ก็บทว่า รตฺติยา จ ทิวสสฺส จ นี้ เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ลงในอรรถแห่ง
สัตตมีวิภัตติ. บทว่า อญฺเทว อุปฺปชฺชติ อญฺํ นิรุชฺฌติ ความว่า
จิตใดเกิดขึ้นและดับไปในเวลากลางคืน จิตดวงอื่นนอกจากจิตดวงนั้น
นั่นแลย่อมเกิดขึ้นและดับไปในกลางวัน. แต่ไม่ควรถือเอาอรรถอย่างนี้ว่า
จิตดวงอื่นเกิดขึ้น จิตดวงอื่นที่ยังไม่เกิดขึ้นนั่นแลย่อมดับไป. บทว่า รตฺติยา จ ทิวสสฺส จ นี้ ท่านถือเอาความสืบต่ออ้อนน้อยกว่าความสืบต่อ
เดิมแล้วกล่าวด้วยอำนาจความสืบต่อนั่นเอง. ก็จิตดวงเดียวเท่านั้นชื่อว่า
สามารถเพื่อตั้งอยู่ สิ้นคืนหนึ่งหรือวันหนึ่งย่อมไม่มี. จริงอยู่ ในขณะ ดีดนิ้วครั้งเดียว จิตเกิดขึ้นหลายโกฏิแสนดวง สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ ในมิลินทปัญหาว่า มหาบพิตร ข้าวเปลือก ๑๐๐ เล่มเกวียน ๑ บั้น ๗ สัดกับ ๒ ทะนาน ไม่ถึงการนับ คือไม่ถึงเสี้ยว ไม่ถึงส่วนของเสี้ยว แห่งจิตที่เป็นไปในขณะดีดนิ้วครั้งเดียว.
บทว่า พฺรหาวเน แปลว่า ป่าใหญ่. ด้วยคำว่า ตํ มุญฺจิตฺวา อํ คณฺหาติ ตํ มุญฺจิตฺวา คณฺหาติ ทรงแสดงความไว้ดังนี้ว่า ลิงนั้นไม่ได้ กิ่งไม้ที่จะพึงจับ ก็ไม่ลงสู่พื้นดิน โดยที่แท้เที่ยวอยู่ในป่าใหญ่นั้นจับเอาแต่ กิ่งไม้นั้น ๆ เที่ยวไปเท่านั้น. ในบทว่า เอวเมว โข นี้ มีอุปมาเป็น เครื่องเทียบเคียงดังต่อไปนี้ จริงอยู่ ป่าอันถือเอาเป็นอารมณ์ พึงทราบ เหมือนป่าใหญ่ในป่า จิตอันเกิดขึ้นในป่าคืออารมณ์ พึงทราบเหมือนลิงที่ เที่ยวไปในป่านั้น การได้อารมณ์เหมือนการจับกิ่งไม้. ลิงนั้นเที่ยวไปใน ป่าปล่อยกิ่งไม้นั้น ๆ แล้วจับกิ่งไม้นั้นๆ ฉันใด แม้จิตนี้ก็ฉันนั้น เที่ยวไป ในป่าคืออารมณ์ บางคราวยึดเอารูปารมณ์เกิดขึ้น บางคราวยึดเอาอารมณ์ มีสัททารมณ์เป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง บางคราวยึดเอาอตีตารมณ์ หรือ