ทั้งหมดนั้นแก่นางภัททา ออกบวช. ในขณะนั้น แม้นางภัททกาปิลานี ก็ให้เทหม้องา ๓ หม้อลงในระหว่างพื้นที่ พวกพี่เลี้ยงนั่งล้อม. เห็นกากิน สัตว์ที่กินงา จึงถามว่า กาเหล่านี้กินอะไรแม่. ตอบว่า กินสัตว์จ๊ะ
แม่นาย. ถามว่า อกุศลจะมีแก่ใคร. ตอบว่า จะมีแก่ท่านจ๊ะแม่นาย.
นางคิดว่า เราควรได้ผ้าประมาณ ๔ ศอก และข้าวสุกประมาณทะนาน
หนึ่ง. ก็ผิว่า อกุศลที่ชนประมาณเท่านี้ทำจะมีแก่เรา ด้วยว่า เราไม่สามารถ
จะยกศีรษะขึ้นได้จากวัฏฏะตั้งพันภพ. พอเมื่ออัยยบุตร (มาณพ) มาถึง
เราจักมอบสมบัติทั้งหมดแก่เขาแล้วออกบวช.
มาณพมาอาบน้ำแล้ว ขึ้นสู่ปราสาทหนึ่ง ณ บัลลังก์มีค่ามาก. สำดับ นั้น ชนทั้งหลายจัดโภชนะอันสมควรแก่จักรพรรดิให้แก่เขา. ทั้งสอง บริโภคแล้ว เมื่อบริวารชนออกไปแล้ว จึงพูดกันในที่ลับ นั่งในที่สบาย. แต่นั้นมาณพกล่าวกะนางภัททาว่า ดูก่อนแม่ภัททา ท่านมาสู่เรือนนี้นำ
ทรัพย์มาเท่าไร. นางตอบว่า ๕๕,๐๐๐ เกวียนจ๊ะนาย. มาณพกล่าวว่า
ทรัพย์ ๘๗ โกฏิ และสมบัติมีสระ ๖๐ ติดเครื่องยนต์ มีอยู่ในเรือนนี้
ทั้งหมดนั้นเรามอบให้แก่ท่านผู้เดียว. นางถามว่า ก็ท่านเล่านาย. ตอบว่า
เราจักบวช. นางกล่าวว่า แม้ฉันนั่งมองดูการมาของท่าน. ฉันก็จักบวช
จ้ะนาย.
ทั้งสองคนกล่าวว่า ภพทั้งสามเหมือนบรรณกุฎีที่ถูกไฟไหม้. เรา จักบวชละ จึงให้นำผ้าเหลืองย้อมด้วยน้ำฝาด และบาตรดินเหนียวมาจาก ภายในตลาด ยังกันและกันให้ปลงผม บวชด้วยตั้งใจว่า บรรพชาของ พวกเราอุทิศพระอรหันต์ในโลก เอาบาตรใส่ถลกคล้องบ่า ลงจาก
ปราสาท. บรรดาทาสและกรรมกรในเรือนไม่มีใครรู้เลย. ครั้งนั้นชาว