สังยุตตนิกาย นิทานวรรค
ฉบับ มมร. · เล่ม ๒๖ · หน้า ๑๙๙ · ข้อ 136
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

เหตุนั้น มรรคภาวนา (การเจริญมรรค) ย่อมไม่มีประโยชน์. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า " การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมไม่มี."

พึงทราบวินิจฉัยในนัยที่สอง. ผู้ใดมีความเห็นอย่างนี้ว่า ชีพก็

อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง ผู้นั้นย่อมเป็นอันถือเอาว่า สรีระย่อมขาด สูญในโลกนี้เอง แต่ชีวิตย่อมไปตามสบาย เหมือนนกที่ออกจากกรงได้ก็

ไปตามสบายของตนฉะนั้น. เมื่อถืออย่างนี้ ความเห็นนั้น จึงชื่อว่า

สัสสตทิฏฐิ เพราะได้ถือเอาว่า "ชีวิตจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น" ก็อริย- มรรคนี้เมื่อเว้นเสียซึ่งวัฏฏะอันเป็นไปในภูมิ ๓ ย่อมเกิดขึ้น. เมื่อความเที่ยง ความแท้ ความคงที่แม้ในสังขารอย่างเดียวยังมีอยู่ อริยมรรคนั้น แม้เกิด ขึ้นแล้วก็ไม่อาจทำให้วัฏฏะหยุดหมุนเวียนได้ เพราะฉะนั้น มรรคภาวนา

จึงไม่มีประโยชน์. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า "ดูก่อน

ภิกษุ เมื่อมีความเห็นว่า ชีพก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง การอยู่ประพฤติ

พรหมจรรย์ย่อมไม่มี. คำว่า "เป็นข้าศึก" เป็นต้น ล้วนเป็นไวพจน์ของ

มิจฉาทิฏฐิทั้งนั้น. ก็มิจฉาทิฏฐินั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็น

ข้าศึกเพราะรองรับตนเองเหมือนข้าศึก เพราะอรรถว่า ชำแรกสัมมาทิฏฐิ ตรัสเรียกว่า อันบุคคลเสพผิด เพราะไม่เป็นไปตามสัมมาทิฏฐิ แต่เป็น ไปโดยเกลียดชังต่อสัมมาทิฏฐินั้น ตรัสเรียกว่า ดิ้นรนแกว่งส่ายไปผิดรูป เพราะบางคราวก็เป็นอุจเฉททิฏฐิถือความขาดสูญ บางคราวก็เป็นสัสตทิฏฐิ

ถือความเที่ยงแท้. บทว่า ตาลาวตฺถุกตานิ คือทำให้เหมือนตาลยอดด้วน

อธิบายว่า เหมือนตาลยอดด้วน เพราะอรรถว่า ไม่งอกขึ้นอีก และทำ