ล้มลงระหว่างถนน ไม่รู้สึกตัว ไม่เป็นเจ้าของแม้แต่ผู้เป็นต้นของตนเอง
น้ำดื่มอันนั้นแม้ใสก็ไม่ควรดื่ม. ส่วนศาสนาของเรา ทั้งผ่องใส ทั้งควร
ดื่มอย่างนี้ จึงตรัสว่า มณฺฑเปยฺยํ ดังนี้. ในคำว่า มณฺฑเปยฺยํ นั้น ผ่องใสมี ๓ อย่าง คือ เทสนามัณฑะ เทศนาผ่องใส ปฏิคคหมัณฑะ ผู้รับผ่องใส พรหมจริยมัณฑะ พรหมจรรย์ผ่องใส.
เทศนาผ่องใสเป็นไฉน.
คือการบอก [สอน] แสดงบัญญัติ เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น ซึ่งอริยสัจ ๔. การบอก ฯลฯ ทำให้ตื้น ซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ ชื่อ เทสนามัณฑะ เทศนาผ่องใส.
ผู้รับผ่องใสเป็นไฉน.
คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ ก็หรือชน แม้เหล่าอื่นพวกใดพวกหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้รู้ความ. นี้ชื่อ ปฏิคคหมัณฑะ ผู้รับผ่องใส.
พรหมจรรย์ผ่องใสเป็นไฉน.
คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้นี่แล คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ นี้ชื่อ พรหมจริยมัณฑะ พรหมจรรย์ผ่องใส.
อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบความในข้อนี้ โดยนัยเป็นต้นว่า สัทธินทรีย์ เป็นความผ่องใสโดยอธิโมกข์ ความน้อมใจเชื่อ อสัทธิยะ ความไม่เชื่อ
เป็นกาก. ละอสัทธิยะอันเป็นกากเสีย ดื่มแต่อธิโมกข์ อันเป็นความใส
แห่งสัทธินทรีย์ เพราะเหตุนั้น สัทธินทรีย์จึงชื่อว่า มัณฑะ ใส เปยยะ
ควรดื่ม. คำว่า สตฺถา สมฺมุขีภูโต นี้ เป็นคำกล่าวเหตุในข้อนี้.
เพราะเหตุที่พระศาสดาประทับอยู่ต่อหน้า. ฉะนั้น พรหมจรรย์นั้น จึง