พระศาสดาทรงให้เทศนาจบลงในคำว่า สมุทโย โหติ นี้เอง. เพราะ
เหตุไร. เพราะเพื่อให้โอกาสแก่ผู้มีทิฏฐิ. เพราะว่า ในบริษัทนั้นผู้มีทิฏฐิมี
จิตครุ่นคิดกังวลมีอยู่. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า "ผู้นั้นจักถาม
ปัญหา ครั้นแล้วเราจักแก้แก่เขา" ดังนั้น จึงทรงพักเทศนาไว้ เพื่อให้ผู้นั้น
เห็นโอกาส. ข้อว่า "โน กลฺโล ปญฺโห ตั้งปัญหายังไม่ถูกต้อง"
อธิบายว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ไม่ควร คือเป็นปัญหาที่เลว. ก็ข้อที่ถาม ว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชรามรณะเป็นไฉน" นี้ เป็นการถามดีแล้ว
มิใช่หรือ. ตอบว่า เป็นการถามที่ดีแล้วก็จริง แต่ก็เหมือนอย่างว่า เมื่อ
คนเอาก้อนคูถประมาณเท่ามะขามป้อมทรงไว้ข้างบนสุดของโภชนะดีที่เขาตัก ใส่ถาดทองราคาตั้งแสน โภชนะทั้งหมดก็ต้องกลายเป็นโภชนะเลวควรทิ้ง ฉันใด แม้ปัญหานี้ก็เป็นปัญหาเลว เพราะกล่าวด้วยการเข้าไปยึดถือสัตว์นี้ว่า "ก็แลชรามรณะนี้เป็นของใคร." เหมือนโภชนะนั้นที่กลายเป็นโภชนะ เลวเพราะก้อนคูถฉันนั้นแล.
บทว่า "พฺรหฺมจริยวาโส การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์" คืออยู่ด้วย
อริยมรรค. ข้อว่า "ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น"
อธิบายว่า ก็ผู้ใดมีความเห็นเช่นนี้ ผู้นั้นย่อมถือเอาว่า เมื่อชีพขาดสูญ สรีระก็ขาดสูญ เมื่อสรีระขาดสูญ ชีวิตก็ขาดสูญ" เมื่อถืออย่างนี้ ความ เห็นนั้น จึงชื่อว่า อุจเฉททิฏฐิ เพราะได้ถือเอาว่า "สัตว์ย่อมขาดสูญ." แต่ถ้าจะพึงถือเอาว่า "สังขารทั้งหลายแล ย่อมเกิดขึ้นและดับไปทั้งนั้น. " ความเห็นที่หยั่งลงในพระศาสนาพึงเป็นสัมมาทิฏฐิ ก็ชื่อว่าอริยมรรคนี้ย่อม
ดับวัฏฏะตัดขาดวัฏฏะเกิดขึ้น. เมื่อสภาวะแห่งอาการที่ถือเอาด้วยอุจเฉท-
ทิฏฐิยังมีอยู่ (ถ้า) เว้นมรรคภาวนาเสีย วัฏฏะนั้นแลย่อมดับได้ไซร้ เพราะ