สัมปชัญญะ และเสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป เข้าถึงตติยฌาน ที่ พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่ เป็นสุขได้เท่าใด แม้กัสสปก็หวังเป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ และ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป เข้าถึงตติยฌาน ที่พระอริยเจ้า ทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุขได้ เท่านั้นเหมือนกัน.
[๕๐๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราหวังเข้าถึงจตุตถฌาน ไม่มี ทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อน ๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์ อยู่ได้เท่าใด แม้กัสสปก็หวังเข้าถึงจตุตถ- ฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัส ก่อน ๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์ อยู่ได้เท่านั้นเหมือนกัน.
[๕๐๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราหวังเข้าถึงอากาสนัญจายตนะ มีอารมณ์ว่า อากาศไม่มีที่สุด เพราะล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา ไม่ ใส่ใจนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง อยู่ได้เท่าใด แม้กัสสปก็หวัง เข้าถึงอากาสานัญจายตนะ มีอารมณ์ว่า อากาศไม่มีที่สุด เพราะล่วงรูป สัญญา ดับปฏิฆสัญญา ไม่ใส่ใจนานัตตสัญญา อยู่ได้เท่านั้นเหมือนกัน.
[๕๐๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราหวังเข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ มีอารมณ์ว่า วิญญาณไม่มีที่สุด เพราะล่วงอากาสานัญจายตนะได้โดย ประการทั้งปวง อยู่ได้เท่าใด แม้กัสสปก็หวังเข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ มี อารมณ์ว่า วิญญาณไม่มีที่สุด เพราะล่วงอากาสานัญจาตนะได้โดย ประการทั้งปวงอยู่ ได้เท่านั้นเหมือนกัน.