ธรรมอันออกจากทุกข์ คือชราและมรณะนี้ เมื่อไรเล่า ความออกจาก ทุกข์ คือชราและมรณะนี้จักปรากฏ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้มี ความปริวิตกดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ชราและมรณะจึงมี. ชราและมรณะ ย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรานั้นเพราะกระทำไว้ ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่อชาติมีอยู่ ชราและมรณะ จึงมี ชราและมรณะย่อมมีเพราะชาติเป็นปัจจัย. . .เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ชาติ
จึงมี. ชาติย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย. เมื่อภพมีอยู่ ชาติจึงมี. ชาติ
ย่อมมีเพราะภพเป็นปัจจัย. . . เมื่ออะไรมีอยู่ ภพจึงมี. ภพย่อมมีเพราะ
อะไรเป็นปัจจัย. เมื่ออุปาทานมีอยู่ ภพจึงมี. ภพย่อมมีเพราะอุปาทาน
เป็นปัจจัย. . . เมื่ออะไรหนอมีอยู่ อุปาทานจึงมี. อุปาทานย่อมมีเพราะ
อะไรเป็นปัจจัย. . .เมื่อตัณหามีอยู่ อุปาทานจึงมี. อุปาทานย่อมมีเพราะ
ตัณหาเป็นปัจจัย. . .เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ตัณหาจึงมี. ตัณหาย่อมมีเพราะ
อะไรเป็นปัจจัย เมื่อเวทนามีอยู่ ตัณหาจึงมี. ตัณหาย่อมมีเพราะเวทนา
เป็นปัจจัย. . .เมื่ออะไรหนอมีอยู่ เวทนาจึงมี. เวทนาย่อมมีเพราะอะไร
เป็นปัจจัย. เมื่อผัสสะมีอยู่ เวทนาจึงมี. เวทนาย่อมมีเพราะผัสสะเป็น
ปัจจัย. . .เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ผัสสะจึงมี. ผัสสะย่อมมีเพราะอะไรเป็น
เป็นปัจจัย . เมื่อสฬายตนะมีอยู่ ผัสสะจึงมี. ผัสสะย่อมมีเพราะสฬายตนะเป็น
ปัจจัย. . .เมื่ออะไรหนอมีอยู่ สฬายตนะจึงมี. สฬายตนะมีอยู่เพราะ
อะไรเป็นปัจจัย. เมื่อนามรูปมีอยู่ สฬายตนะจึงมี. สฬายตนะย่อมมีเพราะ
นามรูปเป็นปัจจัย. . . เมื่ออะไรหนอมีอยู่ นามรูปจึงมี. นามรูปย่อมมี
เพราะอะไรเป็นปัจจัย. เมื่อวิญญาณมีอยู่ นามรูปจึงมี. นามรูปย่อมมีเพราะ
วิญญาณเป็นปัจจัย. . .เมื่ออะไรหนอมีอยู่ วิญญาณจึงมี. วิญญาณย่อมมี