เนกขัมมะ ฯ ล ฯ สัมมาสังกัปปะนี้ท่านเรียกว่า เนกขัมมธาตุ . แม้ในข้อนี้ ก็มีถ้อยคำ ๒ อย่าง ก็ธาตุทั้งสองนอกนี้ ย่อมถือเอาด้วยเนกขัมมธาตุศัพท์ เพราะนับเนื่องในกุศลธรรม นี้ชื่อว่ารวมกันทั้งหมด ส่วนธาตุเหล่านั้น พึงแสดงไว้ต่างหาก กุศลทั้งปวงที่เหลือ เว้นธาตุเหล่านั้นเสีย เป็นเนกขัมม- ธาตุ เพราะฉะนั้น เนกขัมมธาตุนี้ จึงไม่แยกกัน. ชื่อเนกขัมมสัญญาย่อม เกิดขึ้นเพราะอาศัยเนกขัมมาธาตุนี้ ด้วยอำนาจแห่งสหชาตปัจจัยเป็นต้น. ธรรมมีวิตกเป็นต้น ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยสัญญาเป็นต้น ตามสมควร.
ในบทว่า อพฺยาปาทธาตุํ ภิกฺขเว นี้ อัพยาบาทวิตกก็ดี อัพยาบาท ก็ดี เป็นอัพยาบาทธาตุ ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ในธรรมเหล่านั้น
อัพยาบาทธาตุเป็นไฉน. ความตรึก ที่ประกอบด้วยอัพยาบาท ฯ ล ฯ นี้
ท่านเรียกว่า อัพยาบาทธาตุ. ความรัก ความมีไมตรีต่อกัน ความปรารถนา ให้ผู้อื่นมีความสุขในสัตว์ทั้งหลาย เมตตาเจโตวิมุตติ นี้ท่านเรียกว่า
อัพยาบาทธาตุ. ชื่ออัพยาบาทสัญญาย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยอัพยาบาทธาตุ
นี้ โดยนัยที่กล่าวแล้วแล.
แม้ในบทว่า อวิหึสาธาตุํ ภิกฺขเว นี้ อวิหิงสาวิตกก็ดี กรุณาก็ดี เป็นอวิหิงสาธาตุ ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ในธรรมเหล่านั้น
อวิหิงสาธาตุเป็นไฉน. ความตรึกที่ประกอบด้วยอวิหิงสา ฯ ล ฯ นี้ท่าน
เรียกว่า อวิหิงสาธาตุ. ความกรุณา ความสงสาร การช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์ ในสัตว์ทั้งหลาย กรุณาเจโตวิมุตติ นี้ท่านเรียกว่า อวิหิงสาธาตุ. ชื่อ อวิหิงสาสัญญาย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยอวิหิงสาธาตุนี้ โดยนัยที่กล่าว
แล้วแล. คำที่เหลือ พึงทราบตามแนวที่กล่าวแล้วในบททั้งปวงแล.