พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า กายนี้มิใช่ของพวกเธอ. ข้อว่า "นาปิ อญฺเสํ ทั้งมิใช่ของผู้อื่น" คือ อัตตาของคนอื่นชื่อว่าเป็นอื่นไป. เมื่ออัตตา นั้นมีอยู่ ที่ชื่อว่า อัตตาอื่นก็พึงมี ทั้งอัตตาอื่นนั้นก็ไม่มี. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ทั้งมิใช่ของคนอื่น. ข้อว่า "ปุราณมิทํ ภิกฺขเว กมฺมํ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กรรมเก่านี้ " อธิบายว่า กรรมนี้มิใช่ กรรมเก่าเลย แต่กายนี้ บังเกิดเพราะกรรมเก่า เพราะฉะนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าจึงตรัสไว้อย่างนี้ด้วยปัจจยโวหาร. บทว่า อภิสงฺขตํ เป็นต้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยศัพท์เป็นเพศชายโดยอำนาจแห่งกรรมโวหาร
นั่นเอง. ก็ในคำว่า อภิสงฺขตํ เป็นต้นนี้ มีอธิบายดังนี้ บทว่า อภิสงฺขตํ
ได้แก่ กายนี้พึงเห็นว่า อันปัจจัยแต่งแล้ว. บทว่า อภิสญฺเจตยิตํ ได้แก่ พึงทราบว่ามีเจตนาเป็นที่ตั้ง คือมีความจงใจเป็นมูล. บทว่า เวทนียํ ได้แก่ พึงทราบว่า เป็นที่ตั้งแห่งเวทนา.
จบอรรถกถานตุมหสูตรที่ ๗
๘. ปฐมเจตนาสูตร
ว่าด้วยความเกิดและดับกองทุกข์
[๑๔๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมจงใจ ย่อมดำริ และครุ่นคิด ถึงสิ่งใด สิ่งนั้นเป็นอารัมมณปัจจัยเพื่อความตั้งอยู่แห่งวิญญาณ เมื่อมี อารัมมณปัจจัย ความตั้งมั่นแห่งวิญญาณจึงมี เมื่อวิญญาณนั้นตั้งมั่นแล้ว