัตว์ร้ายก็ยังเลียปากผู้ที่ตนคุ้นเคย ต่อด้วยสุสีมชาตกเป็นบทสนทนาว่าด้วยการยกกวางทองให้ผู้อื่นเพราะระลึกถึงบุพการี คิชฺฌชาตกเตือนว่าเมื่อถึงคราวเคราะห์ร้าย (ปราภวะ) แม้แร้งผู้ฉลาดก็ยังไม่รู้ตัวว่าติดตาข่ายจนถึงตาย และนกุลชาตกเล่าพังพอนที่ผูกไมตรีกับงูศัตรูแต่ยังนอนอ้าปากพร้อมเขี้ยวไว้ระวังตัว สอนว่าไม่ควรวางใจแม้ในยามสงบศึก และควรระแวงภัยแม้จากมิตร
  19. Page 58–59 อุปสาฬฺหกชาตก, สมิทฺธิชาตก, สกุณคฺฆิชาตก, อรกชาตก, กกณฺฏกชาตก (จบสนฺถววรรค) อุปสาฬฺหกชาตกสอนว่าสิ่งที่ไม่มีวันเสื่อมสลายในโลกคือสัจจะ ธรรม อหิงสา ความสำรวมและการฝึกตน ซึ่งพระอริยะเสพคุ้น ต่างจากทรัพย์ที่ถูกไฟไหม้ได้ สมิทฺธิชาตกเป็นบทสนทนาระหว่างภิกษุกับเทวดาเรื่องการรู้กาลเวลาก่อนรับบิณฑบาต สกุณคฺฆิชาตกเตือนภัยของเหยี่ยวที่โฉบเหยื่ออย่างประมาทจนตาย เทียบกับผู้พอใจในสิ่งที่หาได้โดยชอบธรรมย่อมปลอดภัยกว่า อรกชาตกกล่าวถึงการแผ่เมตตาจิตไม่มีประมาณไปทั่วทุกทิศ และกกณฺฏกชาตก (ปริศนาของมโหสถบัณฑิต) ว่าด้วยเสาที่ไม่เคยยกตัวแต่กลับตั้งตรงได้เพราะไม้ค้ำ สอนเรื่องความหยิ่งผยองเมื่อ
  20. Page 60–63 กลฺยาณธมฺมวรรค: กลฺยาณธมฺม, ททฺทร, มกฺกฏ, ทุพฺภิยมกฺกฏ, อาทิจฺจุปฏฺฐาน, กฬายมุฏฺฐิ, ตินฺทุก, กจฺฉปชาตก วรรคที่ ๓ เริ่มด้วยกลฺยาณธมฺมชาตก สอนว่าเมื่อได้รับยกย่องว่าเป็นผู้มีกัลยาณธรรมแล้ว บัณฑิตไม่ควรเสื่อมจากธรรมนั้นแม้ต้องออกบวช ททฺทรชาตกเปรียบสุนัขจิ้งจอกที่ร้องเสียงดังโดยไม่มีสิงโตตอบโต้ เพราะสัตว์ประเสริฐย่อมนิ่งเฉยต่อผู้ต่ำทราม มกฺกฏชาตกและทุพฺภิยมกฺกฏชาตกเป็นสองเรื่องเกี่ยวกับลิงที่เนรคุณหรือไม่น่าไว้ใจ อาทิจฺจุปฏฺฐานชาตกกล่าวถึงลิงที่ไหว้พระอาทิตย์แต่ไม่มีศีลจริง เตือนไม่ให้สรรเสริญโดยไม่รู้จริง กฬายมุฏฺฐิชาตกเปรียบผู้โลภมากที่ทำถั่วหกจนหมดเพื่อไปเก็บเมล็ดเดียวที่ตก ตินฺทุกชาตกสอนให้มองหาท
  21. Page 64–68 จบกลฺยาณธมฺมวรรค แล้วขึ้นอสทิสวรรค: อสทิส, สงฺคามาวจร, วาโลทก, คิริทตฺต, อนภิรติ, ทธิวาหน, จตุมฏฺฐ, สีหโกตฺถุกชาตก หน้า ๖๔ เปิดด้วยคาถาสุดท้ายของทุทฺททชาตก ปิดวรรคที่ ๓ ว่าคนพาลย่อมไปนรก คนดีย่อมไปสวรรค์ จากนั้นเริ่มวรรคที่ ๔ อสทิสวรรค อสทิสชาตกกล่าวถึงเจ้าชายนักธนูผู้ยิ่งใหญ่ที่รบชนะศัตรูโดยไม่เบียดเบียนแล้วออกบวช สงฺคามาวจรชาตกเป็นคำเร้าช้างศึกให้บุกทำลายประตูค่าย วาโลทกชาตกเปรียบม้าสินธพพันธุ์ดีที่ไม่เมาแม้ดื่มสุราอย่างดี ต่างจากสัตว์ชาติต่ำที่เมาแม้ดื่มน้อย คิริทตฺตชาตกกล่าวถึงม้าที่เสียนิสัยเพราะคบเพื่อนไม่ดี อนภิรติชาตกเปรียบจิตขุ่นมัวเหมือนน้ำขุ่นที่มองไม่เห็นสิ่งใด ทธิวาหนชาตกเล่าต้นมะม่วงผลขมเพราะแว
  22. Page 69–72 รุหกวรรค: รุหก, สิริกาฬกณฺณิ, จุลฺลปทุม, มณิโจร, ปพฺพตูปตฺถร, วลาหกสฺส, มิตฺตามิตฺต, ราธ, คหปติชาตก รุหกชาตกสอนไม่ให้ผูกโกรธ เหมือนสายธนูที่ขาดแล้วผูกต่อได้ใหม่ สิริกาฬกณฺณิชาตกเป็นคำถามของมโหสถบัณฑิตว่าเหตุใดชายจึงไม่ปรารถนาหญิงงามมีศีล ตอบว่าสิริ(โชคดี)กับกาฬกัณณี(โชคร้าย)ไม่อาจอยู่ร่วมกัน จุลฺลปทุมชาตกกล่าวโทษความไม่ซื่อสัตย์ของหญิงคนชู้ที่ทรยศสามี มณิโจรชาตกตั้งคำถามว่าทำไมเทวดาจึงไม่ห้ามคนทำชั่ว ปพฺพตูปตฺถรชาตกเล่าสุนัขจิ้งจอกแอบกินน้ำในสระที่ราชสีห์รักษาอยู่ วลาหกสฺสชาตกสอนว่าผู้ไม่ทำตามโอวาทพระพุทธเจ้าจะพินาศเหมือนพ่อค้าที่ถูกนางรากษสีหลอก ส่วนผู้ทำตามจะข้ามพ้นได้ มิตฺตามิตฺตชาตกสอนวิธี
  23. Page 73–77 จบรุหกวรรค แล้วขึ้นนตํทฬฺหวรรค: พนฺธนาคาร, เกฬิสีล, ขนฺธปริตฺต, วีรก, คงฺเคยฺย, กุรุงฺคมิค, อสฺสก, สสสุมาร, กกฺกรชาตก หน้า ๗๓ เปิดด้วยคาถาสุดท้ายของสาธุสีลชาตก ปิดวรรคที่ ๕ ว่าคุณธรรมของพราหมณ์อยู่ที่ศีลมิใช่ชาติกำเนิดหรือความแก่ จากนั้นเริ่มวรรคที่ ๖ นตํทฬฺหวรรค พนฺธนาคารชาตกสอนว่าเครื่องพันธนาการแท้จริงมิใช่โซ่ตรวนแต่คือความยึดติดในบุตรภรรยาและของรัก เกฬิสีลชาตกเปรียบว่าผู้มีปัญญาแม้ตัวเล็กก็ยิ่งใหญ่ได้ ขนฺธปริตฺตชาตกเป็นบทแผ่เมตตาแก่สัตว์เลื้อยคลานทุกจำพวก (ที่มาของขันธปริตร) วีรกชาตกเล่านกที่ไว้อาลัยสามีที่ตายเพราะเลียนแบบพฤติกรรมตน คงฺเคยฺยชาตกสอนไม่ให้อวดตัวเมื่อถูกถาม กุรุงฺคมิคชาตกเล่าไตรมิตร (เนื้อ เต่
  24. Page 78–82 จบนตํทฬฺหวรรค แล้วขึ้นพีรณตฺถมฺภกวรรค: โสมทตฺต, อุจฺฉิฏฺฐภตฺต, ภรุราช, ปุณฺณนที, กจฺฉป, มจฺฉ, เสคฺคุ, กูฏวาณิช, ครหิตชาตก หน้า ๗๘ เปิดด้วยท้ายกนฺทคลกชาตก ปิดวรรคที่ ๖ ว่าครุฑจิกหัวงูตายเมื่อไปแตะไม้ที่มีแก่น จากนั้นวรรคที่ ๗ พีรณตฺถมฺภกวรรค โสมทตฺตชาตกสอนว่าผู้ขอย่อมได้อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ อุจฺฉิฏฺฐภตฺตชาตกเป็นปริศนาทายคำถามเรื่องภิกษาที่เหลือ ภรุราชชาตกเตือนภัยของการทำตามความพอใจโดยไม่เป็นธรรม ปุณฺณนทีชาตกกล่าวถึงกาที่ราชาทรงระลึกถึงเพราะเคยอาศัย กจฺฉปชาตกและมจฺฉชาตกสอนเรื่องพูดพร่ำเกินควรและความหลงในกามารมณ์ เสคฺคุชาตกเล่านางเนื้อที่ถูกบิดาทำร้าย กูฏวาณิชชาตกเล่าพ่อค้าโกงที่ถูกโกงตอบ ครหิตชาตกตำหนิผู้หมกมุ่นเรื่
  25. Page 83–87 จบพีรณตฺถมฺภกวรรค แล้วขึ้นกาสาววรรค: กาสาว, จุลฺลนนฺทิย, ปุฏภตฺต, กุมฺภีล, ขนฺติวณฺณน, โกสิย, คูถปาณก, กามนีต, ปลายิชาตก หน้า ๘๓ เปิดด้วยท้ายธมฺมทฺธชชาตกและคาถาสรุปวรรคที่ ๗ จากนั้นวรรคที่ ๘ กาสาววรรค กาสาวชาตกสอนว่าผู้ไม่มีคุณธรรมไม่สมควรครองผ้ากาสาวพัสตร์ ส่วนผู้มีศีลสำรวมสมควรครอง จุลฺลนนฺทิยชาตกกล่าวคำสอนอาจารย์เรื่องกฎแห่งกรรม ปุฏภตฺตชาตกสอนการคบหาที่เหมาะสม กุมฺภีลชาตกกล่าวถึงคุณธรรม ๔ ประการ (สัจจะ ธรรม เพียร เสียสละ) ขนฺติวณฺณนชาตกเป็นบทสนทนาเรื่องข้าราชการที่ทำผิดครั้งเดียว โกสิยชาตกสอนเรื่องกาลเทศะในการออกจากที่ คูถปาณกชาตกเล่าการท้าทายระหว่างสัตว์ต่างชั้นสอนไม่ให้ดูหมิ่นสิ่งเล็กน้อย กามนีตชาตกเป็นปริศนา
  26. Page 88–92 จบกาสาววรรค แล้วขึ้นอุปาหนวรรค: อุปาหน, วีณาถูณ, วิกณฺณก, อสิตาภุ, วจฺฉนข, พก, สาเกต, เอกปท, หริตมาตชาตก หน้า ๘๘ เปิดด้วยท้ายทุติยปลายิชาตกและคาถาสรุปวรรคที่ ๘ จากนั้นวรรคที่ ๙ อุปาหนวรรค อุปาหนชาตกเปรียบคนตระกูลต่ำที่ยึดเอาความรู้ของผู้อื่นไปใช้เหมือนรองเท้าที่กัดเท้าเจ้าของ วีณาถูณชาตกและวิกณฺณกชาตกสอนเรื่องการเลือกคู่ครองและผลของความหลงในกามคุณ อสิตาภุชาตกและวจฺฉนขชาตกกล่าวถึงผลของความโลภเกินไป พกชาตกเปรียบนกกระสาที่ดูสงบนิ่งแต่ไม่มีศีลจริง สาเกตชาตกอธิบายเหตุที่บางคนพบกันแล้วรักใคร่ทันทีเพราะเคยผูกพันกันมาก่อน เอกปทชาตกสอน "บทเดียว" ที่รวมความหมายมากคือศีลและขันติ หริตมาตชาตกเล่ากบที่ถูกปลากินส
  27. Page 93–98 จบอุปาหนวรรค แล้วขึ้นสิคาลวรรค (วรรคสุดท้ายของทุกนิปาต): สพฺพทาฐิ, สุนข, คุตฺติล, วิคติจฺฉ, มูลปริยาย, พาโลวาท, ปาทญฺชลิ, กึสุโกปม, สาลก, กปิชาตก — จบทุกนิปาต หน้า ๙๓ เปิดด้วยท้ายมหาปิงฺคลชาตกและคาถาสรุปวรรคที่ ๙ จากนั้นวรรคที่ ๑๐ สิคาลวรรค ซึ่งเป็นวรรคสุดท้ายของทุกนิปาต (หมวดชาดก ๒ คาถา) สพฺพทาฐิชาตกเปรียบผู้มีบริวารมากย่อมยิ่งใหญ่ สุนขชาตกและคุตฺติลชาตกสอนความซื่อสัตย์และการไม่แข่งดีกับอาจารย์ วิคติจฺฉชาตกกล่าวถึงตัณหาไม่มีที่สิ้นสุด มูลปริยายชาตกเป็นภาพพจน์เรื่องกาลเวลาที่กลืนกินสรรพสัตว์ พาโลวาทชาตกสอนเรื่องบาปจากการฆ่าเพื่อทำทาน ปาทญฺชลิชาตกและกึสุโกปมชาตกสอนเรื่องความเข้าใจผิดจากการเห็นเพียงบางส่วน (อุปมาต้นทองกวาว) สาลกชาตกเป็นบทสนทนาลูกลิงกับแ
  28. Page 99–104 ติกนิปาตชาตก เริ่มต้น — สงฺกปฺปวรรค: สงฺกปฺปราค, ติลมุฏฺฐิ, มณิกณฺฐ, กุณฺฑกกุจฺฉิสินฺธว, สุก, ชรูทปาน, คามณิจนฺท, มนฺธาตุราช, ติริติวจฺฉ, ทูตชาตก หน้า ๙๙ เริ่มติกนิปาตชาดก (หมวดชาดก ๓ คาถา) วรรคที่ ๑ สงฺกปฺปวรรค สงฺกปฺปราคชาตกเป็นคำรำพันถึงบาดแผลใจจากราคะที่เกิดจากความดำริมิใช่จากศัสตราวุธ ติลมุฏฺฐิชาตกสอนเรื่องการให้อภัย มณิกณฺฐชาตกเล่านาคที่ยอมสูญเสียแก้วมณีวิเศษเพียงไม่ให้พราหมณ์มาขอรบกวนซ้ำ สอนไม่ควรขอในสิ่งที่ผู้อื่นรัก กุณฺฑกกุจฺฉิสินฺธวชาตกกล่าวถึงม้าสินธพที่ไม่ยอมกินอาหารเมื่อรู้ว่าผู้เลี้ยงไม่รู้จักคุณค่าตน สุกชาตกสอนความรู้จักประมาณในการบริโภค ชรูทปานชาตกเตือนความโลภเกินควรจนถูกอสรพิษทำร้าย คามณิจนฺทชาตกและมนฺธาตุราชชาตกกล่าวถึง
  29. Page 105–110 ปทุมวรรค: ปทุม, มุทุปาณิ, จุลฺลปโลภน, มหาปนาท, ขุรปฺป, วาตคฺคสินฺธว, สุวณฺณกกฺกฏก, อารามทูสก, สุชาตา, อุลูกชาตก — แล้วเริ่มอุทปานทูสกวรรค วรรคที่ ๒ ปทุมวรรค เริ่มหน้า ๑๐๕ ปทุมชาตกเล่าคำสาปแช่งตอบโต้ผู้ขอดอกบัวอย่างข่มขู่ มุทุปาณิชาตกและจุลฺลปโลภนชาตกเตือนภัยของหญิงมายาที่ล่อลวงให้จมน้ำ มหาปนาทชาตกกล่าวถึงพระเจ้าปนาทะผู้มียูปทองใหญ่โตและคนธรรพ์ฟ้อนรำถวาย โดยพระพุทธเจ้าทรงเล่าว่าเคยเป็นท้าวสักกะรับใช้พระราชานั้น ขุรปฺปชาตกสอนว่าความกล้าหาญเกิดจากการสละชีวิตล่วงหน้า วาตคฺคสินฺธวชาตกเล่าม้าที่หนีเมื่อเห็นอาหารดีเพราะเกรงความสนิทสนมจะทำให้เสื่อมเสีย สุวณฺณกกฺกฏกชาตกเล่าปูทองช่วยชีวิตช้างจากจระเข้ อารามทูสกชาตกเป็นเรื่องลิงสวนที่ถอนรากต
  30. Page 111 พฺยคฺฆชาตกํ และ กจฺฉปชาตกํ (๒-๓) คาถาสั้นสองเรื่องติดกัน เรื่องแรกเป็นคำเตือนฝูงเสือไม่ให้ทำลายป่าที่พึ่งพาอาศัยกันอยู่ เปรียบมิตรภาพว่าอาจทำให้ความเกษมปลอดภัยเจริญหรือเสื่อมได้ บัณฑิตพึงรักษามิตรดุจรักษานัยน์ตา เรื่องที่สองเป็นคาถาเล่นคำระหว่างชื่อ กัจฉปะ(เต่า)กับตระกูลกัสสปะ และวานรกับตระกูลโกณฑัญญะ มีการขอร้องให้ปล่อยตัวหลังถูกจับได้คาหนังคาเขา
  31. Page 111–112 โลลชาตกํ และ รุจิรชาตกํ (๔-๕) สองคาถาโครงสร้างคล้ายกัน ว่าด้วยกาผู้ไม่ทำตามคำเตือนของนกกระสาจนถูกตัดขนหางเสียโฉม ("ลูโนสฺมิ") เป็นอุทาหรณ์สอนว่าอย่าทำชั่วซ้ำโดยไม่ฟังคำเตือนของมิตร และว่าทรัพย์สมบัติของมนุษย์มิใช่สิ่งที่นกจะกินได้อย่างสบายใจ
  32. Page 112–113 กุรุธมฺมชาตกํ (๖) กษัตริย์ตรัสถามถึงศรัทธาและศีลของผู้ปกครองแคว้นกาลิงคะ ก่อนจะทรงยืนยันว่าบริวารทุกชั้นที่มาพึ่งพาไม่ควรถูกปฏิเสธตามคำสอนของบุรพาจารย์ แล้วมอบช้างมงคลประดับทองอันควรแก่กษัตริย์พร้อมสารถีให้แก่พราหมณ์ตามที่ปรารถนา
  33. Page 113–114 โรมชาตกํ (๗) นกโรมกะเล่าว่าอาศัยถ้ำเดียวกันมากว่าห้าสิบปีอย่างสงบ แล้วถามเหตุใดฝูงนกจึงละทิ้งไปอาศัยหุบเขาอื่น ฝ่ายที่จากไปตอบว่ามิได้ลืมความคุ้นเคยเดิม แต่หวาดระแวงว่าจิตของโรมกะแปรเปลี่ยนเป็นปฏิปักษ์ต่อหมู่คณะ
  34. Page 114 มหิสชาตกํ (๘) ลิงถามควายป่าเหตุใดจึงทนให้สัตว์ตัวเบากว่ารบกวนโดยไม่สะบัดขับไล่ ควายตอบว่าหากสลัดออกไปมันจะไปรบกวนควายตัวอื่นที่อาจฆ่ามันตาย การปล่อยให้ตนถูกรบกวนจึงเป็นทางหลุดพ้นของตัวมันเอง เป็นอุทาหรณ์เรื่องความอดทนเพื่อผู้อื่น
  35. Page 114–115 สตปตฺตชาตกํ (๙) เปรียบผู้รับคำเตือนหวังดีด้วยความระแวงว่าเป็นศัตรู เหมือนเด็กหนุ่มเข้าใจผิดคำเตือนของหมาป่าในป่า ขณะที่นกสตปัตตะ(นกร้อยปีก)กลับได้รับความไว้ใจอย่างผิดๆจากผู้หวังประจบสรรเสริญ
  36. Page 115 ปูฏทูสกชาตกํ (๑๐, จบวรรคที่ ๓ ของติกนิบาต) สุนัขจิ้งจอกถูกกล่าวหาว่าทำลายห่อของ เพราะเชื่อว่าชำนาญเรื่องนี้มาแต่กำเนิดเสมือนราชสีห์ มันแก้ตัวว่าบิดามารดาไม่เคยสอน แต่ตระกูลของตนมีธรรมเนียมทำลายของที่พบทุกอย่าง ปิดท้ายด้วยคำเตือนไม่ให้เข้าใกล้ผู้มีธรรมเนียมเช่นนี้เลย
  37. Page 116 อพฺภนฺตรชาตกํ (อัพภันตรวรรค ๑) กล่าวถึงต้นไม้ทิพย์ชื่ออัพภันตระ ซึ่งหากสตรีแพ้ท้องได้กินผลจะได้ประสูติพระเจ้าจักรพรรดิ พระราชาสัญญาจะทรงนำผลมาถวายพระมเหสี ปิดท้ายด้วยคติว่าผู้กล้าเสียสละเพื่อประโยชน์ของเจ้านายย่อมบรรลุตำแหน่งที่ปรารถนา
  38. Page 116–117 เสยฺยชาตกํ (๒) ยืนยันหลักว่าผู้คบหาคนที่ดีกว่าตนย่อมดีขึ้น พระเจ้ากังสะแห่งพาราณสีทรงประกาศเรื่องนี้แก่ประชาชน ก่อนจะทรงสละราชทรัพย์และเครื่องทรงออกบวชปฏิบัติสำรวมตน
  39. Page 117 วฑฺฒกีสูกรชาตกํ (๓) หมูป่าที่เคยพ่ายแพ้เสือกลับมีชัยเมื่อฝูงหมูป่ารวมตัวหนีไปอาศัยที่หลบภัยเดียวกัน จนเสือพ่ายแพ้แก่หมูป่าที่มีเขี้ยวรวมพลังกัน สรุปคติว่าความสามัคคีของสัตว์แม้ตัวเล็กก็เอาชนะสัตว์มีกำลังมากกว่าได้
  40. Page 117–118 สิริชาตกํ (๔) ผู้ไร้บุญแม้ขวนขวายสะสมทรัพย์มากเพียงใดก็ไม่อาจเก็บไว้ได้ ทรัพย์นั้นตกเป็นของผู้มีบุญแม้ไม่มีความชำนาญ ผู้มีบุญเก่าย่อมได้รับโภคทรัพย์ ไก่ แก้วมณี ไม้เท้า และสตรี อันเป็นเครื่องหมายแห่งบุญโดยไม่ต้องขวนขวาย
  41. Page 118 มณิสูกรชาตกํ (๕) หมูป่าพยายามขัดสีแก้วมณีนานสามสิบปีเพื่อทำลายรัศมี แต่ยิ่งขัดยิ่งใสสว่าง ในที่สุดต้องยอมรับว่าแก้วไพฑูรย์นี้ไม่มีตำหนิและไม่อาจทำลายสิริของมันได้ จึงเลิกล้มความพยายาม
  42. Page 118–119 สาลุกชาตกํ (๖) มีคำเตือนไม่ให้อิจฉาสัตว์ที่กินเหง้าบัว เพราะมักถูกล่า ให้กินหญ้าแห้งอย่างไม่กระวนกระวายจะมีอายุยืนกว่า จบด้วยภาพหมูป่าถูกหอกแทงตายขณะนอนกินเหง้าบัว เป็นเครื่องเตือนสติฝูงสัตว์แก่ให้เห็นคุณค่าของความไม่โลภ
  43. Page 119 ลาภครหิกชาตกํ (๗) มีคำแนะนำว่าผู้ไม่บ้าคลั่ง ไม่ส่อเสียด ไม่โอ้อวด ย่อมได้ลาภในหมู่คนโง่เขลา แต่กวีปฏิเสธคำแนะนำนี้อย่างรุนแรง สาปแช่งยศและลาภที่ได้มาด้วยความเสื่อมเสียหรืออธรรม ยืนยันว่าแม้เป็นบรรพชิตถือบาตรขอทานก็ยังประเสริฐกว่า
  44. Page 119–120 มจฺฉทานชาตกํ (๘) กล่าวถึงปลาที่มีค่ามากกว่าพันหนึ่งซึ่งให้ทานแล้วอุทิศส่วนกุศลจนเกิดผลบุญเป็นที่ระลึกถึง ปิดท้ายด้วยคำเตือนว่าผู้มีจิตทุจริตย่อมไม่เจริญและไม่มีเทวดาบูชา โดยเฉพาะผู้ฉ้อโกงทรัพย์มรดกของพี่น้อง ถือเป็นผู้ทำกรรมชั่ว
  45. Page 120 นานาฉนฺทชาตกํ (๙) ครอบครัวหนึ่งอยู่ร่วมเรือนเดียวกันแต่ความปรารถนาต่างกัน พ่ออยากได้หมู่บ้าน แม่อยากได้โคร้อยตัว ลูกชายอยากได้รถม้าอาชาไนย ลูกสาวอยากได้ตุ้มหูแก้วมณี ส่วนหญิงรับใช้อยากได้เพียงครกตำข้าว พระราชาประทานให้ตามความปรารถนาของแต่ละคน
  46. Page 120–121 สีลวีมํสชาตกํ (๑๐, จบอพฺภนฺตรวรรค) ยืนยันว่าศีลเป็นสิ่งประเสริฐยอดเยี่ยมในโลก แม้พญางูพิษร้ายก็ไม่ทำร้ายผู้ทรงศีล ผู้ประพฤติแบบอริยชนย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้มีศีล เป็นที่รักของญาติ รุ่งเรืองในหมู่มิตร และเมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติ
  47. Page 121–122 ภทฺรฆฏเภทกชาตกํ (กุมภวรรค ๑) นักเลงหลอกลวงได้หม้อวิเศษให้สิ่งที่ปรารถนาทุกประการมาโดยฉ้อฉล ตราบที่รักษาไว้ก็มีความสุข แต่เมื่อมัวเมาประมาทจนหม้อแตกก็เปลือยกายยากจนอับอาย เป็นอุทาหรณ์ว่าผู้ได้ทรัพย์มาโดยประมาทมัวเมาย่อมเดือดร้อนภายหลัง
  48. Page 122 สุปตฺตชาตกํ (๒) กากะราชาแห่งพาราณสีมีบริวารกาแปดหมื่นตัว มเหสีของกาแพ้ท้องอยากกินอาหารปรุงสุกในโรงครัวหลวง กาผู้เป็นทูตจึงถูกส่งไปนำอาหารมาถวายเพื่อแสดงความเคารพต่อสวามีของตน
  49. Page 122–123 กายนิพฺพินฺทชาตกํ (๓) คาถาพรรณนาความทุกข์จากความเจ็บป่วยที่ทำให้ร่างกายเหี่ยวแห้งเร็วดุจดอกไม้ในแดดร้อน กล่าวถึงร่างกายอันปฏิกูลที่คนหลงเข้าใจผิดว่าสะอาดน่ารักใคร่ เตือนว่าผู้ประมาทหลงติดในกายอันน่ารังเกียจนี้ย่อมพลาดจากทางแห่งสุคติ
  50. Page 123 ชมฺพูขาทกชาตกํ (๔) กาผู้กินลูกหว้าถูกสุนัขจิ้งจอกยกยอสรรเสริญเสียงไพเราะเปรียบดั่งนกยูงหนุ่ม เพื่อหวังได้กินซากเนื้อร่วมกัน กาสรุปว่าในที่สุดก็ได้พบคนโกหกสองฝ่ายมาสรรเสริญกันเองในหมู่ผู้กินของเน่าเหม็น
  51. Page 123–124 อนฺตชาตกํ (๕) สุนัขจิ้งจอกยกยอราชสีห์ว่ามีบ่าดุจโคอุสภะและท่วงท่าดุจราชสีห์เพื่อหวังเศษเนื้อ ราชสีห์กลับเสียดสีตอบว่าจิ้งจอกมีคอดุจนกยูง แล้วสรุปว่าปลายสุดของสัตว์ป่าคือคอกขังมฤคชาติ ปลายสุดของนกคือสุนัขจิ้งจอก และปลายสุดของต้นไม้คือต้นละหุ่งอันไร้ค่า
  52. Page 124 สมุทฺทชาตกํ (๖) มีผู้ถามว่าใครวิ่งวนรอบน้ำเค็ม ขับไล่ปลาและมังกร ถูกคลื่นซัดจนลำบาก นกตัวหนึ่งตอบว่าตนได้ยินว่ามหาสมุทรไม่เคยอิ่ม จึงปรารถนาจะดื่มให้หมด แต่มหาสมุทรพร่องบ้างเต็มบ้างอยู่เสมอ ไม่มีใครดื่มให้หมดสิ้นได้
  53. Page 124–125 กามวิลาปชาตกํ (๗) มีผู้ขอร้องให้นกที่บินสูงไปบอกข่าวหญิงคนรักว่าตนคงต้องอยู่ในสภาพนี้นาน หวั่นเกรงว่านางจะโกรธและซุ่มดาบหอกไว้ พรรณนาความเศร้าโศกจากความรักที่ประกอบด้วยความหึงหวงและภยันตราย
  54. Page 125 อุทุมฺพรชาตกํ (๘) มีเสียงเชิญชวนลิงแก่ลงมากินผลมะเดื่อ ไทร และมะขวิดที่สุก แทนที่จะอดอยาก ลิงแก่ตอบว่าผู้เคารพผู้อาวุโสย่อมอิ่มใจดังตนที่อิ่มด้วยผลไม้สุก จบด้วยคำเตือนว่าลิงป่าไม่ควรหลอกลวงลิงป่าด้วยกัน เพราะแม้ลิงแก่ก็ยังถูกลวงได้
  55. Page 125–126 โกมาริยปุตฺตชาตกํ (๙) บทสนทนาของดาบสสองรูป รูปหนึ่งเคยเล่นหยอกล้อในอาศรมแต่ก่อน บัดนี้ถูกเตือนไม่ให้ทำเช่นนั้นอีก อีกรูปยืนยันว่าตนบำเพ็ญฌานจริงจัง เปรียบว่าหว่านพืชบนหินแม้ฝนตกก็ไม่งอกงามฉันใด ผู้ยังคลุกคลีเล่นหยอกล้ออยู่ก็ยังห่างไกลจากภูมิแห่งฌานฉันนั้น
  56. Page 126–127 พกชาตกํ (๑๐, จบกุมภวรรคและจบติกนิบาต) นกยางเลี้ยงชีพด้วยการฆ่าสัตว์กินเนื้อ สมาทานวัตรถืออุโบสถหลอกๆ ท้าวสักกะแปลงเป็นแพะมาทดสอบ นกยางกลับพลิกไปกินแพะทำลายวัตรทันที เป็นอุทาหรณ์เตือนว่าผู้มีจิตอ่อนแอในการสมาทานศีลย่อมละทิ้งได้ง่าย จบติกนิบาตชาดก (หมวดคาถา ๓ บท) ที่หน้านี้
  57. Page 128–129 จุลฺลกาลิงฺคชาตกํ (จตุกกนิบาต กาลิงควรรค ๑, ขึ้นต้นนิบาตใหม่) เปิดฉากด้วยการเปิดประตูเมืองรับพระเจ้าอรุณราชผู้มีราชสีห์เฝ้าและนันทิเสนเป็นแม่ทัพ ตามด้วยบทสนทนาระหว่างพราหมณ์กับท้าวสักกะเรื่องความพ่ายแพ้ของแคว้นกาลิงคะและชัยชนะของแคว้นอัสสกะ ท้าวสักกะยืนยันว่าเทวดาไม่มุสาและไม่อิจฉาความเพียรของมนุษย์ ชัยชนะเกิดจากความไม่ประมาท ขันติ สมาธิ และความเพียรมั่นคง
  58. Page 129 มหาอสฺสาโรหชาตกํ (๒) เปรียบผู้ให้ทานแก่ผู้ไม่ควรให้แต่ไม่ให้แก่ผู้ควรให้ ย่อมไม่มีเพื่อนในยามทุกข์ ตรงข้ามกับผู้ให้อย่างถูกต้อง สรุปว่าความสัมพันธ์กับคนดีมีค่ามหาศาลแม้เพียงเล็กน้อย ผู้เคยทำความดีไว้ก่อนสมควรได้รับการบูชาแม้ภายหลังจะทำอีกหรือไม่ก็ตาม
  59. Page 130 เอกราชชาตกํ (๓) พระราชาเอกราชผู้เคยเสวยกามคุณอันเลิศ บัดนี้ตกอยู่ในสภาพต่ำต้อยดุจถูกทิ้งในนรก ถูกถามว่าเหตุใดจึงยังไม่ยอมละทิ้งวรรณะและกำลังเก่า ตอบว่าขันติและตบะที่บำเพ็ญมาก่อนเป็นสิ่งที่หวงแหนไม่ยอมทิ้ง ปิดท้ายด้วยคติว่าผู้สงบย่อมวางใจเป็นกลางทั้งในสุขและทุกข์
  60. Page 131 ททฺทรชาตกํ (๔) ดาบสททฺทระถูกวาจาหยาบคายของมนุษย์เผาลนใจ แม้สัตว์กินกบก็ยังกล้าด่าว่าเป็นอสรพิษ มีคำแนะนำว่าเมื่อถูกขับไล่ไปอยู่ต่างแดนควรเตรียมใจรับคำหยาบคาย ไม่ควรถือตัวในถิ่นที่ไม่มีใครรู้จักชาติกำเนิดของตน และควรอดทนต่อคำขู่แม้จากทาสเมื่อพำนักในต่างแดน
  61. Page 131–132 สีลวีมํสชาตกํ (๕, บทที่สองในชื่อนี้) ยืนยันว่าไม่มีที่ลับใดในโลกสำหรับผู้ทำบาป เพราะเทวดาประจำป่าเห็นหมด แต่คนพาลกลับคิดว่าเป็นที่ลับ ผู้พูดยืนยันว่าไม่เคยเห็นที่ใดว่างเปล่าจากสิ่งที่รู้เห็นเลย ปิดท้ายด้วยคำถามว่าพราหมณ์ผู้ถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวงจะละทิ้งธรรมได้อย่างไร
  62. Page 132 สุชาตาชาตกํ (๖) พระราชาตรัสถามถึงไข่ประหลาดในถาดทองคำ ได้คำตอบว่าเป็นผลจากที่พระมเหสีเคยเก็บผลมะขวิดใส่พกสมัยยังทรงพระเยาว์นุ่งห่มผ้าเก่า พระมเหสีตรัสว่าเมื่อร้อนใจก็ไม่อาจยินดี โภคทรัพย์ก็ละทิ้งไป ในที่สุดมีผู้ทูลขอให้พระราชาอดโทษแก่พระนางสุชาดาเพราะเป็นเรื่องของสตรีผู้ทรงฤทธิ์
  63. Page 132–133 ปลาสชาตกํ (๗) บุคคลไหว้ต้นทองกวาว(ปลาส)อันไร้เจตนาไม่ได้ยินได้ฟัง ด้วยหวังทรัพย์จากรุกขเทวดาที่สิงอยู่ เทวดาตอบแทนความกตัญญูโดยชี้บอกขุมทรัพย์ที่ฝังอยู่ใต้โคนต้นตินทุกะใกล้ต้นปิลกขะ ให้ไปขุดเอาไปใช้ได้เอง
  64. Page 133–134 ชวสกุณชาตกํ (๘) นกไต่ไม้กราบราชสีห์ผู้เพิ่งได้รับความช่วยเหลือให้พ้นจากกระดูกติดคอ แต่ราชสีห์กลับเยาะเย้ยว่าที่ปล่อยให้รอดตายจากเขี้ยวของตนก็นับว่าบุญคุณมากพอแล้ว เป็นอุทาหรณ์สอนว่าผู้อกตัญญูไม่รู้คุณคน การรับใช้ผู้นั้นจึงไร้ประโยชน์ ควรค่อยๆถอยห่างออกไปอย่างสงบ
  65. Page 134 ฉวชาตกํ (๙) เปรียบเทียบผู้ถือมนตร์เผาศพกับผู้เรียนมนตร์ ฝ่ายหนึ่งกินข้าวสาลีกับเนื้อสะอาดจึงไม่ยอมประกอบกิจนี้ ถูกเตือนว่าโลกกว้างใหญ่มีสัตว์อื่นถูกฆ่ากินอยู่แล้ว อย่าประพฤติอธรรมจนต้องแตกดับเหมือนหม้อแตก ปิดท้ายด้วยคำสาปแช่งลาภยศที่ได้มาโดยวิถีเสื่อมเสียหรืออธรรม
  66. Page 135 สยฺหชาตกํ (๑๐, จบกาลิงควรรค) กวีปฏิเสธไม่ยอมรับแม้แผ่นดินทั้งมวลรวมมหาสมุทรหากต้องแลกกับการถูกนินทา สาปแช่งลาภยศที่ได้มาโดยวิถีเสื่อมเสียหรืออธรรมอีกครั้ง ยืนยันว่าแม้เป็นบรรพชิตถือบาตรขอทานก็ยังประเสริฐกว่าชีวิตที่ต้องเบียดเบียนใคร แม้แลกกับราชสมบัติก็ไม่ยอม
  67. Page 135–136 ปุจิมนฺทชาตกํ (ปุจิมันทวรรค ๑) มีเสียงปลุกโจรให้ลุกขึ้นหนี เกรงราชาจะจับตัวได้ในหมู่บ้าน โจรตอบไม่แยแสว่าไม่เกี่ยวกับต้นสะเดา(ปุจิมันท)ที่ขึ้นอยู่กลางป่า แต่ต้นไม้เตือนว่าตนหวาดกลัวโจรจะถูกจับแขวนคอที่ต้นสะเดานี้เอง จึงสอนว่าพึงระแวงสิ่งที่ควรระแวงและป้องกันภัยที่ยังไม่มาถึง
  68. Page 136–137 กสฺสปมนฺทิยชาตกํ (๒) สอนว่าแม้ถูกคนหนุ่มสาบานแช่งหรือทำร้ายด้วยความโง่เขลา ผู้มีปัญญาควรอดทนอดกลั้น คนดีทะเลาะกันย่อมคืนดีเร็ว ต่างจากคนพาลที่แตกร้าวเหมือนหม้อแตกไม่มีวันประสาน ผู้เข้าใจทั้งสองฝ่ายที่วิวาทกันและรู้วิธีชี้แจงจึงเป็นผู้แบกภาระอันเหนือกว่า
  69. Page 137 ขนฺติวาทิชาตกํ (๓) ดาบสขันติวาทีถูกพระเจ้ากาสิราชตัดมือ เท้า หู และจมูก แต่ยังตั้งขันติมั่นคง ห้ามผู้อื่นโกรธแทนตนเพื่อมิให้แว่นแคว้นพินาศ ปิดท้ายด้วยผลกรรมอันหยาบช้าของพระเจ้ากาสิราชที่ต้องเสวยวิบากทารุณในนรกจากการทำร้ายผู้ทรงขันติ
  70. Page 137–138 โลหกุมฺภิชาตกํ (๔) บทสนทนาของสัตว์นรกสองตนที่ทนทุกข์ในหม้อเหล็กแดง(โลหกุมภี)หกหมื่นปี ถามกันว่าเมื่อใดจะสิ้นสุด อีกฝ่ายตอบว่าไม่มีที่สิ้นสุดเพราะบาปที่ทำร่วมกันยังไม่หมด ปิดท้ายด้วยความหวังว่าหากได้เกิดเป็นมนุษย์อีกจะเป็นผู้รู้คุณธรรม สมบูรณ์ด้วยศีล และบำเพ็ญกุศลมากมาย
  71. Page 138 มํสชาตกํ (๕) ผู้มาขอเนื้อด้วยวาจาหยาบคายถูกเปรียบเทียบว่าวาจานั้นเหมือนอวัยวะต่างๆของมนุษย์ เจ้าของกล่าวให้เนื้อส่วนต่างๆตามความหมายของคำ ตั้งแต่พังผืด อวัยวะ หัวใจ จนถึงทุกส่วน เพราะไม่มีเพื่อนในหมู่บ้านก็เหมือนอยู่ในป่า
  72. Page 138–139 สสปณฺฑิตชาตกํ (๖, ชาดกกระต่ายผู้เสียสละ) กล่าวถึงการถวายปลาตะเพียนแดงเจ็ดตัว ข้าวและเนื้อย่าง น้ำมะม่วงสุกเย็นและร่มเงาแก่พราหมณ์ผู้มาเยือน ส่วนกระต่ายไม่มีข้าวสาร งา หรือถั่วจะถวาย จึงเสนอเนื้อของตนเองที่ปิ้งด้วยไฟให้พราหมณ์กิน แม้ตัวคาถาสั้น แต่เป็นเรื่องที่รู้จักกันดีว่ากระต่ายโพธิสัตว์สละชีวิตบูชาทาน
  73. Page 139 มตโรทนชาตกํ (๗) สอนว่าไม่ควรร้องไห้ถึงคนตายแล้ว แต่ควรร้องไห้ถึงผู้ที่ยังจะต้องตาย เพราะสรรพสัตว์ทั้งเทวดา มนุษย์ สัตว์สี่เท้า นก และงู ล้วนต้องละทิ้งชีวิตในที่สุด สุขทุกข์ของมนุษย์ล้วนหวั่นไหวไม่มั่นคง การร่ำไห้จึงไร้ประโยชน์ มีแต่คนพาลเท่านั้นที่เข้าใจผิดคิดว่าผู้ฉลาดคือคนพาล
  74. Page 140 กณเวรชาตกํ (๘) ในฤดูดอกยี่โถ(กณเวร)บาน ชายผู้หนึ่งกอดรัดหญิงคนรักด้วยแขน นางตอบว่าไม่น่าเชื่อว่าลมจะพัดภูเขาได้ฉันใด นางก็จะไม่มีวันตายจากรักครั้งนี้ฉันนั้น เพราะเป็นหญิงรักเดียวใจเดียวปรารถนาแต่คนรักเก่า แม้จะถูกทอดทิ้งด้วยความสัมพันธ์ใหม่ที่ไม่มั่นคงก็ตาม
  75. Page 140–141 ติตฺติรชาตกํ (๙) นกกระทาถามว่าตนมีชีวิตสุขสบายได้กินอิ่ม แต่เหตุใดจึงยังรู้สึกเหมือนตกอยู่ในอันตราย ได้คำตอบว่าหากใจไม่น้อมไปในบาปกรรม ผู้ไม่วุ่นวายและเป็นคนดีย่อมไม่มัวหมองด้วยบาป แม้จะมีคนมาหาเพราะคิดว่าเป็นญาติ นกกระทาก็ยังหวาดระแวงว่าการกระทำจะติดตามสนองตน
  76. Page 141 สุจฺจชชาตกํ (๑๐, จบปุจิมันทวรรค) ยกย่องผู้เสียสละสิ่งที่เสียสละได้ยากอย่างแท้จริง สอนว่าพึงพูดแต่สิ่งที่ทำได้ ไม่พูดสิ่งที่ทำไม่ได้ บัณฑิตย่อมสังเกตรู้ผู้พูดแต่ไม่ทำ ราชโอรสผู้ตั้งมั่นในสัจจะได้รับคำนอบน้อม แม้ตกทุกข์ยังยินดีในสัจจะ ปิดท้ายว่าภรรยาที่ซื่อสัตย์ของคนจนหรือคนมั่งมีย่อมเป็นภรรยาที่ประเสริฐที่สุด
  77. Page 142 กุฏิทูสกชาตกํ (กุฏิทูสกวรรค ๑) มีผู้ถามลิงว่าเหตุใดมีศีรษะและมือเท้าเหมือนมนุษย์แต่ไม่มีบ้านเรือนอยู่ ลิงตอบว่าแม้มีอวัยวะเหมือนมนุษย์ แต่ตนขาดปัญญาซึ่งสำคัญที่สุด จึงถูกกล่าวว่าผู้มีจิตไม่มั่นคง เอาแต่ใจ ไม่มีศีลมั่นคง ย่อมไม่มีความสุข และถูกท้าทายให้ลองสร้างกระท่อมกันหนาวกันฝนดูบ้าง
  78. Page 142–143 ทุทฺทุภายชาตกํ (๒, ต้นแบบนิทาน "ฟ้าจะถล่ม") กระต่ายตื่นตกใจวิ่งหนีเมื่อได้ยินเสียงไม้ไผ่ล้ม คิดว่าเสียง "ดุทุภะ" กำลังเกิดขึ้น คำพูดของมันทำให้หมู่เนื้อทั้งฝูงแตกตื่นวิ่งหนีตาม เป็นอุทาหรณ์สอนว่าคนพาลที่ไม่ไตร่ตรองด้วยตนเอง มัวเชื่อตามเสียงคนอื่นย่อมประมาทและตกเป็นเหยื่อ ต่างจากผู้มีศีลปัญญาที่ไม่หลงเชื่อโดยไม่ไตร่ตรอง
  79. Page 143 พฺรหฺมทตฺตชาตกํ (๓) ผู้ขอทานย่อมได้ผลสองทางจากพระเจ้าพรหมทัต คือถูกปฏิเสธหรือได้รับทรัพย์ เพราะธรรมดาของการขอเป็นเช่นนั้น เปรียบการขอและการปฏิเสธคำขอว่าเป็นการร้องไห้ทั้งคู่ ในที่สุดพระราชาประทานโคสีแดงพันตัวพร้อมโคผู้แก่พราหมณ์ เพราะอริยชนย่อมให้แก่อริยชนด้วยกัน
  80. Page 144 จมฺมสาฏกชาตกํ (๔) พราหมณ์ชื่นชมแพะรูปงามที่แสดงท่าทีนอบน้อม แต่ถูกเตือนไม่ให้ไว้วางใจสัตว์สี่เท้าเพียงเพราะเห็นภายนอก เพราะแพะกำลังจะถอยเพื่อโขกอย่างแรง ผลคือพราหมณ์ถูกแพะพุ่งชนจนกระดูกสะโพกหักและของบนบ่าแตกกระจาย เป็นอุทาหรณ์ว่าผู้สรรเสริญสิ่งไม่ควรบูชาย่อมถูกทำร้าย
  81. Page 145 โคธชาตกํ (๕, บทแรกในชื่อนี้) เหี้ยตัวหนึ่งถูกไม้ตีโดยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นสมณะไม่สำรวม ถูกเยาะเย้ยว่าเก็บชฎาและหนังเสือไว้ทำไมหากภายในยังรกรุงรัง แม้ถูกเชิญกลับมากินข้าวสาลีพร้อมน้ำมันเกลือ เหี้ยก็ปฏิเสธ ยืนยันจะเข้าไปอยู่ในจอมปลวกร้อยชั้นดีกว่า เพราะไม่ต้องการสิ่งที่เป็นภัยแก่ตน
  82. Page 145–146 กกฺการุชาตกํ (๖) ผู้ไม่ลักขโมยด้วยกาย ไม่พูดเท็จด้วยวาจา ได้ยศแล้วไม่มัวเมา แสวงหาทรัพย์โดยธรรม มีจิตไม่เศร้าหมอง ศรัทธาไม่จืดจาง ไม่กินของอร่อยคนเดียว พูดอย่างไรทำอย่างนั้น สรรเสริญหรือติเตียนต่อหน้าลับหลังเสมอกัน บุคคลเช่นนี้เท่านั้นที่สมควรได้ชื่อว่า "กักการุ" ผู้ควรแก่การยกย่อง
  83. Page 146 กากาติชาตกํ (๗) มีกลิ่นหอมโชยมาจากที่นางกากาติผู้เป็นที่รักอาศัยอยู่ไกลออกไป มีคำถามว่านางข้ามมหาสมุทรทั้งเจ็ดและปีนต้นงิ้วได้อย่างไร ได้คำตอบว่าอาศัยแรงของผู้ถามเองที่พานางข้ามไปทุกครั้ง จบด้วยคำตำหนิตนเองว่ามีกายใหญ่โตแต่ไร้สติปัญญา จนภรรยาแอบไปหาชู้โดยตนเป็นผู้พาไปเอง
  84. Page 146–147 อนนุโสจิยชาตกํ (๘) ให้เหตุผลว่าหญิงที่รักเป็นหนึ่งในหญิงจำนวนมาก จึงไม่ควรเศร้าโศกถึงนางที่จากไป สอนว่าหากจะเศร้าโศกถึงสิ่งที่ไม่มีอยู่แล้วก็ควรเศร้าโศกถึงตนเองที่ต้องตกอยู่ใต้อำนาจความตายเช่นกัน ไม่ว่ายืน นั่ง นอน หรือเดิน ล้วนมีความเสื่อมแฝงอยู่ทุกขณะ
  85. Page 147–148 กาฬพาหุชาตกํ (๙) ลิงชื่อกาฬพาหุที่เคยได้กินอาหารจากราชสำนักแต่บัดนี้ถูกขับไล่ต้องกลับเข้าป่า มีคำปลอบใจว่าลาภ ยศ นินทา สรรเสริญ สุขและทุกข์ล้วนเป็นธรรมดาไม่เที่ยงแท้ ไม่ควรเศร้าโศก ลิงกาฬพาหุแสดงอาการขู่เด็กๆอยู่ห่างๆเพื่อจะได้กลับมาใกล้อาหารอีกครั้ง
  86. Page 148 สีลวีมํสชาตกํ (๑๐, บทที่สามในชื่อนี้, จบกุฏิทูสกวรรค) ยืนยันอีกครั้งว่าศีลเป็นสิ่งประเสริฐยอดเยี่ยม แม้พญางูพิษก็ไม่ทำร้ายผู้ทรงศีล ผู้ไม่มีความหวังย่อมนอนหลับสบาย แต่ความหวังที่มีผลก็ให้ความสุขได้เช่นกัน ไม่มีสิ่งใดประเสริฐกว่าสมาธิ ผู้มีจิตตั้งมั่นย่อมไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น
  87. Page 149 โกกาลิกชาตกํ (โกกิลวรรค ๑) ผู้พูดเกินเวลาอันควรย่อมถูกทำร้ายเหมือนลูกนกกาเหว่าที่ถูกฆ่าเพราะร้องผิดเวลา วาจาชั่วร้ายทำลายคนได้ยิ่งกว่าอาวุธคมกริบหรือยาพิษ บัณฑิตพึงระวังรักษาวาจาทั้งในและนอกเวลาแม้กับผู้เสมอตน ผู้รู้จักพูดพอประมาณตามกาลด้วยปัญญาย่อมเอาชนะศัตรูได้ดุจครุฑปราบนาค
  88. Page 149–150 รถลฏฺฐิชาตกํ (๒) เตือนไม่ให้เชื่อคำพูดของผู้ที่แม้ถูกฆ่ายังอ้างว่าเป็นผู้ฆ่า หรือผู้พ่ายแพ้ยังอ้างว่าตนชนะ บัณฑิตพึงฟังทั้งสองฝ่ายก่อนตัดสินตามธรรม ปิดท้ายด้วยคาถาว่าคนเกียจคร้าน บรรพชิตไม่สำรวม พระราชาไม่ไตร่ตรอง และบัณฑิตขี้โกรธล้วนไม่ดี กษัตริย์ควรไตร่ตรองก่อนกระทำเพื่อความเจริญแห่งยศ
  89. Page 150–151 โคธชาตกํ (๓, บทที่สองในชื่อนี้) มีการเรียกเหี้ยที่หลบซ่อนบนกิ่งไม้อัสสัตถะ สอนหลักการคบหาว่าพึงอ่อนน้อมต่อผู้อ่อนน้อม คบหาผู้ที่คบหาตน ช่วยเหลือผู้ที่ช่วยเหลือกิจของตน ไม่ควรคบผู้ไม่ปรารถนาประโยชน์และไม่คบหาตน เหมือนนกที่รู้ว่าต้นไม้หมดผลย่อมมองหาต้นอื่น ในที่สุดได้รับคำมั่นตอบแทนคุณด้วยราชสมบัติทั้งหมด
  90. Page 151–152 ราโชวาทชาตกํ (๔) หากโคผู้นำฝูงเดินคดโกงข้ามลำธาร ฝูงโคทั้งหมดก็เดินคดตามไปด้วยฉันใด ในหมู่มนุษย์หากผู้ได้รับยกย่องว่าประเสริฐที่สุดประพฤติอธรรม ประชาชนที่เหลือก็ยิ่งประพฤติตาม แว่นแคว้นย่อมได้รับความทุกข์หากพระราชาไม่ทรงธรรม แต่หากพระราชาทรงธรรมแว่นแคว้นทั้งหมดย่อมได้รับความสุข
  91. Page 152 ชมฺพุกชาตกํ (๕) หมาจิ้งจอกลำตัวใหญ่เขี้ยวยาวถูกกล่าวว่ามิได้เกิดในตระกูลที่จับช้างได้ ผู้ไม่ใช่ราชสีห์แต่วางท่าสำคัญตนเป็นราชสีห์ย่อมนอนคร่ำครวญเมื่อปะทะช้าง เป็นอุทาหรณ์สอนว่าผู้ไม่ประมาณกำลังตนก่อนทำกิจย่อมถูกทำลาย ส่วนผู้รู้ประมาณกำลังตนเองด้วยไหวพริบและวาจาสุภาษิตย่อมมีชัยชนะไพบูลย์
  92. Page 152–153 พฺรหาฉตฺตชาตกํ (๖) มีผู้ถามว่าทำไมจึงพูดถึงหญ้าอยู่ร่ำไป ได้คำตอบว่าดาบสพรหาฉัตตะผู้ทรงความรู้มาเยือนแล้วรับหญ้าทั้งหมดไปโดยไม่เหลือทิ้งไว้เลย สอนว่าผู้มักน้อยพึงพอใจแม้เพียงเล็กน้อยไม่โลภมาก การถือเอาทุกสิ่งเป็นของตนโดยไม่แบ่งปันแม้เพียงหญ้าก็ไม่สมควร ผู้มีศีลจะไม่ทำเช่นนั้น
  93. Page 153–154 ปีฐชาตกํ (๗) มีผู้ขอโทษพราหมณ์ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ที่ไม่ได้ถวายอาสนะ น้ำดื่ม หรืออาหาร พราหมณ์ตอบว่าไม่ถือโทษโกรธเคือง เพียงคิดว่าคงเป็นธรรมเนียมประจำตระกูล ซึ่งได้รับการยืนยันว่าธรรมเนียมของตระกูลคือการถวายอาสนะ น้ำ และของควรเคี้ยวแก่ผู้มาเยือนอย่างเคารพเสมือนญาติผู้ใหญ่
  94. Page 154 ถุสชาตกํ (๘) หนูรู้จักแยกแยะระหว่างแกลบกับข้าวสาร จึงหลีกเลี่ยงแกลบกินแต่ข้าวสาร กล่าวถึงความรอบรู้ทั้งการปรึกษาหารือในป่าและการซุบซิบในหมู่บ้าน รวมถึงเรื่องบิดา(ลิง)ที่เคยกัดผลไม้ให้บุตรเล็กด้วยฟันของตน และเปรียบผู้เสือกไสตัวเองต่ำต้อยเหมือนแพะตาบอดในเมล็ดพันธุ์ผักกาด
  95. Page 154–155 พาเวรุชาตกํ (๙, ชาดกนกยูงกับกา) ก่อนนกยูงเสียงไพเราะปรากฏตัว กาได้รับการบูชาด้วยเนื้อและผลไม้ในเมืองพาเวรุ แต่เมื่อนกยูงผู้สมบูรณ์ด้วยเสียงมาถึง ลาภสักการะของกาก็เสื่อมลง เปรียบว่าตราบใดพระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติ สมณพราหมณ์เจ้าลัทธิอื่นย่อมได้รับการบูชา แต่เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแล้ว ลาภสักการะของเจ้าลัทธิอื่นย่อมเสื่อมไป
  96. Page 155–156 วิสยฺหชาตกํ (๑๐, จบโกกิลวรรค) วิสัยหะเคยให้ทานจนทรัพย์ร่อยหรอ มีผู้แนะนำให้เลิกให้ทานเพื่อรักษาทรัพย์ที่เหลือ แต่ถูกคัดค้านว่าไม่ควรทำสิ่งไม่สมควรแม้ในยามยากจน เปรียบเหมือนรถคันหนึ่งแล่นไปทางใด รถอีกคันก็แล่นตามทางเดิม จารีตโบราณจึงควรดำเนินต่อไป และยืนยันจะให้ทานต่อไปไม่ว่าจะมีทรัพย์เหลือหรือไม่
  97. Page 156–157 กุณฺฑลิกชาตกํ (จุลลกุณาลวรรค ๑) เตือนไม่ให้ไว้วางใจสตรีเพราะจิตใจแปรปรวนยากควบคุม ยกตัวอย่างกินรีกินนรที่แม้ได้เห็นแล้วสตรีทั้งปวงก็ยังไม่ยินดีในเรือน กลับทอดทิ้งสามีไปหาชายพิการง่อยเปลี้ย รวมถึงมเหสีของพระราชาพกะและพาวริกะและพระเจ้าพรหมทัตที่แม้สามีจะรักใคร่เพียงใดก็ยังนอกใจ
  98. Page 157–158 วานรชาตกํ (๒) จระเข้ช่วยลิงขึ้นจากน้ำสู่บก ลิงกล่าวว่าจะไม่ยอมตกอยู่ในอำนาจของสัตว์น้ำอีก ปฏิเสธผลมะม่วง หว้า และขนุนจากฝั่งโน้นเพราะพอใจกับผลมะเดื่อของตนมากกว่า สอนว่าผู้ไม่รู้เท่าทันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วย่อมตกอยู่ในอำนาจศัตรูและเสียใจภายหลัง ส่วนผู้รู้เท่าทันย่อมพ้นจากการถูกล้อม
  99. Page 158 กุนฺตินีชาตกํ (๓) นางนกออกจากเรือนที่เคยได้รับการสักการะเป็นนิตย์ เพราะพระราชาไม่ทรงปฏิบัติต่อนางดังก่อน จึงขอลาไป มีผู้ทัดทานว่าเวรที่ทำแล้วตอบแทนกันย่อมระงับได้ นางยืนยันว่าใจไม่อาจยอมรับผู้ทำร้ายแล้วซ่อมแซมทีหลังได้ จะขอจากไป ส่วนอีกฝ่ายแย้งว่าไมตรีระหว่างผู้ทำร้ายกับผู้ถูกทำร้ายยังประสานกันได้อีกในหมู่ปราชญ์
  100. Page 158–159 อมฺพชาตกํ (๔) ผู้ตกแต่งที่ซ่อนตัวย่อมได้รับความเดือดร้อนจากคีมหนีบ สาปแช่งหญิงที่แอบเก็บผลมะม่วงของตนให้ต้องได้สามีเลวเช่นเดียวกัน ให้ต้องเดินทางไกลคนเดียวไปหาชู้ อย่าได้พบสามีตามนัดหมาย และแม้แต่งตัวสวยงามหอมกรุ่นด้วยจันทน์ ก็ขอให้ต้องนอนคนเดียวบนที่นอน
  101. Page 159 คชกุมฺภชาตกํ (๕) มีผู้ถามเต่าบกเชื่องช้าว่าเหตุใดยังทำท่าเชื่องช้าขณะไฟป่ากำลังลุกลาม เต่าตอบว่ามีโพรงไม้และรอยแยกในดินมากมาย หากยังไม่พบที่หลบภัยก็ยังไม่ถึงเวลาต้องรีบ สอนว่าผู้รีบร้อนในเวลาที่ควรช้าและช้าในเวลาที่ควรรีบ ย่อมทำลายประโยชน์ตนเอง ส่วนผู้ที่ทำถูกจังหวะย่อมสำเร็จประโยชน์ดุจจันทร์ส่องสว่างยามค่ำคืน
  102. Page 160 เกสวชาตกํ (๖) มีผู้ถามดาบสเกสวะว่าเหตุใดจึงละทิ้งพระราชาผู้ทรงสมบูรณ์ด้วยกามคุณไปยินดีอยู่ในอาศรมของกัปปดาบส ได้คำตอบว่าต้นไม้ร่มรื่นและวาจาสุภาษิตของกัปปดาบสทำให้ยินดี แม้ถูกถามว่าเหตุใดข้าวป่าไม่ใส่เกลือจึงยังทำให้พอใจ ได้คำตอบว่าอาหารดีหรือไม่ดีไม่สำคัญเท่ากับความไว้วางใจในที่ที่บริโภคนั้น
  103. Page 160–161 อยกูฏชาตกํ (๗) มีผู้ถามยักษ์ถือค้อนเหล็กใหญ่ยืนกลางอากาศว่ามาคุ้มครองหรือทำร้าย ยักษ์ตอบว่าเป็นทูตของราชารากษสถูกส่งมาสังหาร แต่เนื่องจากท้าวสักกะคุ้มครองอยู่จึงไม่กล้าทุบศีรษะ ผู้ถูกคุกคามตอบไม่หวั่นเกรงว่าหากท้าวสักกะยังคุ้มครองก็ไม่กลัวปีศาจ แม้กุมภัณฑ์และปีศาจฝุ่นจะโห่ร้องก็เป็นเพียงการข่มขู่เท่านั้น
  104. Page 161–162 อรญฺญชาตกํ (๘) บุตรถามบิดาว่าเมื่อกลับจากป่าเข้าเมือง ควรคบหาคนมีศีลวัตรเช่นไร บิดาแนะนำให้คบผู้ที่ไว้ใจได้ อดทนต่อความผิดของตน อยากฟังคำแนะนำ และไม่ประพฤติทุจริตทั้งกาย วาจา ใจ ดุจพักพิงอยู่กับอก และเตือนไม่ให้คบคนใจกลับกลอกเหมือนสีขมิ้นเหมือนใจลิง แม้ไม่มีคนอื่นให้คบเลยก็ยังดีกว่า
  105. Page 162 สนฺธิเภทชาตกํ (๙) สอนว่าไม่ควรมีความสัมพันธ์ฉันมิตรกับสตรีหรือกับอาหาร แต่ควรระวังคำพูดของผู้ยุแยงให้แตกสามัคคี ดาบมีคมในเนื้อฉันใด คำพูดส่อเสียดก็หมุนเวียนทำลายฉันนั้น ที่ใดมีคำยุยงแม้โคและราชสีห์ก็ถูกสัตว์เลวทรามกินได้ ผู้ไม่เชื่อฟังคำยุแยงให้แตกสามัคคีย่อมมีความสุขดุจอยู่ในสวรรค์
  106. Page 162–163 เทวตาปญฺหชาตกํ (๑๐, จบจุลลกุณาลวรรคและจบจตุกกนิบาต) ชุดปริศนาธรรมว่าใครเป็นที่รักแท้จริง ตอบว่าแม้ผู้ทุบตีด้วยมือเท้าและปาก แม้ผู้ด่าว่าตามใจชอบ แม้ผู้ใส่ร้ายด้วยเรื่องไม่จริง ก็ยังนับเป็นที่รักได้ แต่ผู้ที่นำอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และที่พักไปให้โดยไม่เก็บสิ่งใดไว้เพื่อตนต่างหากที่เป็นที่รักแท้จริง สะท้อนความรักที่วัดด้วยความเสียสละ จบจตุกกนิบาตชาดกที่หน้านี้
  107. Page 164–165 มณิกุณฺฑลชาตกํ (ปัญจกนิบาต มณิกุณฑลวรรค ๑, ขึ้นต้นนิบาตใหม่) ขึ้นต้นปัญจกนิบาตชาดก (หมวดคาถา ๕ บท) มีผู้ถามเหตุใดจึงไม่โศกเศร้าทั้งที่แก่ชรา ราชสมบัติ ตุ้มหูแก้วมณี บุตร ภรรยา และโภคทรัพย์ล้วนเสื่อมสิ้น ได้คำตอบว่าโภคทรัพย์กับมนุษย์ย่อมพลัดพรากกันเป็นธรรมดา เปรียบดังพระจันทร์ที่ขึ้นเต็มแล้วแรม และดวงอาทิตย์ที่ขึ้นแล้วลับไป ผู้ชนะโลกธรรมได้แล้วจึงไม่โศกเศร้า
  108. Page 165 สุชาตชาตกํ (๒, เริ่มต้นแต่ยังไม่จบในหน้านี้) มีผู้พร่ำเรียกให้โคที่ตายแล้วลุกขึ้นกินหญ้าเขียวที่เพิ่งเกี่ยวมาให้ ถูกทักท้วงว่าโคตายแล้วไม่มีวันฟื้นด้วยข้าวน้ำ การพร่ำเพ้อไร้ประโยชน์เหมือนคนโง่ อีกฝ่ายแย้งว่าศีรษะมือเท้าหางของโคก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม แต่กลับสารภาพว่าตนเองต่างหากที่โง่กว่า เพราะไม่เห็นแม้ศีรษะหรือมือเท้าของบิดาที่เผาเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว เนื้อหายังไม่จบเพียงหน้า ๑๖๕ ซึ่งเป็นหน้าสุดท้ายของช่วงข้อมูลนี้
  109. Page 166–167 สุชาตชาตกํ (ท้ายเรื่อง) และเวนสาขชาตกํ (โธนสาขชาตกํ) ตอนจบของสุชาตชาดก แสดงคาถาที่บุตรปลอบพระราชาผู้โศกเศร้าเพราะสูญเสียพระบิดา สรุปว่าบัณฑิตผู้กรุณาย่อมช่วยปลดเปลื้องความโศกของผู้อื่นได้ ต่อด้วยเวนสาขชาดก เล่าเรื่องกษัตริย์ผู้เคยประหารกษัตริย์นับพันแล้วได้รับทุกข์สนอง และนางสามาผู้เฝ้ารอสวามีพร้อมขู่จะสิ้นพระชนม์หากไม่พบกันอีก
  110. Page 167–168 อุรคชาตกํ ชาดกที่มีชื่อเสียง ใช้อุปมาว่างูลอกคราบเก่าทิ้งแล้วจากไปโดยไม่อาลัยฉันใด เมื่อร่างกายแตกสลายผู้ตายก็ไม่รับรู้การร่ำไห้ของญาติฉันนั้น จึงไม่ควรโศกเศร้าถึงผู้ตายเพราะเขาไปตามกรรมของตน เปรียบเทียบเพิ่มเติมด้วยเด็กร้องไห้ตามพระจันทร์และหม้อน้ำแตกที่ประสานคืนไม่ได้
  111. Page 168–169 ธงฺกชาตกํ (ฆฏชาตกํ) หมู่สัตว์ถามนกแร้งธังกะว่าเหตุใดจึงไม่โศกเศร้าเหมือนผู้อื่น นกแร้งตอบว่าความโศกไม่ช่วยให้อดีตหวนคืนหรืออนาคตมีสุข จึงไม่มีประโยชน์ที่จะโศก และสอนว่าผู้มีตัณหาไม่รู้จักพอ แม้ได้ทั้งแผ่นดินก็ไม่มีความสุขแท้จริง
  112. Page 169–170 การนฺทิยชาตกํ (โกรัณฑิยชาตกํ) ฤๅษีการันทิยะพยายามยกก้อนหินใหญ่จากซอกเขาไปทิ้งทะเลเพื่อทำให้พื้นดินราบเรียบเสมอกันหมด เป็นอุปมาสอนว่าดังที่มนุษย์คนเดียวไม่อาจทำแผ่นดินให้ราบเรียบเท่ากันได้ฉันใด ก็ไม่อาจทำให้มนุษย์ผู้มีความเห็นแตกต่างกันมีความเห็นเป็นหนึ่งเดียวได้ฉันนั้น
  113. Page 170–171 ลฏุกิกชาตกํ ชาดกที่รู้จักกันดี นางนกลฏุกิกาอ้อนวอนขอชีวิตลูกน้อยจากพญาช้างสารที่เดินย่ำรัง แต่พญาช้างหยิ่งผยองไม่ฟังจนย่ำลูกนกตาย นางจึงผูกมิตรกับกา แมลงวันเขียว และกบ ร่วมมือกันแก้แค้นจนพญาช้างพลัดตกเหวตาย สอนว่าไม่ควรก่อเวรกับผู้ใดแม้จะอ่อนแอกว่าตน
  114. Page 171–172 จุลฺลธมฺมปาลชาตกํ เรื่องเศร้าสลดของเจ้าชายธรรมบาลผู้เยาว์ ที่พระราชบิดา(พระเจ้ามหาปตาปะ)สั่งประหารด้วยความหวาดระแวง พระมารดาทรงอ้อนวอนขอให้ตัดพระหัตถ์ พระบาท และพระเศียรของพระนางแทนพระโอรสตามลำดับแต่ไม่เป็นผล แสดงความรักและความเสียสละอันสุดซึ้งของมารดาที่มีต่อบุตร
  115. Page 172–173 สุวณฺณมิคชาตกํ และ สุสนฺธีชาตกํ (จบมณิกุณฑลวรรค) สุวรรณมิคชาดก: กวางทองติดบ่วง อ้อนวอนให้กวางคู่ช่วยแทะบ่วง ส่วนนางกวางเมียขอให้นายพรานฆ่าตนก่อนแล้วจึงฆ่ากวางทอง แต่นายพรานเกิดเมตตาปล่อยทั้งคู่ไป สุสันธีชาดก: พ่อค้าเรือแตกรอดชีวิตด้วยแผ่นกระดาน พบนางสุสันธีผู้ดูแลรักษาชีวิตตนดุจมารดา จบวรรคที่หนึ่งของปัญจกนิบาต
  116. Page 174–175 วณฺณาโรหชาตกํ และ สีลวีมํสชาตกํ (เริ่มวัณณาโรหวรรค) วัณณาโรหชาดก: ช้างสองเชือกถูกยุยงให้แตกความสามัคคีด้วยคำใส่ร้ายเปรียบเทียบว่าใครดีกว่ากัน สอนไม่ให้เชื่อคำยุยงง่ายๆ เพราะทำให้มิตรแตกและก่อเวร สีลวีมังสชาดก: ตั้งคำถามว่าศีลหรือความรู้ประเสริฐกว่ากัน สรุปว่าศีลประเสริฐกว่า เพราะชาติกำเนิดไร้ความหมายหากไร้ศีล
  117. Page 175–176 หิริชาตกํ สอนเรื่องมิตรแท้และความละอายใจ ผู้ที่พูดอย่างหนึ่งทำอีกอย่างหนึ่งไม่ใช่มิตรแท้ บัณฑิตย่อมรู้ทันคนพูดดีแต่ไม่ทำตามคำพูด และผู้ที่ดื่มด่ำรสแห่งวิเวกและความสงบใจย่อมพ้นจากความทุกข์ร้อนและบาปทั้งปวง
  118. Page 176–177 ขชฺโชปนกชาตกํ และ อหิตุณฺฑิกชาตกํ ขัชโชปนกชาดก: ลิงเข้าใจผิดคิดว่าหิ่งห้อยในความมืดเป็นไฟ พยายามก่อไฟด้วยมูลโคแต่ไม่สำเร็จ สอนว่าอุบายผิดย่อมไม่บรรลุผล อหิตุณฑิกชาดก: ลิงสุมุขะถูกอดีตนายหมองูหลอกด้วยคำหวานให้ไปเก็บมะม่วง แต่ลิงจำได้ว่าเคยถูกทำร้ายมาก่อนจึงไม่หลงเชื่อ
  119. Page 177–178 คุมฺพิยชาตกํ นกกุมภิยะซ่อนยาพิษในป่าโดยดูเหมือนน้ำผึ้ง ผู้เข้าใจผิดกินเข้าไปถึงแก่ความตาย ส่วนผู้พิจารณารอบคอบย่อมหลีกเลี่ยงได้ปลอดภัย เป็นอุปมาสอนเรื่องกามคุณที่ดูหวานแต่แท้จริงเป็นพิษ
  120. Page 178–179 สาลิยชาตกํ ชายผู้จับลูกงูเห่ามาเลี้ยงเข้าใจผิดว่าเป็นลูกนก ท้ายที่สุดถูกงูกัดตาย สอนว่าผู้ใดคิดร้ายทำร้ายผู้ไม่มีความผิด ย่อมได้รับผลกรรมสนองตนเอง ดุจฝุ่นที่ซัดทวนลมย่อมกลับมาต้องผู้ซัดเอง
  121. Page 179–180 ตจสารชาตกํ ผู้ถูกศัตรูจับกุมแต่ยังมีสีหน้าผ่องใสไม่โศกเศร้า เพราะเห็นว่าการร่ำไห้ไม่ก่อประโยชน์กลับทำให้ศัตรูดีใจ บัณฑิตเมื่อประสบภัยย่อมไม่หวั่นไหว พยายามหาทางแก้ไขด้วยอุบายต่างๆ และเมื่อรู้ว่าสุดวิสัยก็ปลงใจได้โดยไม่โศกเศร้า
  122. Page 180–181 มิตฺตวินฺทุกชาตกํ และ ปลาสชาตกํ (จบวัณณาโรหวรรค) มิตตวินทุกชาดก: ผู้ถูกจักรพัดบนศีรษะทรมานเพราะความโลภไม่รู้จักพอ ปลาสชาดก: หงส์เตือนเพื่อนไม่ให้ปล่อยต้นไทรขึ้นในรังบนตัก เพราะเมื่อโตจะทำลายรัง สอนว่าความเจริญที่กัดกร่อนรากฐานตนเองไม่ใช่สิ่งควรยินดี จบวรรคที่สอง
  123. Page 182 ทีฆีติโกสลชาตกํ (เริ่มอัฑฒวรรค) ชาดกที่มีชื่อเสียงมาก เล่าเรื่องเจ้าชายทีฆาวุ พระโอรสพระเจ้าทีฆีติแห่งโกศล ผู้ถูกพระเจ้าพรหมทัตยึดแผ่นดินและประหารพระบิดามารดา แต่ทรงให้อภัยไม่แก้แค้น เป็นที่มาของคาถาอันโด่งดัง 'เวรย่อมไม่ระงับด้วยเวร แต่ระงับได้ด้วยการไม่จองเวร'
  124. Page 182–183 มิคโปตกชาตกํ ท้าวสักกะตำหนิฤๅษีผู้บวชแล้วยังโศกเศร้าถึงลูกเนื้อที่ตายไป ฤๅษีตอบว่าความรักที่เกิดจากการอยู่ร่วมกันเป็นธรรมดาของใจ เมื่อสักกะชี้ว่าร้องไห้ไม่อาจให้คนตายฟื้นคืนมาได้ ฤๅษีจึงคลายโศกและเลิกร้องไห้
  125. Page 183–184 มูสิกชาตกํ ลาไล่ฆ่าหนูในบ่อน้ำเพื่อแย่งกินข้าวบาร์เลย์ หนูตัวน้อยแม้ยังเยาว์วัยแต่ใช้ปัญญาเจรจาต่อรองจนรอดชีวิต สอนว่าควรศึกษาสรรพวิชาทั้งชั้นต่ำ กลาง สูง เพื่อรู้จักนำไปใช้ให้เหมาะแก่กาลเทศะ
  126. Page 184–185 จุลฺลธนุคฺคหชาตกํ นายขมังธนูพาภรรยาข้ามฟาก แต่นางกลับทอดทิ้งไปหาชายอื่นที่ร่ำรวยกว่า สุนัขจิ้งจอกเยาะเย้ยนางว่าโง่เขลาไม่รู้จักรักษาความสัตย์ ท้ายที่สุดนางก็ถูกชายใหม่ทอดทิ้งเช่นกัน สอนเรื่องความไม่ซื่อสัตย์และกรรมที่ทำแล้วย่อมส่งผลซ้ำ
  127. Page 185–186 กโปตกชาตกํ (จบอัฑฒวรรคและปัญจกนิบาต) นกพิราบพ้นจากบ่วงแล้วดีใจ แต่กลับหลงเชื่อคำหลอกลวงของกาที่แสร้งเป็นมิตรชักชวนให้กลับไปยังที่เดิมอันมีอันตราย เตือนไม่ให้ประมาทกลับสู่ที่เสี่ยงภัยซ้ำ จบอัฑฒวรรค (วรรคที่สาม) และจบปัญจกนิบาตทั้งหมด (ชาดกที่มีคาถา ๕ คาถาต่อเรื่อง) รวม ๓ วรรค ๓๐ เรื่อง
  128. Page 187 อาวาริยชาตกํ (เริ่มฉักกนิบาต) เริ่มฉักกนิบาต (ชาดกที่มีคาถา ๖ คาถาต่อเรื่อง) เรื่องนายท่าเรืออาวาริยบิดา ผู้ให้คนข้ามฟากก่อนแล้วเรียกเก็บค่าจ้างทีหลัง ทำให้เกิดวิวาทกับผู้โดยสารเสมอเพราะใจของผู้ข้ามฟากแล้วกับผู้กำลังจะข้ามนั้นต่างกัน แทรกคำสอนพระราชาไม่ให้ทรงพระพิโรธง่าย
  129. Page 188–189 เสตเกตุชาตกํ พราหมณ์หนุ่มเสตเกตุถูกสอนไม่ให้โกรธเมื่อพบผู้ควรเคารพ(มารดาบิดา อาจารย์ ผู้เลี้ยงดู) แล้วตั้งคำถามว่าผู้ทำพิธีบูชายัญและร่ายมนตร์จะพ้นอบายได้หรือไม่ คำตอบคือแม้ท่องเวทมากเพียงใดก็ไม่พ้นทุกข์ได้หากยังประพฤติบาป
  130. Page 189–190 ทรีมุขชาตกํ ดาบสทรีมุขะแสดงธรรมแก่พระเจ้าพรหมทัตว่ากามเป็นเปือกตม เป็นบ่วง เป็นภัย ชักชวนให้ออกบวช พระราชาตอบว่ายังของแวะยินดีในกามอยู่ทำใจสละไม่ได้ แต่จะสร้างบุญกุศลแทน
  131. Page 190–191 เนรุชาตกํ หมู่กาและสัตว์ต่างๆ มารวมกันที่ภูเขาเนรุซึ่งเชื่อกันว่าไม่มีการแบ่งแยกสูงต่ำ แต่กลับพบว่าที่นั่นยังมีการดูหมิ่นเหยียดหยามกันตามธรรมดาของสัตว์โลก แม้ภูเขาเนรุก็ไม่อาจทำให้ทุกชีวิตเสมอภาคกันได้จริง
  132. Page 191–192 อาสงฺกชาตกํ เถาวัลย์ชื่ออาสาวดีออกผลเพียงหนึ่งผลในพันปี แต่เหล่าเทวดายังหวังคอยอยู่ได้ สอนเรื่องความหวังว่าแม้ผลจะสำเร็จยากและช้าเพียงใดก็ยังควรตั้งความหวังไว้เพราะนำมาซึ่งความสุข
  133. Page 192–193 มิคาโลปชาตกํ พ่อนกเตือนลูกนกมิคาโลปะไม่ให้บินเลยขอบเขตปลอดภัยออกไปยังถิ่นอันตราย(กระแสลมแรงเวรัมภา) แต่ลูกนกไม่เชื่อฟังจนถูกพายุพัดหายไป ครอบครัวและบริวารต้องพากันประสบความวิบัติ
  134. Page 193–196 สิริกาฬกณฺณิชาตกํ เทพธิดาสองนางคือนางกาฬกัณณี(อัปมงคล)และนางสิริ(มงคล)เสด็จมาขอที่พักอาศัย มนุษย์ซักถามอุปนิสัยของแต่ละนาง นางกาฬกัณณีชอบคนตระหนี่ ริษยา โกรธง่าย ส่วนนางสิริชอบคนไม่โกรธ มีเมตตา มีศีล อดทน จึงถูกปฏิเสธไม่ให้อาศัยด้วย สอนว่าโชคร้ายและโชคดีเกิดจากอุปนิสัยของตนเอง
  135. Page 196–197 กุกฺกุฏชาตกํ แมวเกี้ยวพาราสีไก่ตัวผู้ด้วยคำหวานชักชวนให้เป็นคู่ครอง แต่ไก่รู้ทันเล่ห์กลว่าแมวเป็นสัตว์กินซากศพเลือดเนื้อ ไม่ใช่ผู้ที่จะแต่งงานด้วยตามธรรมเนียม จึงไม่หลงกล สอนว่าผู้ไม่รู้เท่าทันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าย่อมตกเป็นเหยื่อของศัตรู
  136. Page 197–198 ธมฺมทฺธชชาตกํ นกกระสาปลอมตัวยืนขาเดียวแสร้งแสดงธรรมว่าจะไม่เบียดเบียนใคร แต่แท้จริงกินไข่และลูกนกของผู้ที่หลงเชื่อ สอนว่าผู้ที่พูดอย่างหนึ่งทำอีกอย่างหนึ่งเป็นคนหลอกลวง ปากดีใจร้ายเหมือนงูเห่าอยู่ในรู ไม่ควรอยู่ร่วมด้วย
  137. Page 198–199 นนฺทิยมิคราชชาตกํ (จบอาวาริยวรรค) กวางนามนันทิยะเคยเป็นพญาเนื้อ รอดชีวิตจากลูกศรพระราชาโกศลด้วยการหลบเป็นเวลานาน เมื่อพราหมณ์มาเชิญให้กลับไปกินอาหารหลวง กวางปฏิเสธเพราะเคยกินข้าวหลวงมากแล้ว ขอเพียงกลับไปเยี่ยมมารดาบิดาผู้ชราที่คอยเป็นห่วง จบวรรคที่หนึ่ง(อาวาริยวรรค)ของฉักกนิบาต
  138. Page 199–200 ขุรปุตฺตชาตกํ (เริ่มขุรปุตตวรรค) บทสนทนาโต้เถียงระหว่างสัตว์(ลาชื่อขุรบุตร)กับผู้อื่นว่าใครโง่กว่ากันระหว่างผู้ยอมถูกใช้งานเยี่ยงทาสกับผู้ที่ปล่อยให้เป็นเช่นนั้น สอนว่าผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดแล้วยังยกอำนาจให้ผู้อื่นควบคุมย่อมสูญเสียตัวตน
  139. Page 200–201 สูจิชาตกํ ช่างตีเหล็กนำเข็มที่ตนทำมาขายในหมู่บ้านช่างเหล็กเอง ถูกเยาะเย้ยว่าใครจะซื้อเข็มในถิ่นที่มีแต่ช่างทำเข็มเก่งกว่า แต่ช่างผู้นั้นมั่นใจว่าอาจารย์ผู้ชำนาญย่อมรู้คุณค่าฝีมือกันเอง สอนเรื่องความภาคภูมิใจในฝีมือและการยอมรับจากผู้รู้จริง
  140. Page 201–202 ตุณฺฑิลชาตกํ สุกรชื่อตุณฑิละถูกเลี้ยงอย่างดีเพื่อเตรียมฆ่าในวันเพ็ญ กลับหวาดกลัวไม่อยากกินอาหาร สหายอธิบายว่าไม่มีที่พึ่งให้หนีพ้นได้จึงควรกินให้สบายใจ เปรียบธรรมะเป็นสระน้ำใสไร้โคลนตม ศีลเป็นเครื่องประทินผิวที่กลิ่นไม่จางหาย
  141. Page 202–204 สุวณฺณกกฺกฏกชาตกํ ชาดกที่มีชื่อเสียง งูเห่าตัวหนึ่งเคยได้รับความช่วยเหลือจากปูทอง แต่ภายหลังคิดจะฆ่าพราหมณ์ผู้เป็นมิตรของปู ปูทอง(พระโพธิสัตว์)จึงใช้ก้ามหนีบคองูไว้เพื่อบังคับให้ช่วยพราหมณ์ให้ปลอดภัยก่อนจึงยอมปล่อยงูไป แสดงปัญญาไหวพริบและความกตัญญูของปู
  142. Page 204–205 มยฺหกสกุณชาตกํ นกมัยหกะ(แปลว่า 'ของเรา ของเรา')หวงผลมะเดื่อสุกไว้คนเดียวไม่ยอมแบ่งปันฝูงนก จนในที่สุดนกอื่นก็มากินจนหมดขณะที่มันยังคร่ำครวญอยู่ สอนว่าผู้สะสมทรัพย์มากแต่ไม่แบ่งปันแก่ตนเองและญาติ ย่อมถูกผู้อื่นแย่งชิงไปในที่สุด
  143. Page 205–206 ปพฺพชิตวิเหฐกชาตกํ พระราชาทรงเห็นบุคคลรูปหนึ่งกราบไหว้ภิกษุผู้ทรงศีลด้วยความเคารพ จึงถามว่าผู้นั้นเป็นใคร ได้คำตอบว่าคือท้าวสักกะจอมเทพผู้แฝงกายมาชี้แนะว่าผู้กราบไหว้ภิกษุผู้มีจรณะย่อมได้รับการสรรเสริญในชาตินี้และไปสู่สวรรค์ในชาติหน้า
  144. Page 207 อุปสิงฺฆปุปฺผชาตกํ เทวดากล่าวหาภิกษุที่เพียงแต่ดมกลิ่นดอกบัวว่าเป็น 'ขโมยกลิ่น' ภิกษุแย้งว่าตนไม่ได้เก็บหรือหักดอกไม้เลย เทวดาอธิบายว่าผู้ที่ขุดรากบัวและหักดอกจนย่อยยับกลับไม่ถูกตำหนิเพราะเป็นคนคุ้นทำบาปเป็นปกติ
  145. Page 207–208 วิฆาสาทชาตกํ หมู่นกที่กินแต่เศษอาหารเหลือ(วิฆาสาท)เข้าใจผิดคิดว่าตนถูกสรรเสริญ แต่ที่จริงถูกตำหนิว่ากินของเดนเหมือนสัตว์ป่า ขณะที่ผู้ให้ทานแก่พราหมณ์สมณะแล้วกินส่วนที่เหลือต่างหากที่ควรเรียกว่าวิฆาสาทที่แท้จริงและควรได้รับการสรรเสริญ
  146. Page 208–209 วฏฺฏกชาตกํ กาถามนกคุ่มว่าเหตุใดตนกินแต่อาหารหยาบยังอ้วนท้วน ขณะที่กาซึ่งกินอาหารดีกลับผอมแห้ง นกคุ่มอธิบายว่าเพราะกาอยู่ท่ามกลางศัตรูจิตใจหวาดระแวงตลอดเวลา ส่วนตนมักน้อยพอใจในสิ่งที่ได้จึงมีความสุขและอ้วนท้วนได้ สอนเรื่องความมักน้อยสันโดษ
  147. Page 209–210 มณิชาตกํ (จบขุรปุตตวรรคและฉักกนิบาต) ชายคนหนึ่งเห็นเพื่อนสวมมณีที่คอเข้าใจผิดว่าเป็นเครื่องประดับหรูหรา แต่แท้จริงเป็นเพียงสิ่งที่คล้องคอเพื่อประโยชน์เฉพาะตัว เพื่อนเสนอจะแบ่งมณีให้ แต่อีกฝ่ายพอใจเพียงได้พบเพื่อนเก่า จบวรรคที่สอง(ขุรบุตรวรรค)และจบฉักกนิบาตทั้งหมด
  148. Page 211–212 กุกฺกุชาตกํ (เริ่มสัตตกนิบาต) เริ่มสัตตกนิบาต (ชาดกคาถา ๗ คาถาต่อเรื่อง) เปรียบเสาเรือน(กุกกุ)ที่มั่นคงเพราะยึดด้วยไม้ระแนงหลายอันรอบด้าน กับบัณฑิตที่มั่นคงด้วยมิตรซื่อสัตย์หลายคน เปรียบต้นสะเดาที่แม้ไม่แตะต้องก็ยังขม และเปรียบดอกบัวที่ไม่แปดเปื้อนโคลนตมกับผู้มีความประพฤติสุจริตไม่แปดเปื้อนบาป
  149. Page 212–213 มโนชชาตกํ พญาเนื้อชื่อมโนชะถูกยิงตายเพราะไปคบหาสมาคมกับสหายชั่ว(ราชสีห์)ซึ่งพากันปล้นสะดมจนถูกล่า สอนว่าผู้คบคนพาลย่อมประสบผลร้าย ผู้คบคนเลวกว่าตนย่อมเสื่อมลง ผู้คบคนเสมอกันไม่เสื่อม ส่วนผู้คบคนที่ดีกว่าย่อมเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว
  150. Page 213–214 สุตนชาตกํ ยักษ์จับพราหมณ์หนุ่มไว้จะกิน แต่มาณพ(สุตนะ)ขออนุญาตไปเยี่ยมมารดาก่อนโดยสัญญาจะกลับมาให้กินตามคำมั่นสัตย์ ยักษ์อนุญาตด้วยความเชื่อในคำพูด ท้ายที่สุดยักษ์เกิดความเลื่อมใสในสัจจะของมาณพจึงปล่อยตัวไปพร้อมของกำนัล
  151. Page 214–215 มาตุโปสกคิชฺฌชาตกํ นกแร้งผู้เลี้ยงดูมารดาบิดาชราติดบ่วงพราน ร่ำไห้ห่วงว่าใครจะเลี้ยงดูพ่อแม่แทนตน นายพรานสงสัยว่าเหตุใดนกแร้งจึงติดบ่วงได้ นกแร้งตอบว่าเมื่อถึงคราวเคราะห์ร้ายใกล้ตายแม้ระวังเพียงใดก็ไม่พ้น นายพรานสงสารจึงปล่อยนกแร้งไปเลี้ยงดูบิดามารดาต่อ
  152. Page 215–216 ทพฺพปุปฺผชาตกํ นากสองตัว(บนบกและในน้ำ)จับปลาใหญ่ร่วมกันได้แต่ทะเลาะแย่งชิงกันเอง จึงขอให้สุนัขจิ้งจอก(ทัพพปุปผะ)ผู้อ้างตนเป็นธรรมิกชนตัดสินความ สุนัขจิ้งจอกใช้เล่ห์แบ่งปลาให้นากตัวหนึ่งได้หัว อีกตัวได้หาง ส่วนตนฉวยส่วนกลางที่ดีที่สุดไปกินเอง
  153. Page 216–218 ทสณฺณกชาตกํ (ส่วนหนึ่งของวงจรสัตตุภัสตชาดก) ปัญหาปุจฉาระหว่างบัณฑิตหลายท่าน(อายุระ ปุกกุสะ เสนกะ)ตอบต่อเนื่องกันว่าอะไรยากยิ่งกว่าการกลืนดาบคมกริบ คำตอบคือความโลภที่ทำให้คนกล้ากลืนดาบ และผู้ที่รับปากจะให้แล้วกลับผิดคำพูดนั้นยากยิ่งกว่า เสนกะตอบได้เหนือกว่าคำตอบของผู้อื่นทั้งหมด
  154. Page 218–219 เสนกชาตกํ (สัตตุภัสตชาตกํ) ชาดกที่มีชื่อเสียง พราหมณ์ตกใจสุดขีดเพราะเชื่อคำทำนายว่าจะสูญเสียภรรยาหากเดินทางไป หรือตนเองจะตายหากไม่ไป บัณฑิตเสนกะไขปริศนาว่าแท้จริงมีงูเห่าเลื้อยเข้าไปในถุงสัมภาระของพราหมณ์โดยไม่รู้ตัว พราหมณ์รอดชีวิตและมอบทรัพย์ตอบแทน แต่เสนกะปฏิเสธไม่รับเพราะบัณฑิตไม่ควรขายปัญญา
  155. Page 220 อฏฺฐิเสนชาตกํ ดาบสอัฏฐิเสนถูกพระราชาตรัสถามว่าเหตุใดจึงไม่เคยขอสิ่งใดจากพระองค์เหมือนผู้อื่น ดาบสตอบว่าผู้ขอมักไม่เป็นที่รักและผู้ให้ไม่ได้ก็ไม่เป็นที่รักเช่นกัน พระอริยะแท้ย่อมไม่ขอสิ่งใดแต่ดำรงตนให้ผู้อื่นน้อมนำมาถวายเอง พระราชาประทับใจในคาถาธรรมจึงถวายโคนมพันตัวพร้อมโคผู้แก่ดาบส
  156. Page 221 กปิชาตกํ (จบ) ส่วนท้ายของกปิชาตก สอนว่าไม่ควรอยู่ในที่มีศัตรู และเล่าถึงลิงพาลที่หลงตนว่าฉลาด นำความเสียหายมาสู่โขลง ต่างจากผู้นำที่ฉลาดและแข็งแรงซึ่งเป็นประโยชน์แก่หมู่ญาติดุจพระอินทร์แก่เทวดา ปิดท้ายด้วยคำสอนให้ชั่งดูศีล ปัญญา และสุตะของตนก่อนเป็นหัวหน้าหมู่หรือจะอยู่ผู้เดียว
  157. Page 221–223 พกพฺรหฺมชาตกํ (จบวรรคกุกฺกุวคฺโค) เรื่องพระผู้มีพระภาคเจ้าโต้ตอบกับพกพรหมผู้หลงเชื่อว่าชีวิตพรหมของตนเที่ยงแท้ไม่มีสิ้นสุด พระองค์ทรงระลึกชาติแสดงบุญกรรมในอดีตของพกพรหม เช่น การช่วยผู้คนจากความกระหาย จากโจรที่แม่น้ำ และจากนาคดุร้าย เพื่อพิสูจน์พระสัพพัญญุตญาณและหักล้างความเห็นผิดว่าเที่ยง เรื่องนี้จบกุกกุวรรค (วรรคที่ ๑ ของสัตตกนิบาต) มีคาถาอุทานสรุปรายชื่อชาดกท้ายหน้า ๒๒๓
  158. Page 224 คนฺธารชาตกํ (เริ่มวรรคคนฺธารวคฺโค) เริ่มวรรคที่ ๒ คันธารวรรค กษัตริย์ผู้สละราชสมบัติแคว้นคันธาระออกบวชแล้วสอนกษัตริย์เวเทหะผู้บวชเช่นกันว่าตนกล่าวธรรมโดยไม่เกรงกลัวผลเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้อื่น เพราะการกล่าวธรรมไม่ทำให้บาปแปดเปื้อนตน และเตือนว่าหากปราศจากปัญญาและวินัยที่ฝึกดีแล้ว คนจะหลงเดินเสมือนควายตาบอดในป่า
  159. Page 225 มหากปิชาตกํ ชาดกที่มีชื่อเสียง พระโพธิสัตว์เป็นพญาวานรหัวหน้าโขลง ทอดร่างกายตนเองเป็นสะพานข้ามหุบเหวให้บริวารหนีภัยจากนายพราน แม้ตนเองจะถูกยิงบาดเจ็บก็ไม่ทุกข์ร้อนเพราะได้ช่วยหมู่คณะให้ปลอดภัย แล้วสอนพระราชาว่าผู้ปกครองที่แท้จริงต้องนำความสุขไปสู่ราษฎร กองทัพ และแว่นแคว้นทั้งหมด มิใช่เพื่อตนเองฝ่ายเดียว (เป็นชาดกอันเป็นที่รู้จักดีเรื่องการเสียสละของพญาวานร)
  160. Page 226–227 กุมฺภการชาตกํ ผู้พูด (ช่างหม้อ) เห็นสิ่งที่แสดงความไม่เที่ยงหลายอย่าง เช่น ต้นมะม่วงที่ผลถูกทำลาย นกแย่งซากศพกันจนตาย โคถูกแทงเพราะราคะ จึงตัดสินใจออกบวชถือภิกขาจาร กล่าวถึงกษัตริย์หลายพระองค์ (กรัณฑกะ นัคคชิ นิมิราช ทุมมุขะ) ที่สละแคว้นออกผนวช และภรรยาของช่างหม้อก็ตัดสินใจออกบวชตามเช่นกัน แสดงความไม่ยึดติดในกามคุณ
  161. Page 227–228 ทฬฺหธมฺมชาตกํ คาถาเสียงหญิง (นักรบหรือสตรีที่บาดเจ็บจากศึก) คร่ำครวญว่าพระราชาไม่รู้คุณความสามารถของตน สะท้อนธีมเรื่องความอกตัญญู ผู้ที่ลืมคุณความดีที่ผู้อื่นเคยทำแก่ตนย่อมเสื่อมจากประโยชน์ ส่วนผู้ที่ระลึกถึงคุณท่านย่อมเจริญด้วยประโยชน์ จบด้วยคำเตือนให้ทุกคนที่มาประชุมกันเป็นผู้กตัญญู
  162. Page 228–229 โสมทตฺตชาตกํ ผู้พูดโศกเศร้าถึงช้างชื่อโสมทัตตะที่ตายแล้ว ท้าวสักกะ(หรือปราชญ์)ปลอบใจว่าการร้องไห้ถึงผู้ตายไม่สมควรแก่สมณะผู้หลุดพ้นแล้ว และชี้ว่าทุกคนที่รักกันย่อมต้องร้องไห้ถึงกันเมื่อตายจากกันเป็นธรรมดา แต่ท้ายที่สุดความโศกของผู้เศร้าโศกก็ดับไปดุจไฟที่ถูกน้ำดับ หลังได้ฟังธรรมเทศนา
  163. Page 229–231 สุสีมชาตกํ พระราชาผู้เป็นบิดาชี้ผมหงอกของตนแก่พระโอรสสุสีมะเป็นสัญญาณเตือนให้ถึงเวลาประพฤติพรหมจรรย์ แม้ในตอนแรกจะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นผมของโอรส แต่บิดาสอนถึงความไม่เที่ยงของวัยหนุ่มและหญิงสาว เปรียบเรือนเป็นเชือกที่แขวนคอผู้ครองเรือน จึงตัดสินใจออกบวชตัดขาดกามราคะ
  164. Page 231–232 โกฏสิมฺพลิชาตกํ นาคหรือครุฑร่างใหญ่คาบเหยื่อมาถึงต้นงิ้ว (สิมพลี) พบนกตัวเล็กสั่นกลัว เมื่อถามจึงทราบว่านกกลัวเมล็ดไทรและเมล็ดพืชอื่นที่นกพามาตกบนกิ่งจะงอกขึ้นและในที่สุดจะทำลายต้นไม้ สอนว่าผู้ฉลาดย่อมมองเห็นภัยที่ยังมาไม่ถึงล่วงหน้าและระวังป้องกันไว้ก่อน
  165. Page 232 ธูมการิชาตกํ พระเจ้ายุธิษฐิระตรัสถามวิธูรบัณฑิตว่าใครเศร้าโศกอยู่ผู้เดียวมากที่สุด ได้รับคำตอบเป็นนิทานพราหมณ์เลี้ยงแพะที่จุดควันไล่ยุงทุกคืน ฝูงกวางสรภะพากันมาอาศัยควันจนแพะปะปนหลงตามฝูงกวางไป เมื่อกวางอพยพหนีหน้าแล้งแพะก็สูญหายตามไปด้วย พราหมณ์จึงซูบผอมโศกเศร้าอยู่ผู้เดียว สอนว่าผู้ละเลยกิจของตนเพื่อเอาใจผู้อื่นย่อมเดือดร้อนอยู่ลำพัง
  166. Page 233 ชาครชาตกํ บทสนทนาปริศนาธรรมว่าใครคือผู้ 'หลับทั้งที่ตื่น' และ 'ตื่นทั้งที่หลับ' คำตอบชี้ว่าผู้ไม่รู้ธรรมเรื่องความสำรวมและความฝึกตนถือว่ายังหลับอยู่แม้กายจะตื่น ส่วนผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว แม้คนทั่วไปจะเรียกว่าตื่นก็เหมือนหลับอยู่สำหรับท่าน เป็นการเล่นคำแสดงธรรมเรื่องความไม่ประมาท
  167. Page 233–235 กุมฺมาสปิณฺฑชาตกํ สรรเสริญผลของการถวายทานแม้เพียงเล็กน้อย เช่น ข้าวสุกไม่ใส่เกลือ (กุมมาสะ) แด่พระพุทธเจ้า ว่าให้ผลมากมายถึงช้าง ม้า ทรัพย์ และสตรีงาม พระราชาเล่าถึงอดีตชาติที่เคยเป็นลูกจ้างถวายกุมมาสแก่สมณะสี่รูปด้วยจิตเลื่อมใส จึงได้เสวยราชสมบัติในปัจจุบัน และสตรีในวังก็เล่าว่าเคยเป็นทาสีถวายอาหารแก่ภิกษุจึงได้ผลเป็นความงามในชาตินี้ แสดงอานิสงส์ของทานแม้น้อยแต่ถวายด้วยศรัทธา
  168. Page 236–237 ปรนฺตปชาตกํ (จบวรรคคนฺธารวคฺโค และสตฺตกนิบาต) บทรำพึงของบุคคลที่หวาดกลัวบาปและภัยที่จะตามมา นึกถึงเสียงกิ่งไม้ไหวก็หวาดระแวง ท้ายเรื่องเผยว่าเขาได้ลวงและทำร้ายบิดาของตนแล้วปกปิดด้วยกิ่งไม้ ภัยจึงติดตามมาสนอง เป็นนิทานเตือนผลของการทำชั่วซ่อนเร้น ชาดกนี้จบคันธารวรรค (วรรคที่ ๒) และจบสัตตกนิบาต (หมวดชาดก ๗ คาถา) มีคาถาอุทานสรุปท้ายหน้า ๒๓๗
  169. Page 238–240 กจฺจานิชาตกํ (เริ่มอฏฺฐกนิปาต วรรคกจฺจานิวคฺโค) เริ่มอัฏฐกนิบาต (ชาดกหมวด ๘ คาถา) วรรคกัจจานิ นางพราหมณีกัจจานีชราถวายข้าวงาแด่บุตรที่ตายแล้วในป่าช้าด้วยความเข้าใจผิดว่าผู้ตายยังกินได้ ท้าวสักกะแปลงเป็นพราหมณ์มาเปรียบเทียบด้วยการให้หญ้าแก่โคที่ตายแล้ว เพื่อสอนว่าคนตายแล้วฟื้นไม่ได้ด้วยการเซ่นไหว้ ปรากฏว่าบุตรของนางถูกลูกสะใภ้ทำร้ายจนตาย แต่ครอบครัวยังคงตั้งมั่นในธรรมไม่ละทิ้งกัน ท้าวสักกะจึงประทานพรให้อยู่ร่วมกันด้วยความผาสุก
  170. Page 240–241 อฏฺฐสทฺทชาตกํ คำรำพันของสัตว์หลายชนิดที่ถูกจับกักขังอยู่ในอำนาจพระราชา เช่น นกกระสาคร่ำครวญถึงที่อยู่เดิม สัตว์ต่างๆ ปรารถนาความเป็นอิสระคืน สะท้อนภัยของการตกอยู่ในอำนาจผู้อื่นเพราะความประมาทหลงใหลในความสุข จบด้วยการประกาศว่าได้เห็นที่สุดแห่งการเวียนว่ายและนี่คือภพสุดท้ายแล้ว
  171. Page 241–242 สุลสาชาตกํ นางคณิกาสุลสาถูกชายคนรักที่กลายเป็นโจรหมายจะฆ่าเพื่อชิงเครื่องประดับ นางใช้ไหวพริบขอกอดเขาเป็นครั้งสุดท้ายแล้วอาศัยจังหวะนั้นเอาชนะ/หนีรอดจากศัตรูได้ เป็นเรื่องสอนว่าสตรีก็สามารถฉลาดรอบคอบไม่แพ้บุรุษ โดยเฉพาะผู้ที่คิดไวและรู้ทันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าย่อมพ้นจากอันตราย
  172. Page 242–244 สุมงฺคลชาตกํ คำสอนแด่พระราชาเรื่องการลงโทษโดยชอบธรรม ผู้ปกครองไม่ควรลงทัณฑ์ด้วยความโกรธรุนแรงเกินควร แต่ควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนแล้วจึงลงโทษให้สมควรแก่เหตุ กษัตริย์ที่ลงโทษด้วยโทสะพลุ่งพล่านย่อมเสื่อมและไปสู่ทุคติ ส่วนผู้ยินดีในธรรมอันประเสริฐย่อมถึงสุคติ ท้ายเรื่องขอให้พระราชาปกครองแผ่นดินด้วยความสงบไม่โกรธเกรี้ยว ดุจฝนใหญ่ทำให้แผ่นดินที่ร้อนระอุสงบเย็นลง
  173. Page 244–245 คงฺคมาลชาตกํ ดาบสคงคมาละเดินย่ำบนถ่านไฟและทรายร้อนโดยไม่รู้สึกเจ็บปวดเพราะจิตมุ่งมั่นในความเพียร อธิบายว่าความเร่าร้อนแท้จริงเกิดจากกิเลสกังวลนานาประการ มิใช่ความร้อนภายนอก สรรเสริญผลของความอดทนและตบะแม้เพียงเล็กน้อยของกุลบุตรผู้ออกบวชละกามราคะ ทำให้มหาชนรวมถึงพระราชาพากันน้อมนมัสการว่าท่านข้ามพ้นห้วงกิเลสได้แล้ว
  174. Page 246–247 เจติยราชชาตกํ ชาดกที่มีชื่อเสียงเรื่องพระเจ้าเจติยะผู้เคยเป็นธรรมราชา แต่เมื่อตรัสมุสาวาทเมื่อถูกถามปัญหาที่รู้อยู่ กลับถูกสาปให้จมลงในแผ่นดินทีละน้อยตามคำมุสาแต่ละครั้ง จนลิ้นกลายเป็นสองแฉกดุจงู ไม่มีลิ้นดุจปลา มีแต่บุตรีไม่มีบุตร และในที่สุดจมหายไปสู่นรก เป็นคำสอนสำคัญเรื่องโทษของการกล่าวเท็จและคุณของการรักษาสัจจะ
  175. Page 247–248 อินฺทฺริยชาตกํ สอนว่าผู้ตกอยู่ในอำนาจกิเลสทางอินทรีย์ย่อมเหี่ยวแห้งแม้ยังมีชีวิตอยู่ สุขและทุกข์ผลัดเปลี่ยนกันไป ผู้ฉลาดพึงอดทนต่อความยากลำบากตามกาลเพื่อบรรลุความสุขที่แท้จริง อ้างถึงมาตรฐานของฤๅษีอสิตเทวิละว่าไม่ควรตกอยู่ใต้อำนาจอินทรีย์ ผู้พูดสารภาพว่าตนหลงเสื่อมจากธรรมอันประเสริฐเพราะกิเลสจึงไม่พบความสุขอีก
  176. Page 248–250 อาทิตฺตชาตกํ เปรียบเทียบว่าเมื่อเรือนถูกไฟไหม้ ภาชนะที่ขนออกมาได้ยังเป็นประโยชน์ ฉันใด เมื่อโลกถูกเผาด้วยชราและมรณะ การให้ทานก็เป็นการรักษาสิ่งที่ให้ไว้ได้จริง สอนเรื่องอานิสงส์ของทานที่ถวายแก่ผู้ประกอบธรรมและผู้ควรรับ (ทักขิไณยบุคคล) ว่าให้ผลมากดุจพืชที่หว่านในนาดี และยกย่องผู้มีความไม่เบียดเบียน ไม่ทำบาปแม้ถูกครหาว่าขลาด ท้ายที่สุดยกย่องธรรมบทว่าประเสริฐยิ่งกว่าทานเพราะนำถึงพระนิพพาน
  177. Page 250–251 อฏฺฐานชาตกํ ชาดกแนวขบขันที่ยกเหตุการณ์เป็นไปไม่ได้มาเปรียบเทียบ เช่น 'เมื่อใดขนเต่ากลายเป็นผ้าห่มหนาสามชั้น เมื่อนั้นแหละสิ่งนี้จึงจะเป็นไปได้' หรือ 'เมื่อรอยเท้ายุงกลายเป็นป้อมปราการมั่นคง' หรือ 'เมื่อบันไดเขากระต่ายพาขึ้นสวรรค์ได้' ฯลฯ ใช้ภาพเปรียบสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ตามธรรมชาติเพื่อยืนยันว่าสิ่งที่กล่าวถึง (อาจเป็นคำกล่าวหาหรือความปรารถนาบางอย่าง) ก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน
  178. Page 251–252 ทีปิชาตกํ (จบวรรคกจฺจานิวคฺโค และอฏฺฐกนิบาต) ลูกแพะทักทายลุงหมาป่าด้วยความสุภาพ แต่หมาป่าใส่ร้ายว่าแพะเหยียบหางตนให้เจ็บ แม้แพะจะแก้ต่างอย่างมีเหตุผลว่าหันหน้าเข้าหาตลอดจึงเหยียบหางไม่ได้ หมาป่าก็ยังจับกินอยู่ดี สอนว่ากับคนพาลทุจริตไม่มีเหตุผลหรือคำพูดดีใดช่วยได้ พึงหลีกเลี่ยงให้ไกลที่สุด ชาดกนี้จบวรรคกัจจานิ และจบอัฏฐกนิบาต (หมวด ๘ คาถา) มีคาถาอุทานท้ายหน้า ๒๕๒
  179. Page 253–254 คิชฺฌชาตกํ (เริ่มนวกนิบาต) เริ่มนวกนิบาต (ชาดกหมวด ๙ คาถา) แร้งหนุ่มผู้เลี้ยงดูบิดามารดาชราไม่เชื่อฟังคำเตือนของบิดาให้บินไม่เกินระดับที่กำหนดเหนือทะเล ด้วยความมั่นใจในกำลังของตนจึงบินสูงเกินไปจนถูกกระแสลมแรงพัดพาจนตาย ทำให้บุตร ภรรยา และบริวารพลอยพินาศตามไปด้วย สอนว่าผู้ไม่เชื่อฟังคำสอนของผู้ใหญ่ย่อมประสบความพินาศทั้งหมู่
  180. Page 254–255 โกสมฺพิยชาตกํ ชาดกอันเป็นที่มาของเรื่องภิกษุชาวโกสัมพีวิวาทกันในพุทธประวัติ กล่าวถึงสงฆ์ที่แตกแยกโดยต่างฝ่ายต่างคิดว่าตนถูก ไม่รู้ตัวว่ากำลังพากันพินาศ มีคาถาอันโด่งดังว่า 'เวรย่อมไม่ระงับด้วยเวร แต่ระงับด้วยการไม่จองเวร นี้เป็นธรรมเก่าแก่' และคาถาสอนว่าหากหาสหายที่ฉลาดดีไม่ได้ พึงเที่ยวไปผู้เดียวไม่ทำบาป ดุจพระราชาสละแคว้นที่ยึดได้ หรือช้างเที่ยวไปในป่าแต่ผู้เดียว อันเป็นที่มาของอุปมาที่รู้จักกันดี
  181. Page 255–257 มหาสุวราชชาตกํ เมื่อต้นไม้ผลเหี่ยวแห้ง นกทั้งหลายที่เคยกินผลต่างพากันบินจากไป แต่นกแก้วผู้ซื่อสัตย์ยังคงเกาะอยู่บนต้นไม้ที่ตายแล้วไม่ยอมทิ้งไป เมื่อถูกหงส์ (ท้าวสักกะแปลง) ถามว่าเหตุใดจึงยึดติดต้นไม้ไร้ประโยชน์ นกแก้วตอบว่าเพื่อนแท้ย่อมไม่ทอดทิ้งกันไม่ว่าจะรุ่งเรืองหรือเสื่อมโทรม ท้าวสักกะประทับใจจึงประทานพรให้ต้นไม้กลับมีผลและร่มเงาดังเดิม เป็นเรื่องทดสอบความกตัญญูซื่อสัตย์ของนกแก้ว
  182. Page 257–258 จุลฺลสุวกราชชาตกํ เนื้อหาคล้ายชาดกก่อนหน้าแต่สั้นกว่า นกแก้วถูกถามเหตุใดจึงยังเกาะต้นไม้แห้งไร้ผลทั้งที่มีต้นไม้เขียวชอุ่มมีผลมากมายรอบตัว นกแก้วตอบว่าตนเคยกินผลต้นนี้มาหลายปีจึงไม่ทอดทิ้งเมื่อมันแห้งแล้ง ต่างจากผู้ไม่ซื่อที่ไปรวมกันเฉพาะที่มีประโยชน์ ท้าวสักกะพอใจในความกตัญญูจึงประทานพรคืนความอุดมสมบูรณ์แก่ต้นไม้
  183. Page 258–259 หริตจชาตกํ มหาพรหมตำหนิฤๅษีหริตจะที่ถูกลือว่าหลงเสพกาม ฤๅษีสารภาพว่าหลงเดินผิดทางเพราะโมหะครอบงำ และตั้งคำถามว่าปัญญาจะมีประโยชน์อะไรหากไม่อาจดับราคะที่เกิดขึ้นได้ ระบุว่าราคะ โทสะ มทะ และโมหะเป็นกำลังที่รุนแรงที่สุดในโลกซึ่งปัญญาเอาชนะได้ยาก ในที่สุดฤๅษีตั้งใจแสวงหารากเหง้าของราคะเพื่อตัดขาด และบรรลุถึงพรหมโลกด้วยความเพียรที่จริงจัง
  184. Page 259–261 ปทกุสลมาณวชาตกํ ชายผู้กำลังจะตาย (ถูกน้ำพัดพาหรือใกล้ถูกประหาร) ขอฟังคาถาสักบทหนึ่งก่อนตาย ได้รับคาถาชุดหนึ่งที่กล่าวถึงภัยซึ่งเกิดจากสิ่งที่ตนพึ่งพาอาศัยเอง เช่น น้ำที่ทั้งหล่อเลี้ยงพืชและอาจฆ่าคนได้ ไฟที่ทั้งหุงต้มอาหารและเผาผลาญ ลมที่ทั้งพึงปรารถนาและอาจทำลายล้าง เรือนและทรัพย์สมบัติที่ในที่สุดก็ขับไล่เจ้าของออกไป ปิดท้ายด้วยคำเตือนประชาชนว่าภัยเกิดจากสิ่งที่พึ่งพิงนั่นเอง แม้พระราชาและพราหมณ์ก็อาจปล้นแผ่นดินได้ จึงควรระวังป้องกันตนเอง
  185. Page 261–262 โลมสกสฺสปชาตกํ พระราชาถูกชักชวนว่าหากบูชายัญโดยให้ฤๅษีโลมสกัสสปะเป็นผู้ประกอบพิธี จะได้เป็นดังพระอินทร์ไม่มีวันตาย ฤๅษีผู้บริสุทธิ์ในตอนแรกถูกล่อลวงด้วยธิดาพระราชา (จันทวดี) จนยอมประกอบพิธีวาชเปยยะอันนองเลือดเพื่อประโยชน์ของพระราชบิดา เมื่อสำนึกได้ว่าเป็นกรรมชั่วที่เกิดจากราคะ จึงตั้งใจแสวงหาและตัดรากถอนโคนของกิเลส ละกามและการบูชายัญหันมาบำเพ็ญตบะแทน โดยขอเพียงให้แว่นแคว้นและจันทวดีเจริญรุ่งเรือง
  186. Page 262–264 จกฺกวากชาตกํ บทโต้วาทีระหว่างกากับฝูงห่านแดง (จักกวาก) ว่าสัตว์ชนิดใดควรได้รับการยกย่องกว่ากัน ห่านอ้างว่าตนบริสุทธิ์ไม่เบียดเบียนผู้อื่นเพื่ออาหาร ต่างจากกาที่กินซากศพและเนื้อสัตว์ที่ได้มาด้วยความรุนแรง กาโต้แย้งว่าตนมีอาหารหลากหลายและได้รสจากมนุษย์ แต่ก็ถูกชี้ว่าอาหารที่ได้มาโดยไม่ชอบธรรมนำมาซึ่งความเสื่อมเสีย ส่วนผู้พอใจในอาหารเรียบง่ายที่ได้มาโดยไม่เบียดเบียนย่อมมีกำลังและความงามที่แท้จริง
  187. Page 264–265 หลิทฺทราคชาตกํ บิดาสอนบุตรเรื่องการเลือกคบคนเมื่อออกจากป่าเข้าสู่เมือง ให้คบผู้ที่ไว้ใจได้ อดทน ใฝ่เรียนรู้ และไม่มีความผิดทางกาย วาจา ใจ ส่วนคนที่จิตใจโลเลผันแปรดั่งสีเหลืองย้อมหรือจิตใจลิงนั้นไม่ควรคบแม้จะไม่มีมนุษย์คนอื่นเลยก็ตาม เปรียบคนพาลดั่งงูพิษที่ถูกรบกวนหรือทางสกปรกที่ควรหลีกเลี่ยงให้ไกล เพราะการคบคนพาลนำแต่ความทุกข์และโทษมาให้
  188. Page 265–267 สมุคฺคชาตกํ ดาบสถูกถามว่าเหตุใดจึงมีแขกมาสามคนทั้งที่อ้างว่าอยู่ผู้เดียว จึงเผยว่าตนซ่อนภรรยาที่รักไว้ในผอบ (สมุคคะ) แล้วกลืนเก็บไว้เพื่อป้องกันความหึงหวง แต่นางก็ยังลอบมีสัมพันธ์กับบุตรยักษ์ได้แม้ถูกป้องกันอย่างเข้มงวดที่สุด แสดงว่าไม่มีทางป้องกันสตรี(หรือผู้ไม่น่าไว้วางใจ)ได้ด้วยกำลังหรือความระมัดระวัง ผู้ประมาทย่อมถึงความพินาศ สรุปว่าผู้ไม่ยึดติดในสตรีเช่นนี้ย่อมมีความสุขปราศจากความโศก
  189. Page 267–268 ปูติมํสชาตกํ สุนัขจิ้งจอกเตือนเพื่อนไม่ให้หลงใหลจ้องมองสัตว์เพศเมียที่กำลังทำอะไรบางอย่างผิดปกติ เมื่อถูกกล่าวหาว่าบ้าเพราะมองผิดเวลา จึงสอนว่าผู้มองสิ่งใดในเวลาไม่ควรมองเปรียบดั่งมองเนื้อเน่า ผู้ฉลาดควรมองแต่ในเวลาอันควร ตอนท้ายมีบทสนทนาชวนเชื่อขอส่วนอาหารเต็มถ้วยแลกกับคำสัญญาลมๆ แล้งๆ สอนว่าไม่ควรออกจากที่อยู่ของตนไปตามคำโอ้อวดเพราะทรัพย์สมบัติจะเสียหาย
  190. Page 268–270 ททฺทรชาตกํ (จบนวกนิบาต) มีเสียงเรียกร้องให้ลงโทษผู้อกตัญญูที่ทำร้ายผู้มีคุณ แต่ถูกทักท้วงว่าคนชั่วเช่นนั้นหาที่ลงโทษไม่ได้เพราะไม่มีวันพอใจแม้ได้แผ่นดินทั้งหมด จากนั้นมีบทสนทนาห่วงใยเพื่อนชื่อททททระ พร้อมรายการ 'อาชีพ/พฤติกรรม' ที่น่าสงสัยยาวเหยียด เช่น ค้าขายกับชาวกลิงค์ เดินทางผ่านซ่องโจร คบนักแสดงและนายพราน สู้กันด้วยไม้กระบองในตลาด เล่นการพนัน รับของโจร แสดงถึงพฤติกรรมที่ทำให้ผู้อื่นแคลงใจในความประพฤติ ชาดกนี้จบนวกนิบาต (หมวด ๙ คาถา) มีคาถาอุทานท้ายหน้า ๒๗๐
  191. Page 271–272 จตุทฺวารชาตกํ (เริ่มทสกนิบาต) เริ่มทสกนิบาต (หมวด ๑๐ คาถา) ชาดกที่มีชื่อเสียงเรื่องมิตตวินทกะ ผู้พบตนเองติดอยู่ในนครเหล็กมีสี่ประตูปิดสนิท สงสัยว่าตนทำบาปอะไร จึงเล่าประวัติความโลภไม่รู้จักพอของตน แม้ได้ทรัพย์มากมายก็ไม่ฟังคำเตือนของญาติที่หวังดี ยังคงแล่นเรือข้ามสมุทรแสวงหาทรัพย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนจักรแห่งกรรมหมุนลงมาบดขยี้ศีรษะเป็นการลงโทษ สอนเรื่องโทษของความโลภที่ไม่มีที่สิ้นสุดและการไม่เชื่อฟังคำแนะนำที่ดี
  192. Page 272–274 กณฺหชาตกํ มีผู้รังเกียจพราหมณ์ผิวดำ อาหารดำ แม้แต่ผืนดินที่เขาอยู่ก็ดำ แต่ได้รับคำสอนว่าความ 'ดำ' ที่แท้จริงมิใช่สีผิวแต่คือกรรมชั่ว ท้าวสักกะพอพระทัยในคำตอบอันชาญฉลาดจึงประทานพร ๔ ประการ คือ ปราศจากความโกรธ ปราศจากความเกลียดชัง ปราศจากความโลภ และปราศจากความยึดติดผูกพัน พร้อมอธิบายโทษของแต่ละอย่างอย่างละเอียด และท้าวสักกะยังประทานพรเพิ่มให้ปราศจากโรคภัยขณะอยู่ในป่าคนเดียว และไม่มีผู้ใดทำให้กายใจต้องอับอายเดือดร้อนได้
  193. Page 274–275 จตุโปสถชาตกํ (เริ่มเรื่อง ยังไม่จบในช่วงนี้) นิยามคุณสมบัติของสมณะที่แท้จริง คือผู้ไม่โกรธแม้มีเหตุให้โกรธ อดทนต่อความหิวกินแต่พอประมาณ ละการเล่นและความเพลิดเพลินทั้งปวง ไม่พูดเท็จ งดเว้นการประดับตกแต่งและเมถุนธรรม ทั้งละความยึดถือครอบครองและความโลภได้อย่างสิ้นเชิง จากนั้นเริ่มบทสนทนาให้ราชาผู้ทรงปัญญาสี่พระองค์ (พญานาค พญาครุฑ พญาคนธรรพ์ และราชาแห่งแคว้นกุรุ) แต่ละองค์แสดงคุณธรรมที่ตนยกย่องว่าประเสริฐที่สุด เนื้อหาขาดตอนกลางคันเมื่อจบหน้า ๒๗๕ เรื่องยังไม่จบสมบูรณ์ในช่วงนี้
  194. Page 276–277 จตุโปสถชาตกัง (ตอนจบ) บทท้ายเรื่องแสดงคำสรรเสริญที่ผู้ถามยกย่องผู้ตอบปัญหาว่าเป็นผู้ประเสริฐสุด รู้แจ้งธรรม ตัดความสงสัยได้ดุจตัดงาช้างด้วยมีดคม แล้วมอบของกำนัลอันมีค่าหลายอย่างเป็นการบูชาธรรม ได้แก่ผ้าสีดอกอุบล พวงมาลัยทองคำ แก้วมณี โคและรถเทียมม้าอาชาไนย และหมู่บ้าน ๑๖ ตำบล ปิดท้ายด้วยคาถาประชุมชาดกระบุว่าพระสารีบุตรเกิดเป็นพญานาค พระอนุรุทธ์เป็นคนธรรพราชา พระอานนท์เป็นพระราชา และพระโพธิสัตว์เป็นวิธุรบัณฑิตผู้ตอบปัญหา นี่คือช่วงจบของเรื่องที่ ๓ ในทสกนิบาต (นิบาตคาถา ๑๐ บท)
  195. Page 277–279 สังขชาตกัง เศรษฐีสังขะผู้ใจบุญเดินทางกลางทะเลไปพบเทวธิดาปริศนาซึ่งเชื้อเชิญให้กินอาหารทิพย์ แต่สังขะปฏิเสธเพราะยึดมั่นในทานที่ตนถวายเองด้วยศรัทธา เมื่อถูกถามว่าเป็นเทวีหรือมนุษย์ นางเปิดเผยว่าตนคือเทพธิดาที่มาตอบแทนบุญคุณ เนื่องจากสังขะเคยถวายรองเท้าแก่ภิกษุรูปหนึ่งที่เดินเท้าเปล่ากลางแดดร้อนจนเหนื่อยล้า สังขะขอร้องให้นางช่วยพาตนกลับเมืองอย่างปลอดภัย นางก็เนรมิตเรือทิพย์พาไปส่งถึงที่หมาย แสดงอานิสงส์อันไพศาลของทานแม้เพียงเล็กน้อยที่ทำด้วยใจบริสุทธิ์
  196. Page 279–281 จุลลโพธิชาตกัง ดาบสจุลลโพธิถูกโจรแย่งภรรยาไปต่อหน้าแต่นิ่งเฉยไม่แสดงความโกรธ เมื่อถูกซักถามว่าเหตุใดไม่ปกป้อง ท่านอธิบายว่าตนข่มความโกรธที่เกิดขึ้นในใจไว้ได้ ไม่ยอมให้มันครอบงำจนทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น เปรียบความโกรธเหมือนไฟที่เผาผลาญเชื้อของมันเอง ผู้มีปัญญาจึงควรระงับความโกรธ เพราะผู้มักโกรธย่อมเสื่อมยศเหมือนพระจันทร์ข้างแรม ส่วนผู้ระงับโกรธได้ย่อมเจริญด้วยยศเหมือนพระจันทร์ข้างขึ้น
  197. Page 281–284 มณฑัพยชาตกัง (กัณหทีปายนชาตกัง) ดาบสกัณหทีปายนตั้งสัตยาธิษฐานช่วยชีวิตเด็กชายยัญญทัตต์ผู้ถูกงูพิษกัดใกล้ตาย โดยอ้างความจริงแห่งพรหมจรรย์ที่ตนบำเพ็ญมาแม้จะทำโดยไม่เต็มใจนัก ดาบสมัณฑัพย์บิดาของเด็กก็ร่วมตั้งสัตยาธิษฐานเช่นกัน โดยสารภาพตรงๆ ว่าที่ให้ทานหรือประพฤติพรหมจรรย์นั้นเพราะเกรงคำครหาของสังคมมากกว่าความสมัครใจแท้จริง ด้วยอานุภาพแห่งสัจวาจาพิษก็คลายและเด็กฟื้นคืนชีวิต แสดงพลังของความสัตย์จริงแม้เป็นการสารภาพจุดอ่อนของตนเอง
  198. Page 284–285 นิโครธชาตกัง ต้นไทรใหญ่ชื่อนิโครธถูกกิ่งไม้ชื่อสาขากล่าวหาว่าทรยศพระราชา เมื่อพระราชาสอบถามความจริง นิโครธตอบด้วยความสัตย์ซื่อว่าไม่รู้เห็นเรื่องที่ถูกกล่าวหา ภายหลังความจริงปรากฏว่าสาขาต่างหากที่ก่อเรื่องอกตัญญู พระราชาจะสั่งประหารสาขา แต่นิโครธขอชีวิตไว้ให้ด้วยความเมตตา สอนว่าไม่ควรคบคนอกตัญญูอสัตบุรุษ แม้ตายอยู่ในหมู่คนดีก็ยังประเสริฐกว่ามีชีวิตอยู่ในหมู่คนพาล
  199. Page 285–287 ตักกลชาตกัง บุตรชายขุดหลุมในป่าช้าเตรียมจะฝังปู่ผู้แก่ชราป่วยไข้ทั้งเป็น เมื่อบิดาต่อว่า บุตรกลับเตือนสติว่าบิดาเองก็จะได้รับกรรมทำนองเดียวกันเมื่อแก่ชรา ทำให้บิดาสำนึกและเลิกความคิดชั่ว มีคาถาสอนว่าผู้ทำร้ายบิดามารดาผู้ไม่มีความผิดย่อมตกนรก ส่วนผู้อุปัฏฐากท่านด้วยข้าวน้ำย่อมไปสุคติ ท้ายเรื่องยังกล่าวถึงบิดาที่ถูกภรรยาใหม่ยุยงให้ขับไล่มารดาของบุตรออกจากบ้าน เป็นชาดกสอนเรื่องความกตัญญูต่อบุพการี
  200. Page 288–290 มหาธัมมปาลชาตกัง มาณพหนุ่มกลุ่มศิษย์ของพราหมณ์มหาธัมมปาลตอบคำถามว่าเหตุใดคนหนุ่มในตระกูลของตนจึงไม่ตายก่อนวัยอันควร โดยอธิบายว่าเพราะพวกตนประพฤติธรรม ไม่พูดเท็จ ละเว้นบาปกรรม ยินดีในทานทั้งก่อนให้ ขณะให้ และหลังให้ อุปถัมภ์สมณพราหมณ์คนยากไร้ ไม่ล่วงประเวณี รักษาศีล ๕ และเคารพบิดามารดาญาติพี่น้อง สรุปด้วยคาถาว่าธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมดุจร่มใหญ่คุ้มกันฝนไม่ให้ตกในทุคติ
  201. Page 290–292 กุกกุฏชาตกัง ไก่ป่าเสนกะสอนไก่กุกกุฏถึงอันตรายของการไว้ใจศัตรูที่แสร้งทำเป็นมิตร เตือนว่าอย่าไว้ใจคนที่เคยทำบาป คนพูดเท็จ คนเห็นแก่ตัว หรือแม้แต่คนที่ดูสงบเสงี่ยมเกินไป เพราะคนพาลมักใช้วาจาอ่อนหวานหลอกล่อก่อนทำร้ายเมื่อพบโอกาส ผู้มีปัญญาจึงควรหลีกเลี่ยงคนอธรรมเช่นนั้นเสียแต่ไกล เปรียบเหมือนไก่ที่รู้ทันเล่ห์กลของแมวแล้วรอดพ้นภัยได้ทันท่วงที
  202. Page 292–293 มัฏฐกุณฑลีชาตกัง มาณพน้อยร้องไห้อยู่ในป่าอ้างว่าอยากได้ล้อรถจากดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ พราหมณ์ผู้เดินผ่านมาหัวเราะเยาะว่าโง่เขลาที่อยากได้สิ่งเป็นไปไม่ได้ มาณพจึงเผยว่าตนคือเทพบุตรแปลงกายมาสอนพราหมณ์ผู้ยังโศกเศร้าคร่ำครวญถึงบุตรที่ตายไปนานแล้วว่า การร้องขอให้คนตายฟื้นก็ไร้ประโยชน์เช่นเดียวกับการขอล้อรถจากดวงจันทร์ พราหมณ์ได้ฟังก็บรรเทาความโศกได้ทันที เป็นชาดกที่มีชื่อเสียงว่าด้วยการปลงตกเรื่องความตาย
  203. Page 293–295 พิลารโกสิยชาตกัง บทสอนว่าด้วยการให้ทานและโทษของความตระหนี่ ผู้ตระหนี่ไม่ยอมให้ทานเพราะกลัวยากจนย่อมได้รับผลตรงกันข้ามคือความหิวกระหายทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ส่วนผู้ให้ทานด้วยใจบริสุทธิ์แม้เพียงเล็กน้อยก็มีอานิสงส์มากกว่าทานมหาศาลที่ให้ด้วยการเบียดเบียนผู้อื่น เช่นการฆ่าสัตว์บูชายัญ เพราะทานที่แปดเปื้อนน้ำตาและความทุกข์ของผู้อื่นย่อมไม่มีค่าเทียบทานอันบริสุทธิ์แม้เพียงน้อยนิด
  204. Page 295–296 จักกวากชาตกัง กาถามนกจักรพากผู้มีรูปงามสง่าว่ากินอาหารชนิดใดจึงผ่องใส จักรพากตอบว่ากินแต่สาหร่ายและพืชน้ำ ไม่กินซากศพหรือเนื้อสัตว์อย่างกา กาเปรียบเทียบว่าตนกินอาหารมนุษย์ที่ปรุงดีกลับผอมหมองเพราะใจยังมีเวรภัยหวาดกลัวจากกรรมที่ทำ ขณะที่จักรพากไม่เบียดเบียนใครจึงผ่องใสไร้ทุกข์ สอนว่าผู้ไม่เบียดเบียนสัตว์อื่นย่อมมีเมตตาแผ่ไปทั่วและไม่มีเวรภัยกับผู้ใด
  205. Page 296–298 ภูริปัญหาชาตกัง บทสนทนาว่าด้วยผู้มีปัญญาแท้จริงที่ดำรงชีวิตอย่างสมถะ กินเพียงข้าวยวกับแกงถั่วอย่างง่ายๆ แต่ยังคงรักษาธรรมไว้ได้ บัณฑิตแท้ย่อมไม่ทำบาปเพื่อความสุขส่วนตัว แม้ประสบทุกข์พลาดพลั้งก็ไม่ละทิ้งธรรมเพราะฉันทาคติหรือโทสาคติ ท้ายเรื่องสอนหลักการปกครองว่าราชาควรไตร่ตรองรอบคอบก่อนตัดสินใจ (นิสัมมการี) จึงจะเจริญด้วยยศและเกียรติ มิใช่ทำการโดยไม่ไตร่ตรอง
  206. Page 298–300 มหามงคลชาตกัง คำถามว่าอะไรคือมงคลอันแท้จริงที่คุ้มครองมนุษย์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า มีการตอบไล่เรียงเป็นหมวดว่ามงคลแท้ในหมู่สัตว์ทั้งปวงคือเมตตา ในความอดทนคือความอดกลั้นต่อถ้อยคำหยาบ ในมิตรคือความไม่ดูหมิ่นมิตรเพราะศิลปะตระกูลหรือทรัพย์ ในภรรยาคือภรรยาที่มีศีลซื่อสัตย์ ในพระราชาคือความเที่ยงธรรม จนถึงมงคลในหมู่พระอรหันต์คือผู้ทรงศีลพหูสูต สรุปว่าสิ่งเหล่านี้คือมงคลแท้จริง หาใช่มงคลตื่นข่าวอย่างที่คนทั่วไปเชื่อถือ
  207. Page 300–302 ฆตปัณฑิตชาตกัง (จบทสกนิบาต) ฆตบัณฑิตใช้อุบายปลุกพระเจ้ากัณหะพี่ชายผู้กำลังเศร้าโศกอาลัยบุตรที่ตายไปนานแล้ว โดยแสร้งทำเป็นบ้าร้องขอกระต่ายจากดวงจันทร์ พระเจ้ากัณหะหัวเราะว่าเป็นไปไม่ได้ ฆตบัณฑิตจึงเทียบเคียงว่าการร้องไห้คร่ำครวญถึงคนตายก็ไร้ประโยชน์เช่นกัน เพราะไม่มีมนต์ทรัพย์หรือยาใดนำคนตายกลับมาได้ พระเจ้ากัณหะได้สติหายโศกทันที จบด้วยคาถาอุทานรวมชื่อชาดกทั้ง ๑๖ เรื่องและคำว่า 'ทสกนิปาตํ นิฏฺฐิตํ' อันเป็นการปิดท้ายทสกนิบาต (นิบาตคาถา ๑๐ บท)
  208. Page 303–304 มาตุโปสกชาตกัง (เริ่มเอกาทสนิบาต) เริ่มต้นนิบาตใหม่คือเอกาทสนิบาต (คาถา ๑๑ บท) ด้วยเรื่องพญาช้างผู้เลี้ยงมารดา ช้างถูกจับไปถวายพระราชาแต่ซูบผอมเพราะห่วงมารดาผู้ตาบอดชราไร้ผู้ดูแลในป่า เมื่อพระราชาทรงทราบความจริงก็สงสารปล่อยช้างกลับไปหามารดา ช้างรีบนำน้ำมารดน้ำมารดาด้วยงวงอย่างปีติยินดี มารดาก็อวยพรให้พระราชาผู้มีคุณธรรมทรงพระเจริญ เป็นชาดกสอนเรื่องความกตัญญูกตเวทีของสัตว์ต่อมารดา
  209. Page 304–307 ชุณหชาตกัง พราหมณ์ชุณหะทูลขอรางวัลใหญ่จากพระราชาโดยอ้างว่าเคยรู้จักกันมาก่อน พระราชาทรงแคลงใจถามว่าเคยพบกันเมื่อใดที่ไหน พราหมณ์เล่าว่าทั้งสองเคยพบกันเพียงครั้งเดียวในความมืดที่เมืองตักกสิลา เพียงชนไหล่กันเท่านั้น พระราชาทรงเห็นด้วยกับหลักธรรมว่าบัณฑิตย่อมไม่ทำลายมิตรภาพแม้เพียงเล็กน้อยที่เคยมีต่อกัน จึงประทานรางวัลใหญ่ตามที่ขอ สอนคุณค่าของสัมพันธไมตรีแม้เพียงชั่วครู่เดียว
  210. Page 307–309 ธัมมเทวปุตตชาตกัง เทพบุตรธรรมและเทพบุตรอธรรมโต้เถียงแย่งทางเดินกัน อธรรมอ้างว่าตนมีอำนาจและบริวารมาก ธรรมชี้แจงว่าธรรมเป็นของเก่าแก่มีมาแต่ดั้งเดิมก่อนอธรรม ทั้งสองท้าประลองกำลังกัน ในที่สุดอธรรมพ่ายแพ้ล้มคว่ำหน้าลง ธรรมผู้มีขันติเป็นกำลังจึงมีชัยขี่รถผ่านไป มีคาถาสรุปว่าผู้ไม่เคารพบิดามารดาสมณพราหมณ์ในเรือนตนย่อมไปสู่นรกเหมือนอธรรมที่ล้มคว่ำ ส่วนผู้เคารพนับถือย่อมไปสู่สุคติเหมือนธรรมที่รุ่งเรือง
  211. Page 310–313 อุทยชาตกัง ยักษ์แปลงกายเป็นชายหนุ่มมาเกี้ยวพาราสีนางกัลยาณีในวังอันแน่นหนามีทหารเฝ้าเข้มงวด นางปฏิเสธว่าไม่ต้องการทั้งเทพยักษ์หรือมนุษย์อื่นใดนอกจากพระสวามีนามอุทัย แม้ถูกทดสอบด้วยทรัพย์สินและคำเปรียบเปรยเรื่องความชราความเสื่อมของรูปโฉม นางก็ยังยืนยันความซื่อสัตย์ต่อสวามี ยักษ์จึงเฉลยว่าตนคือพระสวามีอุทัยเองที่แปลงกายมาทดสอบใจนาง แล้วแสดงธรรมเรื่องความไม่เที่ยงของชีวิตเตือนให้เร่งประพฤติธรรม จนนางตัดสินใจออกบวชเพราะเห็นทุกข์ของชีวิตครองเรือน
  212. Page 314–315 ปานียชาตกัง ดาบสสารภาพบาปที่เคยทำไว้ในอดีตทีละข้อจนออกบวช เช่น แอบดื่มน้ำของเพื่อนโดยไม่ได้รับอนุญาต เกิดความกำหนัดเมื่อเห็นภรรยาผู้อื่น ให้การเท็จเมื่อถูกซักถามเรื่องบิดาที่ถูกโจรจับ ยินยอมในการฆ่าสัตว์บูชายัญ และสนับสนุนการทำสุรา ปิดท้ายด้วยคาถาอันโด่งดังพรรณนาโทษของกามคุณว่าให้ความสุขน้อยแต่ทุกข์มาก เปรียบกามเหมือนดาบคม หลุมถ่านเพลิง และยาพิษที่ร้ายแรงยิ่งกว่า
  213. Page 315–316 ยุธัญชยชาตกัง เจ้าชายยุธัญชยะกราบทูลลาพระราชบิดาเพื่อออกบวช พระราชาทรงทัดทานเสนอจะประทานสิ่งที่ปรารถนาทุกอย่างเพื่อให้อยู่ครองเรือนต่อไป แต่เจ้าชายทรงเห็นว่าชีวิตสั้นเหมือนหยาดน้ำค้างบนปลายหญ้ายามต้องแสงอาทิตย์ จึงยืนกรานจะบวช แม้พระราชมารดาจะทรงขอร้องอ้อนวอนเช่นกันก็ไม่อาจเปลี่ยนใจได้ ในที่สุดทั้งเจ้าชายยุธัญชยะและยุธิฏฐิละกุมารก็เสด็จออกบวชทั้งคู่ ตัดกิเลสเครื่องผูกพันแห่งมัจจุราชได้สำเร็จ
  214. Page 317–318 ทสรถชาตกัง พระราชโอรสภรตเชิญพระรามและพระนางสีดาเสด็จลงจากรถ แจ้งข่าวการสวรรคตของพระเจ้าทศรถ พระรามทรงแสดงธรรมว่าเหตุใดตนจึงไม่โศกเศร้า โดยชี้ว่าความตายเป็นธรรมดาของสัตว์ทั้งปวงไม่ว่าหนุ่มแก่ฉลาดโง่ ผลไม้สุกย่อมมีภัยจากการร่วงหล่นฉันใด สัตว์เกิดมาก็มีภัยจากความตายฉันนั้น ผู้มีปัญญาจึงไม่ควรเบียดเบียนตนด้วยความคร่ำครวญอันไร้ประโยชน์ นี่คือชาดกเรื่องทศรถอันเป็นที่มาของเรื่องรามเกียรติ์ในพุทธศาสนา โดยพระรามคือพระโพธิสัตว์ผู้ครองราชสมบัติในภายหลัง
  215. Page 318–319 สังวรชาตกัง เจ้าชายสังวรได้รับความจงรักภักดีจากหมู่ญาติแม้เมื่อพระราชบิดายังทรงพระชนม์อยู่ เนื่องจากพระองค์ทรงเคารพนอบน้อมสมณพราหมณ์ผู้ทรงศีลอยู่เสมอ ไม่อิจฉาริษยาผู้ประพฤติธรรม ทั้งยังดูแลข้าราชบริพารเสนาทหารและพ่อค้าวาณิชจากต่างเมืองเป็นอย่างดี สอนหลักการปกครองว่าผู้ปกครองที่ทรงธรรมและเป็นที่พึ่งของหมู่ญาติย่อมมั่นคง ศัตรูไม่อาจข่มเหงได้ดุจพระอินทร์ที่อสูรไม่อาจต่อกรได้
  216. Page 319–321 สุปปารกชาตกัง (จบเอกาทสนิบาต) พ่อค้าเดินเรือหลงทางในมหาสมุทรถามสุปปารกะนายท้ายเรือตาบอดผู้ชำนาญว่าทะเลที่เห็นคือทะเลใด สุปปารกะไล่เรียงบอกลักษณะทะเลต่างๆ ที่เรือแล่นผ่าน เช่น ทะเลมีคมดุจมีดโกน ทะเลเพลิง ทะเลนมส้ม ทะเลหญ้าคา ทะเลไม้อ้อ และท้ายที่สุดคือทะเลที่มีเสียงน่าสะพรึงกลัว เมื่อเรือใกล้อันตรายที่สุด สุปปารกะตั้งสัตยาธิษฐานว่าตนไม่เคยฆ่าสัตว์แม้แต่ตัวเดียวโดยเจตนา ด้วยอานุภาพแห่งสัจจะเรือก็แล่นกลับปลอดภัย จบเอกาทสนิบาตพอดี (คาถา ๑๑ บท รวม ๙ เรื่อง)
  217. Page 322–324 จุลลกุณาลชาตกัง (เริ่มทวาทสนิบาต) เริ่มนิบาตใหม่คือทวาทสนิบาต (คาถา ๑๒ บท) ด้วยนกกุณาละแสดงธรรมเตือนภัยของสตรีอย่างยืดยาวและรุนแรง ว่าสตรีมีจิตใจโลเล ไม่รู้คุณคน ไม่ซื่อสัตย์ต่อผู้มีพระคุณ เปรียบจิตใจสตรีเหมือนลิงหรือเงาไม้ที่แกว่งไปมา หรือเหมือนกงล้อที่หมุนไม่หยุดนิ่ง เมื่อเห็นทรัพย์สมบัติของผู้ชายก็เข้าหา เมื่อสิ้นทรัพย์ก็ทอดทิ้งไปไม่ต่างจากตลาดที่เปิดขายทั่วไป สอนให้ระวังสิ่งอันตราย ๕ อย่างไม่ควรเสพคบ
  218. Page 324–325 ภัททสาลชาตกัง เทวดาผู้สิงสถิตต้นไม้ใหญ่ชื่อภัททสาละเศร้าโศกเมื่อพระราชาจะโค่นต้นไม้ของตนเพื่อสร้างเสาปราสาทเดี่ยว เทวดาอ้อนวอนขอให้ตัดจากปลายและกลางก่อนแล้วค่อยตัดโคนทีหลังเพื่อไม่ให้ตายทรมาน พระราชาแปลกใจถามเหตุผล เทวดาเผยว่าเพราะห่วงญาติที่อาศัยพักพิงรอบต้นตน ไม่อยากให้พวกเขาเดือดร้อนไปด้วย พระราชาประทับใจในความรักญาติของเทวดาจึงประทานอภัยไม่โค่นต้นไม้นั้น
  219. Page 325–328 สมุททวาณิชชาตกัง กลุ่มพ่อค้าเดินเรือไปพบเกาะอันอุดมสมบูรณ์กลางทะเล มียักษ์สององค์เตือนภัยขัดแย้งกัน องค์หนึ่งเตือนว่าจะมีคลื่นยักษ์ท่วมเกาะให้รีบหนี อีกองค์กลับปลอบว่าปลอดภัยไม่ต้องกลัว พ่อค้าที่ฉลาดจึงแนะนำให้ร่วมกันต่อเรือไว้เผื่อภัยจริงโดยไม่ทิ้งเกาะไปทั้งหมด แสดงปัญญาของผู้ไม่เชื่อสุดโต่งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เตรียมพร้อมรับมือความไม่แน่นอนล่วงหน้า สอนหลักมองการณ์ไกลว่าผู้มีปัญญาย่อมไม่ประมาทต่อเหตุการณ์ที่ยังมาไม่ถึง
  220. Page 328–330 กามชาตกัง บทสนทนาว่าด้วยธรรมชาติของกามตัณหาที่ไม่มีวันอิ่ม แม้ได้สมปรารถนาก็ยิ่งเพิ่มความอยากดุจเขาโคที่งอกยาวขึ้นเรื่อยๆ แม้ครองแผ่นดินทั้งหมดถึงมหาสมุทรก็ยังไม่อิ่มในกาม มีแต่ผู้อิ่มด้วยปัญญาเท่านั้นที่แท้จริงอิ่มและไม่ถูกตัณหาครอบงำ สอนให้ละกามด้วยความมักน้อยสันโดษ เปรียบเหมือนช่างทำรองเท้าที่ตัดหนังส่วนเกินออกทีละน้อยจนสำเร็จรูป ยิ่งละกามได้มากเท่าใดยิ่งได้สุขมากเท่านั้น
  221. Page 330 ชนสันธชาตกัง (เริ่มเรื่อง) พระเจ้าชนสันธ์ตรัสแสดงฐานะ ๑๐ ประการที่คนมักเสียใจภายหลังหากไม่ได้ทำไว้ก่อน เริ่มด้วยการไม่แสวงหาทรัพย์ไว้แต่ต้น ไม่ศึกษาศิลปวิทยา เคยเป็นคนโกงตาชั่งพูดส่อเสียดดุร้าย เคยฆ่าสัตว์ และล่วงประเวณีภรรยาผู้อื่น ทั้งหมดล้วนเป็นข้อที่คนย่อมเสียใจในภายหลังหากไม่ระวังไว้แต่แรก หน้า ๓๓๐ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่อง เนื้อหายังไม่จบภายในช่วงหน้าที่กำหนดและต่อเนื่องไปยังส่วนถัดไป
  222. Page 331 ชนสันธชาดก (ท้ายเรื่อง) ส่วนท้ายของชาดกที่ค้างมาจากตอนก่อนหน้า เป็นคาถาซ้ำวรรค 'อิติ ปจฺฉานุตปฺปติ' (จึงเสียใจภายหลัง) แสดงความเสียใจของผู้ที่ไม่เลี้ยงดูบิดามารดา ไม่ให้เกียรติครูอาจารย์ผู้สั่งสอน และไม่เข้าใกล้สมณพราหมณ์ผู้มีศีลมีความรู้มากในยามที่ยังมีโอกาส ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปว่าผู้ปฏิบัติตนถูกต้องตามฐานะเหล่านี้ตั้งแต่แรกย่อมไม่ต้องเสียใจภายหลัง
  223. Page 331–332 มหากัณหชาดก บทสนทนาเกี่ยวกับสุนัขดำชื่อกัณหะที่ถูกมัดด้วยเชือกห้าเส้น ผู้ถามถามว่าสุนัขจะถูกปล่อยเมื่อใด และได้รับคำตอบเป็นชุดคาถาพรรณนาสัญญาณแห่งความเสื่อมของโลกและมนุษย์ในอนาคต เช่น เมื่อสมณะกลายเป็นชาวนา เมื่อพราหมณ์รับจ้างบูชายัญ เมื่อคนไม่เลี้ยงดูบิดามารดาที่แก่ชรา เมื่อครูอาจารย์ถูกทำร้าย และเมื่อมนุษย์กลายเป็นคนคดโกงมีเล่ห์เหลี่ยม ทุกครั้งที่สภาพเหล่านี้เกิดขึ้นจึงจะถือว่าสุนัขกัณหะพ้นจากพันธนาการ เป็นการเปรียบเทียบความเสื่อมของศีลธรรมมนุษย์
  224. Page 332–335 โกสิยชาดก คาถาสอนโกสิยะผู้ตระหนี่ให้รู้จักให้ทาน ซ้ำวรรค 'เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ อริยมคฺคํ สมารูห' (จงให้ทาน จงบริโภค จงก้าวขึ้นสู่อริยมรรค) พร้อมอธิบายว่าการบูชายัญหรือบำเพ็ญตบะที่ปราศจากการให้ทานแก่แขกผู้มาเยือนย่อมไร้ผล จากนั้นปรากฏพระจันทร์ พระอาทิตย์ มาตลีเทพสารถี และท้าวสักกะ (พร้อมปัญจสิขะ) มาปรากฏตัวเตือนโกสิยะผู้เป็นญาติในอดีตชาติมิให้ตกนรกเพราะความตระหนี่ ในที่สุดโกสิยะสำนึกและสัญญาว่าจะให้ทานจนหมดทรัพย์แล้วจึงออกบวช
  225. Page 336–338 เมณฑกปัญหาชาดก พระราชาตั้งปัญหาให้ราชบัณฑิตไขภายในเช้าวันนั้น มิฉะนั้นจะเนรเทศทั้งหมด ปัญหาคือเหตุใดแพะ (เมณฑะ) กับสุนัขซึ่งไม่เคยเป็นมิตรกันมาก่อนจึงกลับสนิทสนมกัน บัณฑิตขอเวลาไปคิดโดยลำพัง แล้วตอบว่าเป็นเพราะทั้งสองต่างได้กินเนื้อแกะที่ถูกเชือดร่วมกัน (แพะกินหญ้าได้ส่วนแบ่งเป็นเนื้อ สุนัขได้กินเนื้อจากกันและกัน) พระราชาพอพระทัยในคำตอบอันลึกซึ้งจึงประทานรางวัลใหญ่แก่บัณฑิตทั้งหลาย
  226. Page 338–340 มหาปทุมชาดก คาถาสอนเรื่องการลงโทษของผู้ปกครองว่าไม่ควรตัดสินโดยไม่ไตร่ตรอง ผู้ที่ลงทัณฑ์โดยไม่พิจารณาเปรียบเหมือนคนตาบอดกลืนหนามหรือเดินทางไม่รู้ทางเรียบทางขรุขระ ตามด้วยเรื่องราชกุมารที่ถูกกล่าวหาเท็จ (เกี่ยวข้องกับสตรี) จนถูกโยนลงเหวลึก แต่รอดชีวิตด้วยพญานาคผู้มีกำลังมาช่วยพยุงไว้ เมื่อพระราชาเสด็จตามไปพบก็ทรงชวนกลับ แต่กุมารเปรียบความรอดพ้นจากภัยครั้งนี้เหมือนการถอนเบ็ดออกจากปาก จบด้วยการประกาศชาติว่าตัวละครต่างๆ คือพระอานนท์ พระสารีบุตร และพระโพธิสัตว์ในอดีตชาติ
  227. Page 340–341 มิตตามิตตชาดก คาถาแสดงลักษณะ 16 ประการที่บ่งบอกว่าผู้ใดเป็น 'ศัตรู' เช่น ไม่ยิ้มแย้มเมื่อพบหน้า ไม่มองตากัน คบหาคนที่เป็นศัตรูของเรา ปิดบังความลับ ไม่ยินดีเมื่อเราได้ดี และลักษณะ 16 ประการที่บ่งบอกว่าผู้ใดเป็น 'มิตร' ซึ่งตรงข้ามกันทุกข้อ เช่น จดจำได้เมื่อจากไปนาน ยินดีต้อนรับ ปกป้องความลับ ยินดีเมื่อเราได้ดี เป็นคาถาปิดท้ายทวาทสนิบาต พร้อมอุทานคาถาสรุปรายชื่อชาดกทั้งสิบเรื่องในนิบาตนี้
  228. Page 342–344 อัมพชาดก (เตรสนิบาต เรื่องที่ 1) พราหมณ์ผู้เคยได้มนตร์เรียกผลมะม่วงจากศิษย์จัณฑาล เมื่อถูกพระราชาถามถึงที่มาของมนตร์ กลับอับอายที่จะยอมรับว่าเรียนจากคนวรรณะต่ำ จึงโกหกว่าเป็นมนตร์ของตนเอง ผลคือมนตร์เสื่อมทันที ไม่อาจร่ายเรียกผลไม้ได้อีก ศิษย์จัณฑาลตำหนิว่าธรรมไม่ได้ขึ้นกับวรรณะ ผู้ใดรู้ธรรมจากผู้ใดก็ประเสริฐเพราะธรรมนั้น ไม่ใช่เพราะชาติกำเนิด สุดท้ายพราหมณ์ถูกปฏิเสธไม่ให้เรียนมนตร์คืนเพราะความโง่เขลาอกตัญญูและพูดเท็จ
  229. Page 345–346 ผันทนชาดก เทวดาประจำเพลาเกวียน (อีสะ) และเทวดาประจำต้นผันทนะทะเลาะวิวาทกันเรื่องความแข็งแรงเหมาะสมสำหรับทำเพลาเกวียน ต่างฝ่ายต่างแนะนำให้มนุษย์ตัดไม้ของอีกฝ่ายจนเกิดบาดเจ็บเสียหายทั้งคู่ เป็นอุทาหรณ์ว่าเมื่อเกิดวิวาทในหมู่มนุษย์ก็เป็นเช่นนกยูงรำแพนที่ทำร้ายกันเอง จึงสอนให้สามัคคีกัน อย่าวิวาทกัน เพราะความสามัคคีเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ ผู้ยินดีในความสามัคคีตั้งมั่นในธรรมย่อมไม่เสื่อมจากความเกษมสำราญ
  230. Page 346–348 ชวนหังสชาดก พระราชาทรงขอให้หงส์ทองอยู่ด้วย หงส์ตอบว่าความรักอาจเกิดได้ทั้งจากการได้ยินและได้เห็น แม้พระราชาจะทรงเสนอให้พักอยู่ในวังอย่างมีเกียรติ หงส์ก็ปฏิเสธ พร้อมสอนว่าความสนิทสนมที่ยืดเยื้อนานเกินไปย่อมกลับกลายเป็นไม่เป็นที่รักได้ และผู้ที่ใจอยู่ห่างไกลแม้กายอยู่ใกล้ก็นับว่าห่างไกล ในที่สุดแม้พระราชาจะทรงอ้อนวอนขอร้องอีก หงส์ก็ยังคงลาจากไปตามทางของตน โดยหวังว่าจะได้พบกันอีกในกาลข้างหน้า
  231. Page 348–349 จุลลนารทกัสสปชาดก พระกัสสปะพบศิษย์นารทะกำลังนั่งเหม่อลอยไม่ทำกิจวัตร เมื่อถามได้ความว่านารทะเบื่ออยู่ป่าอยากกลับสู่บ้านเมือง กัสสปะจึงสอนธรรมสำหรับผู้จะไปใช้ชีวิตในสังคม คือให้เว้นจาก 'พิษ' (สุราซึ่งทำให้มัวเมา) เว้นจาก 'เหว' (สตรีซึ่งทำให้จิตหลงใหล) เว้นจาก 'เปือกตม' (ลาภสักการะและการบูชาในตระกูลอื่น) และเว้นจาก 'อสรพิษ' (การเข้าใกล้ผู้มีอำนาจเกินควร) พร้อมสอนมารยาทในการรับประทานอาหารในบ้านผู้อื่นด้วยความสำรวม
  232. Page 350–351 ทูตชาดก พระราชาส่งทูตไปสอบถามความทุกข์ของผู้หนึ่งซึ่งนั่งเหม่อลอยอยู่ริมแม่น้ำคงคาแต่ผู้นั้นไม่ยอมบอกความทุกข์แก่ทูต มีคำสอนว่าไม่ควรเปิดเผยทุกข์แก่ผู้ที่ไม่อาจช่วยปลดเปลื้องทุกข์ได้ แต่ควรบอกแก่ผู้ที่สามารถช่วยได้จริง เมื่อพระราชาเองเสด็จมาถามด้วยพระองค์ ชายผู้นั้นจึงเปิดเผยว่าสูญเงินทองเจ็ดแท่งที่ได้จากการขอทานเพื่อเป็นค่าเล่าเรียนอาจารย์ พระราชาทรงเห็นใจจึงประทานทองสิบสี่แท่งชดเชยให้
  233. Page 352–354 กาลิงคโพธิชาดก พระเจ้ากาลิงคะจักรพรรดิเสด็จไปยังโพธิมณฑลโดยทรงช้างมหิทธิฤทธิ์ พราหมณ์กาลิงคภารทวาชะทูลเชิญให้เสด็จลงจากช้างถวายบังคมสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสรู้ ณ ที่นั้น ทรงตรัสว่าแม้แต่นาคผู้มีบุญก็ไม่อาจเหยียบย่างเข้าใกล้ได้เกินขอบเขต เมื่อทดลองให้ช้างเข้าไปใกล้ ช้างก็สิ้นอายุขัยลงตรงนั้น พระราชาทรงเชื่อในพุทธานุภาพและถวายเครื่องบูชาดอกไม้จำนวนมากพร้อมสร้างกำแพงล้อมรอบสถานที่นั้น
  234. Page 354–356 อกิตติชาดก ท้าวสักกะเสด็จมาพบดาบสอกิตติกำลังนั่งเพ่งอยู่กลางแดด ตรัสถามเหตุ ดาบสตอบว่ากลัวทุกข์แห่งการเกิดใหม่และความตาย จึงประทานพรตามที่ปรารถนา ดาบสขอพร 4 ข้อตามลำดับ คือ อย่าให้โลภครอบงำ อย่าให้โทสะครอบงำ อย่าได้พบเห็นหรือคบคนพาล ขอได้คบและเห็นบัณฑิต และขอให้มีอาหารทิพย์ปรากฏสำหรับผู้มีศีลมาขอ โดยการให้ไม่มีวันหมดสิ้น สุดท้ายดาบสขอพรข้อสุดท้ายว่าอย่าให้ท้าวสักกะเสด็จมาเยือนอีก เพราะเกรงว่าเห็นความงามของเทพจะทำให้ตบะเสื่อม
  235. Page 356–359 ตักการิยชาดก อาจารย์ตักการิยะกล่าวโทษตนเองที่พูดพลั้งพลาดเปรียบดังกบที่ถูกงูกัดเพราะพูดมากเกินไป ตามด้วยอุทาหรณ์หลายเรื่องแสดงโทษของการพูดมาก เช่น แพะที่ผูกติดพุ่มไผ่จนถูกตัดคอ และแกะกับสุนัขที่ทะเลาะกันจนถูกฆ่า สอนว่าคำพูดชั่วแสนคำไม่คุ้มค่ากับคำพูดดีเพียงคำเดียว ในเรื่องมีบุรุษกิมปุริสะผู้นิ่งเงียบไม่ยอมพูดเพราะกลัวภัยจนกระทั่งจำเป็นต้องเปิดปากพูดเพื่อช่วยชีวิตตนเอง แสดงให้เห็นคุณค่าของวาจาที่มีประโยชน์
  236. Page 359–362 รุรุมิคชาดก พระราชาทรงประกาศให้รางวัลใหญ่แก่ผู้บอกที่อยู่ของเนื้อทองคำ (รุรุมฤค) ชายผู้หนึ่งซึ่งเคยได้รับการช่วยชีวิตจากเนื้อทองคำเมื่อครั้งเกือบจมน้ำตาย กลับทรยศบอกที่ซ่อนของมันเพื่อหวังรางวัล เมื่อพระราชาจะยิงเนื้อ เนื้อทองคำร้องขอชีวิตและเล่าเรื่องราวการถูกทรยศ พระราชาทรงกริ้วชายผู้อกตัญญูจะสังหารเขา แต่เนื้อทองคำกลับขอชีวิตให้ชายนั้นด้วยความเมตตา พระราชาประทับใจในคุณธรรมของเนื้อจึงประทานอภัยทานคุ้มครองสัตว์ป่าและประทานที่อยู่อาศัยอันปลอดภัยแก่มัน
  237. Page 362–365 สรภชาดก คาถาสอนว่าคนมีปัญญาไม่ควรท้อถอย พึงหวังและพยายามต่อไปเสมอ ตามด้วยเรื่องกวางสรภะที่เคยช่วยพระราชาขึ้นจากเหวลึกในอดีต เมื่อพระราชาทรงเห็นกวางตัวนี้อีกครั้งและถูกยุยงจากพราหมณ์ให้ยิงเพื่อเป็นเครื่องเซ่นเทวดา พระราชาทรงระลึกถึงบุญคุณเก่าจึงไม่ทรงยิง แม้จะถูกขู่ว่าจะตกนรกเวตรณีก็ยอมรับ ในที่สุดทรงตัดสินพระทัยไม่ทำร้ายกวางผู้มีคุณ ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปสิบเรื่องของเตรสนิบาต
  238. Page 366–368 สาลิเกทารชาดก (ปกิณณกนิบาต เรื่องที่ 1) นกแขกเต้าฝูงหนึ่งกินข้าวสาลีในนาของโกสิยพราหมณ์ โดยมีนกตัวหนึ่งกินแล้วยังคาบข้าวสาลีติดปากไปด้วยทุกครั้ง โกสิยะจึงดักบ่วงจับตัวมันไว้สอบถามเหตุ นกอธิบายว่าข้าวที่คาบไปมิใช่เพื่อตนแต่เพื่อใช้หนี้บุญคุณบิดามารดาชราและเลี้ยงดูลูกที่ยังบินไม่ได้ ส่วนที่เหลือมอบเป็นทานแก่นกอื่นที่อ่อนแอ โกสิยะประทับใจในคุณธรรมของนกจึงปล่อยและอนุญาตให้กินข้าวได้ตามใจ ท้ายเรื่องนกสอนให้โกสิยะรู้จักให้ทานและเลี้ยงดูบิดามารดา จนโกสิยะกลับใจเป็นผู้มีจิตศรัทธาบำเพ็ญทาน
  239. Page 368–371 จันทกินนรชาดก นางกินรีจันทาคร่ำครวญด้วยความเศร้าโศกอย่างยิ่งเมื่อกินนรผู้สามีถูกราชกุมารยิงด้วยธนูเพราะหลงใหลในตัวนาง มีคาถาพรรณนาความเศร้าโศกอย่างพิสดารยาวนานเปรียบเทียบกับภูเขา ถ้ำ แม่น้ำ และยอดเขาหิมพานต์ต่างๆ ที่ทั้งคู่เคยท่องเที่ยวร่วมกัน นางปฏิเสธคำเกี้ยวพาราสีของราชกุมารอย่างเด็ดขาด ในที่สุดพระพรหมทรงเมตตาประพรมน้ำอมฤตให้กินนรฟื้นคืนชีพ ทั้งคู่จึงได้กลับไปท่องเที่ยวในหุบเขาลำธารด้วยกันดังเดิม
  240. Page 371–374 มหาอุกกุสชาดก พญาเหยี่ยวอุกกุสะและกาเสนกะเป็นมิตรกัน เมื่อพรานนกคุกคามจะจับลูกนกทั้งของเหยี่ยวและของกา ทั้งสองต่างช่วยเหลือปกป้องลูกของกันและกันตามคำมั่นแห่งมิตรภาพ แม้ต้องเสี่ยงชีวิตของตนก็ยอม เป็นคำสอนว่าบัณฑิตย่อมสร้างมิตรภาพไว้เพื่อพึ่งพากันยามยาก ผู้มีมิตรแท้ที่กล้าหาญและเข้มแข็งย่อมมีความสุขดังเหยี่ยวและกาในเรื่องนี้
  241. Page 374–377 อุททาลกชาดก บทสนทนาตั้งคำถามว่าชฎิลผู้บำเพ็ญมนตร์แบบพราหมณ์จะพ้นจากอบายได้จริงหรือไม่ มีคำตอบว่าแม้เรียนเวทมากเพียงใดหากไม่ประพฤติธรรมก็ไม่พ้นทุกข์ได้ ต่อมาอุททาลกะถามถึงความหมายที่แท้จริงของ 'พราหมณ์' 'ผู้บริสุทธิ์' และ 'นิพพาน' ได้รับคำตอบซ้ำสองครั้งเปรียบเทียบระหว่างความเชื่อเรื่องพิธีบูชายัญ (ซึ่งถูกปฏิเสธว่าไม่ทำให้บริสุทธิ์) กับผู้ไม่ยึดติดในทรัพย์ ไม่โลภ ไม่มีบาป ปิดท้ายด้วยคาถาว่าทุกวรรณะเมื่อบริสุทธิ์ด้วยธรรมย่อมเสมอกัน ไม่มีผู้ใดถามถึงชาติกำเนิดอีกต่อไป
  242. Page 377–381 ภิสชาดก ท้าวสักกะและเหล่าเทพแปลงกายมาทดลองใจดาบสผู้ถูกกล่าวหาว่าลักเหง้าบัว (ภิสะ) ด้วยการเสนอรางวัลนานาชนิดตามลำดับวรรณะและสถานะ เช่น ให้เป็นผู้มั่งคั่ง เป็นกษัตริย์ เป็นพราหมณ์ผู้เชี่ยวชาญ หรือแม้แต่ให้เป็นสตรีสูงศักดิ์ เพื่อแลกกับการยอมรับว่าได้ขโมยเหง้าบัวไป แต่ดาบสปฏิเสธคำเสนอทุกข้ออย่างหนักแน่น จนในที่สุดความจริงปรากฏว่าดาบสทั้งหลายในที่นั้นบริสุทธิ์ไม่มีผู้ใดขโมย ท้าวสักกะขอขมาที่ทดลองใจ จบด้วยการประกาศชาติว่าดาบสทั้งเจ็ดคือพระพุทธเจ้าและพระอัครสาวกในอดีตชาติ
  243. Page 382–384 สุรุจิชาดก พระมเหสีองค์แรกของพระเจ้าสุรุจิทรงกระทำสัจกิริยา (คำสัตย์อธิษฐาน) เพื่อขอบุตร โดยตรัสยืนยันคุณธรรมของพระองค์เป็นข้อๆ ซ้ำวรรค 'เอเตน สจฺจวชฺเชน ปุตฺโต อุปฺปชฺชตํ อิเส' คือ ไม่เคยประพฤตินอกใจพระสวามี ปฏิบัติต่อพระสวามีและพ่อแม่สามีด้วยดี ไม่มีความริษยาต่อนางสนมอีก 16,000 คน เลี้ยงดูข้าทาสบริวารด้วยธรรม บำรุงสมณพราหมณ์ และรักษาอุโบสถศีลเป็นประจำ ด้วยอานุภาพแห่งสัจจะนี้ท้าวสักกะเสด็จมาประทานพรว่าพระนางจะได้พระโอรสผู้เป็นธรรมราชาแห่งกรุงมิถิลา
  244. Page 384–385 ปัญจุโปสถิกชาดก (เริ่มเรื่อง ยังไม่จบในตอนนี้) เริ่มต้นชาดกว่าด้วยสัตว์ที่รักษาอุโบสถศีล นกพิราบอธิบายเหตุที่ตนถือศีลอุโบสถว่าเพราะเคยพลัดพรากจากนางพิราบคู่รักซึ่งถูกพรานนกจับไป เกิดความเศร้าโศกจึงตั้งใจรักษาศีลป้องกันมิให้ราคะกลับมาครอบงำอีก จากนั้นงูตัวหนึ่งก็อธิบายเหตุที่ตนถืออุโบสถเช่นกันว่าเพราะเคยกัดวัวที่เหยียบตนด้วยความโกรธจนวัวตาย ทำให้ชาวบ้านเศร้าโศกร้องไห้ เนื้อหาที่เหลือของชาดกเรื่องนี้ (ซึ่งชื่อบ่งบอกว่าน่าจะมีสัตว์ห้าชนิดถือศีลอุโบสถ) ยังไม่จบภายในหน้า 385 ซึ่งเป็นหน้าสุดท้ายของช่วงนี้
  245. Page 386–388 ปัญจุโปสถิกชาดก (ตอนจบ) ส่วนท้ายของเรื่องสัตว์ผู้รักษาอุโบสถศีลหลายตัวที่ต่างสารภาพกิเลสในอดีตที่เคยครอบงำตน ในช่วงนี้เป็นคำสารภาพของสุนัขจิ้งจอกที่เคยเข้าไปกินซากช้างจนติดอยู่ในท้อง ต้องทนหิวกระหายจนฝนตกชะให้ออกมาได้ จึงตั้งใจรักษาอุโบสถไม่ให้ความโลภกลับมาอีก ตามด้วยคำสารภาพเรื่องความอยากเกินส่วนที่ทำให้ถูกชาวบ้านทุบตี และเรื่องความถือตัวที่ไม่ยอมไหว้พระปัจเจกพุทธเจ้า จบเรื่องด้วยข้อความ "ปัญจุโปสถิกชาดก ที่ ๗"
  246. Page 388–391 มหาโมรชาดก พญานกยูงทองผู้เป็นพระโพธิสัตว์ถูกพรานจับได้ด้วยบ่วง จึงเจรจาขอชีวิตและซักถามพรานว่างดเว้นปาณาติบาตหรือไม่ พรานตอบว่าตนไม่เชื่อเรื่องเทวดาและโลกหน้าจึงล่าสัตว์เลี้ยงชีพ นกยูงจึงแสดงเหตุผลโต้แย้งเรื่องบาปบุญและการมีอยู่ของเทวดาจนพรานเลื่อมใส ยอมปล่อยนกยูงและนกทั้งหมดที่ดักไว้ นกยูงตั้งใจสละความดุร้ายแบบเดิมเหมือนงูลอกคราบ เป็นชาดกมีชื่อเสียงเรื่องพญานกยูงทองแสดงธรรมโปรดนายพราน
  247. Page 391–394 ตัจฉสูกรชาดก ฝูงหมูป่าอยู่ร่วมกันสงบสุข จนมีดาบสโลภเนื้อยุยงให้เสือมาทำร้าย หมูป่าผู้นำชื่อตัจฉกะจึงชักชวนพวกให้สามัคคีกันสู้แทนที่จะหนี แสดงให้เห็นว่าแม้ไม่มีเขี้ยวเล็บแหลมคมแต่ความสามัคคีของหมู่ญาติย่อมเอาชนะได้ ในที่สุดฝูงหมูป่าที่รวมพลังกันฆ่าทั้งเสือและพราหมณ์ผู้ยุยงได้สำเร็จ แล้วสถาปนาตัจฉกะเป็นผู้นำ เป็นชาดกสอนเรื่องพลังแห่งความสามัคคีในหมู่ญาติพี่น้อง
  248. Page 394–396 มหาวาณิชชาดก หมู่พ่อค้าเดินทางผ่านทางกันดารพบต้นไทรใหญ่ให้ร่มเงา เมื่อตัดกิ่งแรกได้น้ำ กิ่งที่สองได้อาหาร กิ่งที่สามได้สตรี กิ่งที่สี่ได้ทรัพย์สมบัติ ด้วยความโลภไม่รู้จักพอ พ่อค้าส่วนใหญ่จึงคิดโค่นรากต้นไทรเพื่อเอาของมากขึ้นทั้งที่หัวหน้าห้ามปราม เมื่อลงมือฟันราก นาคผู้อาศัยในต้นไทรจึงออกมาสังหารพ่อค้าที่โลภจนตายเกือบหมด เหลือรอดแต่หัวหน้าที่ไม่ร่วมโลภ จบด้วยคาถาสอนว่าบัณฑิตไม่ควรตกเป็นทาสของความโลภเพราะเป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์
  249. Page 397–399 สาธินราชชาดก พระเจ้าสาธินะแห่งมิถิลาได้รับเชิญจากมาตลีเทพสารถีให้เสด็จด้วยราชรถทิพย์ไปดาวดึงส์ พระอินทร์ทรงต้อนรับให้เสวยกามคุณทิพย์ แต่ในที่สุดพระองค์กลับไม่ยินดีในสวรรค์อีกต่อไป ทรงสงสัยว่าอายุกำลังจะสิ้นหรือใกล้ตาย พระอินทร์อธิบายว่าบุญยังไม่หมดแต่มีน้อย เชิญให้ประทับต่อด้วยเทวานุภาพ แต่พระเจ้าสาธินะทรงเห็นว่าสิ่งที่ได้มาด้วยอาศัยผู้อื่นเหมือนของยืมเขาไม่จีรัง จึงตัดสินพระทัยเสด็จกลับมนุษยโลกเพื่อสร้างบุญด้วยพระองค์เองผ่านทาน ศีล และธรรมตามคำสอนพระพุทธเจ้า
  250. Page 400–405 ทสพราหมณชาดก พระเจ้ายุธิษฐิละตรัสถามอำมาตย์วิธูรว่าจะหาพราหมณ์ผู้มีศีล พหูสูต เว้นเมถุนธรรม เพื่อถวายทานให้ได้ผลมากได้อย่างไร วิธูรจึงไล่เรียงพราหมณ์ปลอมสิบจำพวกที่ไม่ควรถวายทาน ได้แก่ หมอยา คนป่าวประกาศ/คนรับใช้ราชสำนัก คนทวงหนี้ ยาจกเปื้อนฝุ่น พ่อค้าขายผลไม้ป่า ชาวไร่ชาวนาที่ยกลูกสาวแต่งงาน ปุโรหิตผู้รับเศษอาหารและฆ่าสัตว์บูชายัญ นักรบถืออาวุธ พรานดักสัตว์ และผู้ประกอบพิธีบูชายัญ แต่ละจำพวกพระราชาตรัสปฏิเสธว่าไม่ใช่พราหมณ์แท้ จนวิธูรชี้ว่าพราหมณ์แท้คือผู้ฉันมื้อเดียว ไม่ดื่มสุรา มีศีลและพหูสูตจริง ควรรีบนิ
  251. Page 405–408 ภิกขาปรัมปรชาดก และจบปกิณณกนิบาต เรื่องการให้ทานต่อกันเป็นทอด ๆ พระราชาถวายข้าวสาลีปรุงดีแก่พราหมณ์อาจารย์ พราหมณ์นำไปถวายฤๅษีป่าผู้บำเพ็ญตบะ ฤๅษีนำไปถวายภิกษุผู้สงบนิ่งอยู่รูปเดียว พระราชาตรัสถามแต่ละคนว่าเหตุใดไม่ฉันเองแต่ส่งต่อ แต่ละคนอธิบายว่าผู้รับทอดถัดไปมีคุณธรรมสูงกว่าตน จนถึงภิกษุผู้ไม่หุงต้มเอง ไม่ให้ผู้อื่นหุงต้ม ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ยึดถือสิ่งใด จึงสมควรแก่ทานที่สุด สรุปว่าพระราชาโลภในแว่นแคว้น พราหมณ์โลภในหน้าที่ ฤๅษีโลภในรากไม้ผลไม้ มีแต่ภิกษุที่หลุดพ้นจากโลภทั้งปวง หน้า ๔๐๘ มีคาถาอุทานรวบยอดชื่อชาดกทั้ง ๑๓ เรื่อง และข้
  252. Page 409–413 มาตังคชาดก (เริ่มวีสตินิบาต) ดาบสมาตังคะซึ่งเป็นจัณฑาลเข้าไปหาพวกพราหมณ์ที่กำลังทำพิธี ถูกบุตรพราหมณ์ชื่อมัณฑัพยะดูหมิ่นขับไล่ว่าไม่สมควรรับทักษิณา ดาบสจึงเหาะขึ้นฟ้าจากไป หลังจากนั้นบุตรพราหมณ์ผู้ดูหมิ่นถูกยักษ์สาปให้ร่างกายบิดเบี้ยวเหมือนคนตาย บิดาตกใจตามหาดาบสเพื่อขอขมา มาตังคะอธิบายว่ายักษ์โกรธแทนตนจึงลงโทษ แล้วให้อาหารบิณฑบาตแก่บุตรพราหมณ์จนหายเป็นปกติ พร้อมสอนว่าชฎาหนังเสือไม่อาจคุ้มครองคนพาล ทานที่ถวายแก่ผู้สิ้นราคะโทสะโมหะเท่านั้นจึงมีผลมาก เป็นชาดกมีชื่อเสียงเรื่องการวิพากษ์ระบบวรรณะ เปิดหมวดวีสตินิบาต (เรื่องมีจำน
  253. Page 413–418 จิตตสัมภูตชาดก สัมภูตะและจิตตะเป็นพี่น้องจัณฑาลในอดีตชาติ สัมภูตะบำเพ็ญตบะจนมีฤทธิ์ยิ่งใหญ่ พระราชาปัญจาละตรัสถามอำมาตย์เสนกะและดาบสจิตตะถึงเหตุที่สัมภูตะมีอานุภาพ เมื่อทราบว่าคาถาไพเราะที่สัมภูตะกล่าวมาจากฤๅษีจิตตะ พระราชาจึงเสด็จไปเยี่ยมด้วยความปีติ ดาบสจิตตะแสดงธรรมเรื่องชีวิตมนุษย์มีสิบทศวัยที่ล่วงไปเหมือนไม้อ้อถูกตัดย่อมเหี่ยวแห้ง เตือนให้เร่งสร้างกุศลก่อนความตายมาถึง ทั้งสองเล่าอดีตที่เคยเกิดเป็นจัณฑาลเพราะกรรมชั่ว สอนพระราชาให้บำเพ็ญทานรักษาศีลก่อนสาย
  254. Page 419–423 สีวิราชชาดก พระเจ้าสีวิราชผู้ทรงบำเพ็ญทานยิ่ง เมื่อพราหมณ์ตาบอด (แท้จริงคือท้าวสักกะแปลงกาย) มาขอดวงพระเนตร พระองค์ทรงยินดีควักดวงพระเนตรทั้งสองข้างประทานให้ แม้อำมาตย์และประชาชนทัดทานเสนอทรัพย์สินม้ารถแก้วมณีแทน พระองค์ก็ทรงปฏิเสธเพราะเห็นว่าการให้ทานสำคัญกว่ามีตา แม้ตาบอดก็ยังยินดีในทานของพระองค์ ต่อมาด้วยอำนาจสัจจกิริยาแห่งทานอันบริสุทธิ์ พระเนตรทิพย์กลับคืนมาและทรงเห็นได้ไกลทะลุกำแพงภูเขาไปได้ร้อยโยชน์ พระองค์จึงทรงเชิญชวนชาวสีวีให้บำเพ็ญทานเช่นเดียวกับพระองค์
  255. Page 423–429 สิริมันตชาดก พระราชาตรัสถามอำมาตย์เสนกะและมโหสถบัณฑิตว่าปัญญากับสิริ (โชควาสนา) สิ่งใดประเสริฐกว่ากัน เสนกะเห็นว่าสิริสำคัญกว่าเพราะแม้คนพาลก็ยังได้ดีเพราะโชคดี ส่วนมโหสถแสดงคาถาโต้แย้งเป็นชุดยาวว่าปัญญาประเสริฐกว่า เพราะคนพาลแม้มีสิริก็ยังทำบาปพาตัวเองพินาศ สิริของคนพาลไม่จีรังเหมือนงูลอกคราบ ส่วนปัญญาของบัณฑิตยั่งยืนดุจแม่น้ำไหลสู่มหาสมุทร แต่ละคาถาลงท้ายว่า "ปัญญาประเสริฐกว่า ไม่ใช่คนพาลมีลาภยศ" ในที่สุดพระราชาพอพระทัยคำตอบของมโหสถ ประทานรางวัลบ้านส่วยสิบหกตำบล
  256. Page 429–432 โรหันตมิคชาดก ฝูงเนื้อหนีภัยพราน มีเนื้อพี่น้องคู่หนึ่งตัวหนึ่งติดบ่วงเหล็ก แม้ได้รับคำแนะนำให้หนีเอาชีวิตรอด แต่เนื้อผู้พี่/น้องไม่ยอมทิ้งกันแม้เสี่ยงชีวิต เมื่อพรานมาถึงและตั้งใจจะฆ่า เนื้อที่ติดบ่วงกล่าววาจาไพเราะจนพรานใจอ่อน ยอมปล่อยเนื้อทั้งฝูงเพราะเห็นว่าเนื้อเหล่านี้เลี้ยงดูบิดามารดามีคุณธรรม พรานเปลี่ยนใจเลิกฆ่าสัตว์ เนื้อจึงแนะนำให้พรานประกอบอาชีพสุจริตแทน เช่น กสิกรรม พาณิชย์ ให้กู้ยืม เพื่อเลี้ยงครอบครัวโดยไม่ต้องทำบาป
  257. Page 432–434 จูฬหังสชาดก ฝูงหงส์ทองบินหนีภัย เหลือหงส์ตัวหนึ่งชื่อสุมุขะติดบ่วง สหายผู้เป็นพญาหงส์ธตรฐไม่ยอมทิ้งเพื่อนแม้ถูกเร่งให้บิน ยืนยันจะร่วมเป็นร่วมตายด้วยกัน เมื่อพรานมาถึง พญาหงส์กล่าววาจาไพเราะจนพรานเลื่อมใสปล่อยหงส์ทั้งสองไป ต่อมาพญาหงส์สนทนากับพระราชาถามถึงความผาสุกของบ้านเมือง อำมาตย์ มเหสี และโอรสธิดา พร้อมให้คำสอนเรื่องการวางบุตรในหน้าที่ตามความสามารถ เปรียบด้วยอุปมาบัณฑิตปลูกพืชในนาที่รดน้ำดีย่อมงอกงาม
  258. Page 435–437 สัตติคุมพชาดก พระราชาปัญจาละเสด็จประพาสป่าล่าเนื้อและบรรทมหลับใกล้ที่ซ่อนของโจร นกแขกเต้าตัวหนึ่งชื่อสัตติคุมพะที่โจรเลี้ยงไว้ยุยงให้ปล้นฆ่าพระราชา ขณะที่นกแขกเต้าอีกตัวที่ฤๅษีเลี้ยงไว้กลับต้อนรับถวายผลไม้น้ำท่าอย่างสุภาพ พระราชาตกพระทัยหนีไปหาฤๅษีแล้วตรัสถามเหตุที่นกสองตัวมีอุปนิสัยต่างกันทั้งที่เป็นพี่น้องฝาแฝด นกอธิบายว่าเพราะสิ่งแวดล้อมที่เติบโตมาต่างกัน จึงสอนว่าคบคนพาลย่อมพลอยเลวไปด้วยเหมือนใบไม้ห่อปลาเน่าย่อมเหม็น ส่วนคบบัณฑิตย่อมพลอยดีเหมือนใบไม้ห่อของหอมย่อมหอมไปด้วย
  259. Page 438–440 ภัลลาติยชาดก (ยังไม่จบ) พระเจ้าภัลลาติยะเสด็จประพาสป่าล่าเนื้อไปถึงเขาคันธมาทน์ ทรงพบกินนร-กินรีคู่หนึ่งกำลังร่ำไห้คร่ำครวญ ตรัสถามเหตุแห่งความโศก กินนรเล่าว่าเคยพลัดพรากจากกันเพียงคืนเดียว แต่ยังโศกเศร้าคร่ำครวญราวกับสูญเสียสิ่งอันเป็นที่รักไปตลอดกาล นางกินรีบรรยายถึงการเก็บดอกไม้นานาพันธุ์มาร้อยเป็นมาลัยรอคอยสามีที่รักกลับมา แสดงความรักความผูกพันอันลึกซึ้งของกินนร เนื้อความยังไม่จบในหน้า ๔๔๐ ต้องอ่านต่อในส่วนถัดไป
  260. Page 441–443 ภัลลาติยชาดก (Bhallātiya-jātaka) - ตอนจบ (ลำดับที่ ๘ วีสตินิบาต) ส่วนท้ายของเรื่องเป็นบทสนทนาระหว่างคู่กินนรที่ถูกจับกับพราน/พระราชาภัลลาติยะ พรรณนาการพลัดพรากข้ามแม่น้ำ การร้องไห้และหัวเราะสลับกันของคู่รักกินนรผู้ผูกพันกันแน่นแฟ้น และคำถามเรื่องอายุขัยซึ่งกินนรตอบว่ายืนถึงพันปีโดยปราศจากโรคภัย เมื่อพระราชาภัลลาติยะทรงสดับเรื่องราวความรักมั่นคงของกินนรก็สลดพระทัย เลิกล่าสัตว์ หันมาบำเพ็ญทานแทน จบภัลลาติยชาดกอันเป็นเรื่องที่ ๘ แห่งวีสตินิบาต (หมวดชาดกยี่สิบคาถา)
  261. Page 443–448 โสมนัสสชาดก (Somanassa-jātaka) - ลำดับที่ ๙ พระราชาทรงถูกดาบสโกหกยุยงจนสั่งประหารพระโอรสโสมนัสสกุมารด้วยข้อกล่าวหาเท็จ กุมารร้องขอเข้าเฝ้าพระราชบิดาก่อนตายและชี้แจงความจริงว่าตนบริสุทธิ์ พร้อมแสดงคาถาอันมีชื่อเสียงว่าการกระทำโดยไม่ไตร่ตรองย่อมให้ผลร้ายดุจยาพิษ ส่วนการกระทำโดยไตร่ตรองรอบคอบย่อมให้ผลดี พระราชาสำนึกผิดขอโทษและเชิญให้ครองราชสมบัติต่อ แต่โสมนัสสกุมารเบื่อหน่ายในโภคสมบัติ ตัดสินใจออกบวชแม้พระราชมารดาจะทรงร้องขอให้อยู่ครองเรือนต่อไปก็ตาม
  262. Page 448–456 จัมเปยยชาดก (Campeyya-jātaka) - ลำดับที่ ๑๐ พญานาคจัมเปยยะจำศีลอุโบสถแล้วถูกพรานงูจับตัวไปเพื่อแลกทรัพย์ นางนาคมเหสีตามหาจนพบพระเจ้ากรุงพาราณสี (พระเจ้าอุคคเสน) ทูลขอให้ทรงช่วยไถ่ตัวพญานาคด้วยทรัพย์สินมากมาย เมื่อพญานาคพ้นพันธนาการแล้วได้พาพระราชาไปเยี่ยมวิมานอันโอฬารใต้บาดาล และเมื่อพระราชาตรัสถามเหตุที่ยังต้องบำเพ็ญตบะทั้งที่มีสมบัติทิพย์พร้อมสรรพ พญานาคตอบว่าปรารถนาจะได้เกิดเป็นมนุษย์เพื่อบรรลุความบริสุทธิ์และทำที่สุดแห่งชาติชรามรณะ ซึ่งโลกนาคไม่อาจให้ได้ พระราชาประทับใจในคำสอนจึงทรงบำเพ็ญบุญมากขึ้น
  263. Page 456–460 มหาปโลภนชาดก (Mahāpalobhana-jātaka) - ลำดับที่ ๑๑ เทพบุตรจุติจากพรหมโลกมาเกิดเป็นพระราชโอรสผู้ไม่ยินดีในกามคุณ มัวเข้าฌานจนพระราชบิดาโศกเศร้า จึงหานางระบำมายั่วยวนล่อลวงจนกุมารลุ่มหลงในกามถึงกับคิดฆ่าชายอื่นด้วยความหึงหวง ราษฎรก่อกวนจนถูกเนรเทศไปอาศัยในป่าริมทะเล ต่อมาฤๅษีผู้มีฤทธิ์แวะพักและถูกนางยั่วยวนจนเสื่อมฤทธิ์ตกทะเลขณะเหาะข้ามมหาสมุทร กุมารชี้ให้เห็นโทษของสตรีที่เปรียบดังน้ำวนจนฤๅษีสลดใจออกบวชสำเร็จ ในที่สุดกุมารเองก็สังเวชคลายกำหนัดออกบวชตามและกลับไปเกิดในพรหมโลกดังเดิม
  264. Page 460–464 ปัญจปัณฑิตชาดก (Pañcapaṇḍita-jātaka) - ลำดับที่ ๑๒ ส่วนหนึ่งของเรื่องมโหสถบัณฑิต บัณฑิตทั้งห้าประชุมปรึกษาปัญหาว่าควรเปิดเผยความลับ (ไม่ว่าน่าตำหนิหรือน่าสรรเสริญ) แก่ผู้ใดได้บ้าง เช่น ภรรยา มิตรผู้เป็นที่พึ่ง พี่น้อง บุตร หรือมารดา มโหสถยกตัวอย่างความลับที่พระราชาเผลอเปิดเผยแก่มเหสี พี่น้อง และมารดา จนความลับรั่วไหลเป็นเหตุให้ตนถูกใส่ร้ายจนเกือบถูกประหาร บทสรุปสอนว่าความลับที่ดีที่สุดคือเก็บไว้กับตนเอง ยิ่งมีผู้รู้มากเท่าใดก็ยิ่งเสี่ยงรั่วไหลมากเท่านั้น
  265. Page 464–468 หัตถิปาลชาดก (Hatthipāla-jātaka) - ลำดับที่ ๑๓ ดาบสผู้ทรงชฎาเข้าเฝ้าแสดงธรรมเรื่องความไม่เที่ยงของชีวิตแก่พระราชา ว่าแม้ความรู้ ทรัพย์ หรือบุตรก็มิอาจกันความแก่ชราได้ มีคาถาเปรียบกามคุณดังเปือกตมที่ล่วงพ้นได้ยาก พระราชกุมารหัตถิปาละผู้เกิดจากพรที่บิดามารดาไร้บุตรอ้อนวอนขอ ทรงเบื่อหน่ายในโภคสมบัติปรารถนาจะออกบวชตามดาบส แม้พระชนกชนนีจะทรงทัดทานก็มิอาจเปลี่ยนใจได้ ในที่สุดพระราชาพร้อมพระโอรสทั้งสี่และพระประยูรญาติต่างสละราชสมบัติออกบวชตามกันหมด
  266. Page 469–473 อโยฆรชาดก (Ayoghara-jātaka) - ลำดับที่ ๑๔ (จบวีสตินิบาต) กุมารประสูติและถูกเลี้ยงไว้ในเรือนเหล็ก (อโยฆระ) เพื่อป้องกันคำทำนายว่าจะถึงแก่ความตาย เมื่อเติบใหญ่ออกจากเรือนเหล็กเป็นครั้งแรกก็ทรงสังเวชในชีวิต ตรัสคาถาซ้ำบทว่า "นี่คือความตั้งใจของเรา เราจักประพฤติธรรม" ไล่เรียงว่าไม่มีสิ่งใดในโลกไม่ว่ากองทัพ ช้าง ม้า ยักษ์ อสรพิษ หรือแม้พระราชาที่จะเอาชนะความตายได้ มีแต่ธรรมเท่านั้นที่คุ้มครองผู้ประพฤติมิให้ไปสู่ทุคติ ส่วนอธรรมนำไปสู่นรก ท้ายบทมีคาถาอุทานรวมชื่อชาดกทั้ง ๑๔ เรื่องและประกาศจบวีสตินิบาตชาดก
  267. Page 474–477 กิงฉันทชาดก (Kiṃchanda-jātaka) - เริ่มตึสตินิบาต ลำดับที่ ๑ เริ่มต้นตึสตินิบาต (หมวดชาดกสามสิบคาถา) เรื่องแรกเล่าถึงบุรุษกลางทะเลเล่าแก่หญิงผู้ปรากฏขึ้นจากน้ำว่าตนพบมะม่วงผลใหญ่ลอยน้ำมา กินแล้วยังไม่อิ่มไม่พอใจผลไม้อื่นใดจนกลัวจะอดตาย หญิงนั้นเป็นเทพธิดาประจำแม่น้ำ พรรณนาความงามของแม่น้ำและป่าไม้พร้อมแสดงธรรมว่าการกระทำแม้ลับหรือเปิดเผยฤๅษีและเทวดาย่อมรู้เห็น ปิดท้ายด้วยคำสอนว่าผู้นินทาว่าร้ายผู้อื่นลับหลังในที่สุดย่อมได้รับผลกรรมสนองตนเองดุจกินเนื้อของตนเอง
  268. Page 477–484 กุมภชาดก (Kumbha-jātaka) - ลำดับที่ ๒ ชาดกอันมีชื่อเสียงว่าด้วยกำเนิดสุรา เทพเหาะมาถามพราหมณ์ผู้ถือหม้อ (กุมภ์) เหาะอยู่กลางอากาศว่าหม้อนั้นมีอะไร พราหมณ์ตอบว่าไม่ใช่หม้อเนยใส น้ำมัน น้ำอ้อย หรือน้ำผึ้ง แต่เป็นหม้อสุราที่มีโทษมากมาย แล้วพรรณนาโทษของการดื่มสุราอย่างละเอียดเป็นชุดยาว เช่น ทำให้ตกเหว หลงเพ้อเปลือยกายเที่ยวตามถนน ถูกไฟไหม้หรือถูกสุนัขจิ้งจอกกัดกินขณะหมดสติ ด่าว่าบิดามารดา ทำลายทรัพย์สินวงศ์ตระกูล ฆ่าสมณพราหมณ์จนตกนรก ในที่สุดเฉลยว่าผู้ขายหม้อคือท้าวสักกะจอมเทพแปลงกายมาเตือนสติพระราชาผู้ซาบซึ้งในธรรมเทศนา
  269. Page 484–491 ชยทัททิสชาดก (Jayaddisa-jātaka) - ลำดับที่ ๓ พระเจ้าชยทัททิสะแห่งแคว้นปัญจาละเสด็จประพาสป่าล่าเนื้อแล้วถูกยักษ์กินคน (โปริสาท) จับตัวไว้จะกินเป็นอาหาร พระองค์ทรงขอผัดผ่อนกลับไปทำสัจจะที่ให้ไว้แก่พราหมณ์ก่อน แล้วเสด็จกลับไปจริงตามสัญญา พระราชโอรสอลีนสัตตุกุมารทรงทราบเรื่องจึงอาสาไปแทนพระบิดาแม้พระชนกชนนีจะทัดทาน เมื่อไปถึงยักษ์กินคนก็สงบนิ่งไม่หวาดกลัวถึงกับก่อไฟให้ยักษ์ปิ้งเนื้อตนเอง ยักษ์ประหลาดใจในความองอาจซื่อสัตย์จึงไม่กล้าทำร้าย เปรียบพระกุมารดังพระจันทร์พ้นจากปากราหูแล้วปล่อยกลับไปโดยสวัสดิภาพ ราษฎรต่างพากันสรรเสริญวีรกรรมอันยากยิ่งข
  270. Page 491–495 ฉัททันตชาดก (Chaddanta-jātaka) - ลำดับที่ ๔ (ยังไม่จบ ต่อในหน้าถัดไป) เริ่มต้นฉัททันตชาดกอันลือชื่อ เปิดเรื่องด้วยพระราชาตรัสถามพระนางสุภัททาเทวีว่าเหตุใดจึงซูบซีดดังพวงมาลัยเหี่ยว นางทูลว่าเกิดความแพ้ท้อง (โทหฬะ) จากความฝันเห็นพญาช้างฉัททันต์เผือกงาหกงา ปรารถนาจะได้งาช้างนั้นมิฉะนั้นจะสิ้นพระชนม์ พระราชาจึงให้นายพรานผู้ชำนาญป่าออกติดตามไปยังภูเขาสุวรรณปัสสะอันไกลลิบที่พญาช้างอาศัยอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่มีบริวารช้างแปดพันเชือกคุ้มกัน เนื้อความถึงหน้า ๔๙๕ พรรณนาการเดินทางของพราน การอาบน้ำของพญาช้าง และพรานปลอมตัวนุ่งผ้ากาสาวพัสตร์ขุดหลุมยิงพญาช้างด้วยธนูอาบยาพิษ เมื่อถูก
  271. Page 496–498 ฉัททันตชาดก (ตอนจบ) บทจบเรื่องพญาช้างฉัททันต์ผู้ยอมให้พรานโสณุตตระตัดงาทั้งคู่ทั้งที่บาดเจ็บสาหัสใกล้สิ้นชีวิต พรานนำงาช้างไปถวายพระนางสุภัททา มเหสีพระเจ้ากรุงกาสี ผู้เคยสั่งให้ฆ่าพญาช้างด้วยความอาฆาตจากชาติก่อน เมื่อพระนางทอดพระเนตรเห็นงาช้างก็สำนึกผิดจนหัวใจแตกสิ้นพระชนม์ พระบรมศาสดาทรงแสดงชาดกนี้แก่หมู่ภิกษุแล้วทรงประชุมชาดกว่าพญาช้างฉัททันต์คือพระองค์เอง ส่วนพรานผู้โหดร้ายคือพระเทวทัตในอดีตชาติ
  272. Page 499–503 สมภวชาดก พระเจ้ายุธิษฐิละ (โกรัพยะ) ทรงประสงค์ปกครองแผ่นดินโดยธรรม จึงส่งพราหมณ์ภารทวาชะไปถามหลักการปกครองที่ถูกต้องจากบัณฑิตวิธุระ แต่วิธุระปฏิเสธและส่งต่อไปหาบุตรชื่อภัทรการ แล้วส่งต่อไปหาน้องชายชื่อสัญชัย ก่อนจะส่งต่อไปหาสัมภวะ เด็กน้อยผู้เป็นน้องสุดท้องซึ่งกำลังเล่นอยู่กลางเมือง ทุกคนต่างปฏิเสธว่าไม่อาจตอบได้จนกระทั่งสัมภวะตอบคำถามได้แตกฉาน แสดงว่าปัญญาไม่ขึ้นกับวัย พร้อมอุปมาด้วยพระจันทร์ ภูเขาหิมพานต์ และไฟ สอนหลักการครองราชย์โดยธรรมแก่กษัตริย์
  273. Page 503–508 มหากปิชาดก พระราชาทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์ผิวกายด่างขาวด้วยโรคเรื้อนจึงตรัสถามเหตุ พราหมณ์เล่าว่าเมื่อหลงป่าอดอาหารจนตกเหวช่วยตัวเองไม่ได้ ลิงใหญ่ (พระโพธิสัตว์) เมตตาแบกตนขึ้นจากเหว แต่ตนกลับคิดร้ายทุบหัวลิงด้วยก้อนหินหมายฆ่าเอาเนื้อเป็นเสบียง ลิงบาดเจ็บสาหัสแต่ยังกรุณานำทางพราหมณ์ออกจากป่าจนปลอดภัยก่อนจากไป พราหมณ์จึงต้องรับผลกรรมทรยศมิตรกลายเป็นโรคเรื้อนตลอดชีวิต ชาดกเน้นโทษของการทรยศมิตรและคุณของความกตัญญู
  274. Page 508–512 ทกรักขสชาดก บทสนทนาว่าด้วยรากษสในน้ำที่จับเรือไม่ยอมปล่อยเว้นแต่จะได้มนุษย์เป็นเครื่องบูชาทีละคน พระเจ้าจุลนีตรัสว่าหากถูกบังคับ จะทรงยอมสละมารดา ภรรยา พี่ชาย มิตรสหาย และพราหมณ์ปุโรหิตตามลำดับ แม้กระทั่งตัวเอง แต่จะไม่ทรงยอมสละมโหสถบัณฑิตเป็นอันขาด เพราะมโหสถเป็นผู้มีปัญญาล้ำเลิศคุ้มครองพระโอรสธิดาและกิจการทั้งปวงได้ เป็นตอนหนึ่งในวงเรื่องมโหสถบัณฑิตที่แสดงคุณค่าของบัณฑิตเหนือกว่าญาติสนิททั้งปวง
  275. Page 512–519 ปัณฑรกชาดก (ปัณฑรนาคชาดก) พญานาคปัณฑรกะไว้วางใจดาบสเปลือย (อเจลก) ผู้คุ้นเคยจนเผลอเปิดเผยความลับสำคัญเรื่องที่อยู่ของตน ดาบสกลับนำความลับไปบอกพญาครุฑ (สุบรรณ) ทำให้พญานาคถูกจับตัวเกือบเสียชีวิต เมื่อพญาครุฑทราบว่าดาบสทรยศมิตรผู้มีคุณจึงสาปให้ศีรษะดาบสแตกเจ็ดเสี่ยงด้วยอานุภาพแห่งสัจจะ แล้วปล่อยพญานาคเป็นอิสระ ชาดกเน้นคำสอนเรื่องการไม่เปิดเผยความลับแม้แก่ผู้ดูน่าเชื่อถือ และโทษมหันต์ของการทรยศมิตร
  276. Page 519–524 สัมพุลาชาดก นางสัมพุลา มเหสีของเจ้าชายโสตถิเสนผู้ป่วยเป็นโรคเรื้อนและออกไปบำเพ็ญตบะในป่า ตามเสด็จไปปรนนิบัติด้วยความจงรักภักดี วันหนึ่งขณะออกหาผลไม้เยียวยาสามี นางถูกยักษ์กินคนจับตัวไป นางร่ำไห้วิงวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ และตั้งสัตยาธิษฐานว่าไม่เคยมีใจนอกใจสามี ด้วยอานุภาพแห่งความสัตย์นั้น พระอินทร์เสด็จมาช่วยขู่สังหารยักษ์จนนางได้กลับมาหาสามี เมื่อเจ้าชายทดลองใจด้วยการเสนอนางสนมอื่นให้ นางก็ยังคงซื่อสัตย์มั่นคง ในที่สุดโรคของเจ้าชายก็หายด้วยอานุภาพแห่งสัจวาจาของนาง
  277. Page 524–529 ภัณฑุติณฑุกชาดก (จบติงสตินิบาต) พราหมณ์ปุโรหิตกล่าวสอนพระเจ้าพรหมทัตต์ถึงโทษของความประมาทในการปกครอง ว่าแว่นแคว้นที่ผู้ปกครองประมาทย่อมถูกโจรผู้ร้ายและความอยุติธรรมทำลาย ตามด้วยบทสนทนาแปลกที่ชาวนาผู้สูญเสียข้าวกล้าและโคเพราะแว่นแคว้นไร้การคุ้มครองกล่าวคำแช่งเปรียบชะตากรรมของพระราชากับสัตว์ต่างๆ ที่ตนสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกบและกาเข้าร่วมวิพากษ์ราชาที่ไม่เป็นธรรม หน้า ๕๒๙ ปิดท้ายด้วยคาถาอุทาน (บัญชีรายชื่อชาดกทั้งหมดในหมวดนี้) และระบุชัดเจนว่า "ตึงสตินิบาตนิฏฺฐิตํ" คือจบหมวดชาดกที่มี ๓๐ คาถาต่อเรื่อง
  278. Page 530–535 เตสกุณชาดก (เริ่มจัตตาฬีสนิบาต) เปิดหมวดใหม่คือจัตตาฬีสนิบาต (๔๐ คาถา) พระราชาเวสสันตระ (คนละองค์กับพระเวสสันดรในชาดกเรื่องดัง) ตรัสถามนกสามตัวคือนกแขกเต้าเวสสันตระ นางนกกุณฑลินี และนกแร้งชมพุกะผู้เป็นอาจารย์ ถึงกิจที่ควรทำเพื่อครองราชย์โดยธรรม แต่ละตัวถวายคำแนะนำเรื่องความไม่ประมาท การระงับโทสะ การเลือกใช้อำมาตย์ซื่อสัตย์มีปัญญา การดูแลทรัพย์สินบ้านเมือง และพลังทั้งห้าของบุรุษโดยเฉพาะปัญญาบารมีที่ประเสริฐสุด ปิดท้ายด้วยคำสอนว่าธรรมจริยาในทุกด้านของชีวิตนำไปสู่สวรรค์
  279. Page 535–544 สรภังคชาดก ชาดกที่มีชื่อเสียง กล่าวถึงกษัตริย์สามพระองค์ (อัฏฐกะ ภีมรถ กาลิงคราช) และท้าวสักกะเทวราชเสด็จไปเฝ้าหมู่ฤๅษีเพื่อฟังธรรมจากพระสรภังคดาบส (พระโพธิสัตว์) หัวหน้าหมู่ฤๅษี ท้าวสักกะตั้งปัญหาหลายข้อเรื่องความโกรธ ขันติต่อคำล่วงเกิน และผลกรรมของกษัตริย์ผู้ทำร้ายฤๅษี เช่น พระเจ้าทัณฑกี นาฬิกีระ อัชชุนะ กฬาพุ ที่ต้องตกนรกต่างรูปแบบ รวมถึงคำถามว่าอะไรคือศีล ปัญญา สัปปุริสธรรม โดยพระสรภังคดาบสตอบว่าปัญญาเป็นเลิศกว่าคุณธรรมทั้งปวงดุจพระจันทร์เป็นเจ้าแห่งดวงดาว จบด้วยเทวดาทั้งหลายชื่นชมโสมนัสแล้วกลับสู่เทวโ
  280. Page 544–549 อลัมพุสาชาดก ท้าวสักกะทรงส่งนางฟ้าอลัมพุสาไปยั่วยวนอิสิสิงคดาบสบุตรของกัสสปดาบส ผู้บำเพ็ญพรหมจรรย์เคร่งครัดจนไม่เคยรู้จักสตรีมาก่อน ด้วยเกรงฤทธิ์ตบะจะทำให้บัลลังก์พระอินทร์สั่นสะเทือน นางอลัมพุสาแม้หวาดกลัวก็จำต้องไปตามคำสั่ง พรรณนารูปโฉมอันวิจิตรของนางเป็นเหตุยั่วยวนจนอิสิสิงคดาบสหลงเสน่หาเสียตบะมัวเมาอยู่กับนางถึงสามปีโดยไม่รู้ตัว เมื่อฟื้นคืนสติระลึกคำสอนบิดาได้ก็เสียใจตั้งใจกลับไปบำเพ็ญตบะใหม่ นางอลัมพุสาสำนึกในคุณจึงหมอบกราบขอโทษ และดาบสประทานพรให้นางพ้นจากหน้าที่ยั่วยวนบุรุษเช่นนี้อีกต่อไป
  281. Page 549–550 สังขปาลชาดก (เริ่มเรื่อง) เริ่มต้นด้วยพระราชาตรัสถามบรรพชิตรูปหนึ่งว่าเหตุใดจึงสละทรัพย์สมบัติออกบวช บรรพชิตตอบว่าตนได้เห็นวิมานอันรุ่งเรืองของพญานาคใหญ่และประจักษ์ผลแห่งบุญ จึงเกิดศรัทธาออกบวช จากนั้นเล่าย้อนถึงครั้งเดินทางค้าขายแล้วพบชาวบ้านกำลังนำพญานาคตัวมหึมาไปเพื่อกินเป็นอาหาร เนื้อความในหน้านี้เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องสังขปาลชาดกซึ่งจะกล่าวถึงพญานาคสังขปาลผู้รักษาศีลอุโบสถแม้ถูกทำร้าย โดยเนื้อหายังไม่จบในหน้า ๕๕๐ นี้ ต่อในหน้าถัดไป
  282. Page 551–552 สังขปาลชาดก (๑) - พญานาคได้รับการปล่อยตัวจากนายพราน พญานาคสังขปาลถูกนายพรานโภชบุตร ๑๖ คนจับไว้เพื่อเป็นอาหาร โดยพรานกล่าวถึงเนื้อนาคว่าอร่อยและเคยกินนาคมาก่อน พญานาคจึงเสนอให้โคผูก ๑๖ ตัวเป็นค่าไถ่ชีวิต พรานยอมรับข้อเสนอ ปล่อยนาคจากบ่วง และรับเป็นมิตร เมื่อพ้นบ่วงแล้วนาคเดินจากไปทางทิศตะวันออกครู่หนึ่ง หันมามองอฬารด้วยดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา อฬารตามไปประนมมือ นาคเตือนให้อฬารรีบไปเพื่อมิให้ศัตรูจับตัวซ้ำ แล้วนาคไปยังห้วงน้ำใสงาม ดำลงไป ปรากฏกายด้วยฤทธิ์ทิพย์ต้อนรับอฬารประหนึ่งบิดาต้อนรับบุตร กล่าวยกย่องอฬารว่าเป็นทั้งมารดาบิดาและสหายผู้ให้ชีวิต
  283. Page 553–557 สังขปาลชาดก (๒) - วิมานนาคและบุรพกรรมพระเจ้าทุยโยธนะ พญานาคพาอฬารเข้าสู่วิมานอันโอฬาร มีภาคพื้นราบเรียบไร้ฝุ่นละออง สวนมะม่วงและป่าไม้เขียวขจีตลอดฤดู ปราสาทแก้วมณีและทองคำงามดุจสายฟ้า มีนางสนมนับพันประดับกายด้วยเครื่องทองคอยรับใช้ปรนนิบัติ พระนางมเหสี ๓๐๐ นางล้วนงามผุดผ่อง นาคให้อฬารพักเสวยกามคุณทิพย์อยู่หนึ่งปี เมื่ออฬารถามว่าวิมานนี้ได้มาอย่างไร นาคตอบว่ามิใช่เกิดเอง มิใช่เทวดาประทาน แต่เป็นผลบุญที่ตนทำเอง โดยในอดีตชาติตนคือพระเจ้าทุยโยธนะ ผู้ครองแคว้นมคธ ผู้ทรงเห็นว่าชีวิตไม่เที่ยงแท้ จึงถวายทานอันประณีตทั้งข้าวน้ำ ดอกไม้ของหอม เครื่องนุ่งห่ม ท
  284. Page 557–560 สังขปาลชาดก (๓) - เหตุแห่งการรักษาอุโบสถและปรารถนาความเป็นมนุษย์ อฬารถามพญานาคว่าเหตุใดผู้มีอานุภาพเช่นนี้จึงตกอยู่ในเงื้อมมือนายพรานผู้ไร้เดชได้ นาคตอบว่าตนมิได้กลัว แต่รักษาอุโบสถศีลทุกวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำเป็นนิตย์ วันหนึ่งขณะรักษาอุโบสถอยู่นิ่ง นายพรานโภชบุตร ๑๖ คนใช้เชือกและบ่วงแทงจมูกลากตัวไป ตนก็อดกลั้นทุกข์นั้นโดยไม่ยอมละเมิดอุโบสถ เมื่ออฬารถามว่าเหตุใดจึงบำเพ็ญตบะทั้งที่มีอิสริยยศพร้อมสรรพ นาคตอบว่ามิใช่เพื่อบุตร ทรัพย์ หรืออายุ แต่ปรารถนาความเป็นมนุษย์ เพราะศรัทธาและความสำรวมมีได้เฉพาะในโลกมนุษย์เท่านั้น หวังจะกระทำที่สุดแห่งชาติและมรณะ เมื่ออฬารอยู่ครบ
  285. Page 560–570 จุลลสุตโสมชาดก - พระเจ้าสุตโสมทรงออกผนวช พระเจ้าสุตโสมตรัสแก่ชาวเมือง มิตร อำมาตย์ และข้าราชบริพารว่าผมหงอกเกิดขึ้นแล้วบนพระเศียร บัดนี้ทรงปรารถนาจะผนวช เหล่ามเหสี (๗๐๐ นาง) พระโอรสธิดา พระมารดา พระเชษฐภาดา สารถี และอำมาตย์ต่างพากันคร่ำครวญทัดทาน มเหสีผู้ทรงครรภ์อ้อนวอนขอให้รอจนคลอดก่อน มิให้นางเป็นหม้ายและทุกข์โดยลำพัง แต่พระองค์ทรงยืนกรานว่ามิได้ทรงทำเพื่อบุตร ทรัพย์ หรือกองคลัง หากแต่ปรารถนาสวรรค์ ทรงเบื่อหน่ายเห็นภัยในโลกียวิสัย จะเสด็จออกผนวชในวันนั้นเอง แม้ทรงถูกทัดทานสารพัดวิธีก็มิทรงเปลี่ยนใจ ข้อความแทรกด้วยคติธรรมว่าชีวิตสั้นด
  286. Page 571 อุทานคาถาสรุปจตฺตาฬีสนิบาต ไม่ใช่เนื้อเรื่องชาดก แต่เป็นคาถาอุทาน (ดัชนี) สรุปรายชื่อชาดกทั้งหมดในหมวดนี้ ได้แก่ สุวปัณฑิตชาดก ชัมพุกชาดก กุณฑลิโนชาดก วรกัญญาชาดก มลัมพุสชาดก ปวรุตตมสังขสิรีชาดก และสุตโสม-อรินทมราชวรชาดก ปิดท้ายด้วยข้อความว่า จตฺตาลีสนิปาตํ นิฏฺฐิตํ (จบจัตตาลีสนิบาต คือหมวดชาดกที่มีคาถา ๔๐ คาถา)